จากสัตว์น้ำต่างถิ่นที่ถูกมองว่าเป็น “ผู้ร้าย” ปลาหมอคางดำ มุมมองใหม่ ผ่านหลักวิทยาศาสตร์ ทลายมายาคติ ความจริงเรื่อง DNA ธุรกิจสัตว์น้ำต่างถิ่น และทางออกทรัพยากรเศรษฐกิจ เพื่อควบคุมประชากรและสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างยั่งยืน
KEY POINTS
- ผลการศึกษาทางพันธุกรรม (DNA) ยืนยันว่าปลาหมอคางดำที่ระบาดในไทยมาจากหลายแหล่งกำเนิดในแอฟริกาและถูกนำเข้ามามากกว่าหนึ่งครั้ง ไม่ได้มาจากการหลุดรอดเพียงแหล่งเดียว
- งานวิจัยชี้ว่าปลาหมอคางดำไม่ใช่นักล่าที่ก้าวร้าวตามความเชื่อเดิม โดยกินสาหร่ายและซากพืชเป็นอาหารหลัก และลูกปลายังตกเป็นอาหารของปลานักล่าพื้นถิ่นอย่างปลากะพงขาว
- ข้อมูลในอดีตพบว่าธุรกิจปลาสวยงามเป็นอีกช่องทางสำคัญในการแพร่กระจาย โดยเคยมีการส่งออกปลาชนิดนี้จากไทยไปต่างประเทศมากกว่า 3 แสนตัว
- ปัจจุบันมีการเปลี่ยนมุมมองจากการกำจัดมาเป็นการใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เช่น ทำเป็นอาหารสัตว์ แปรรูปเป็นอาหารคน และสกัดเป็นแคลเซียมชีวภาพคุณภาพสูง
ปัญหาการแพร่กระจายของสัตว์น้ำต่างถิ่น หรือ เอเลี่ยนสปีชีส์ กลายเป็นประเด็นร้อนที่ได้รับความสนใจอย่างมากในสังคมไทย โดยเฉพาะกรณีของ “ปลาหมอคางดำ” หรือชื่อทางวิทยาศาสตร์ คือ Blackchin tilapia / Sarotherodon melanotheron ที่ปัจจุบันพบการแพร่ระบาดใน 19 จังหวัดทั่วประเทศ เช่น สมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี กรุงเทพมหานคร และสุราษฎร์ธานี เป็นต้น ท่ามกลางกระแสความวิตกกังวลของเกษตรกรและข้อถกเถียงในสังคมว่า ปลาชนิดนี้เข้ามาในประเทศไทยได้อย่างไร และใครคือ “ต้นทาง” ที่แท้จริง การมองปัญหาผ่านหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ข้อมูลทางกฎหมาย และประวัติศาสตร์การค้าสัตว์น้ำ อาจช่วยให้เข้าใจข้อเท็จจริงอย่างรอบด้านและหาทางออกร่วมกันได้อย่างตรงจุด
- เปิดประวัติศาสตร์ชื่อเรียก และข้อเท็จจริงการนำเข้าในอดีต
ปลาชนิดนี้เป็นปลาน้ำกร่อยในวงศ์ปลาหมอสี มีถิ่นกำเนิดในทวีปแอฟริกา ซึ่งตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ประเทศไทยมีการเปลี่ยนชื่อเรียกภาษาไทยของปลาชนิดนี้ถึง 3 ครั้งใหญ่ โดยในช่วงปี พ.ศ. 2549 – เม.ย. 2553 กรมประมงกำหนดให้ใช้ชื่อว่า “ปลานิล” ต่อมาในปี 2553 – 2559 ถูกเปลี่ยนมาเรียกว่า “ปลาหมอเทศข้างลาย” จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2561 มีการออกประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์สั่งห้ามนำเข้าและเพาะเลี้ยงอย่างเด็ดขาด จึงใช้ชื่อว่า “ปลาหมอสีคางดำ” และย่อเหลือ “ปลาหมอคางดำ” ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม แม้ชื่อภาษาไทยจะเปลี่ยนไปตามยุคสมัย แต่ชื่อสามัญภาษาอังกฤษและชื่อวิทยาศาสตร์ยังคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
ย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้นที่ถูกกล่าวถึงบ่อยครั้ง ข้อเท็จจริงปรากฏว่า บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF ได้เคยนำเข้าลูกปลาชนิดนี้เมื่อวันที่ 22 ธ.ค. พ.ศ. 2553 จำนวน 2,000 ตัวจากประเทศกานา เพื่อวัตถุประสงค์ในการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์ปลานิล โดยเป็นการขออนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ทว่า ในระหว่างการขนส่งและกักกัน ลูกปลาได้ทยอยตายลงเป็นจำนวนมากจนเหลือเพียง 50 ตัวในสัปดาห์ที่ 3 ทางบริษัทฯ จึงตัดสินใจยกเลิกโครงการวิจัยดังกล่าว และดำเนินการทำลายซากปลาด้วยการใส่คลอรีนความเข้มข้น 100 ppm ดองฟอร์มาลิน ฝังกลบโรยปูนขาว พร้อมทั้งส่งมอบตัวอย่างปลาให้แก่กรมประมงตามขั้นตอนปฏิบัติ
- ปริศนาตัวเลขส่งออก และช่องโหว่ธุรกิจ ‘ปลาสวยงาม’
มิติที่น่าสนใจและถูกมองข้ามไปในอดีต คือข้อมูลการค้าและการส่งออกสัตว์น้ำต่างถิ่น จากข้อมูลของกรมประมงในช่วงปี พ.ศ. 2556 – 2559 พบว่ามีตัวเลขการส่งออกปลาหมอคางดำ ในฐานะปลาสวยงามมีชีวิต จำนวนมากกว่า 326,000 ตัว ไปยัง 17 ประเทศทั่วโลก โดยมีบริษัทผู้ส่งออกรวม 11 ราย
แม้ในเวลาต่อมา ตัวแทนผู้ส่งออกบางรายจะออกมาชี้แจงว่าเป็นการกรอกชื่อวิทยาศาสตร์ผิดพลาดโดยบริษัทชิปปิง แต่มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญชี้ให้เห็นว่า ตลาดปลาสวยงามถือเป็นหนึ่งใน “ช่องทางสำคัญ” ที่ทำให้สัตว์น้ำต่างถิ่นทะลักเข้าสู่ระบบแรงจูงใจของผู้เลี้ยงที่ต้องการสัตว์แปลก หายาก หรือสวยงาม ส่งผลให้มีการนำเข้าสัตว์น้ำต่างถิ่นเข้ามาในประเทศไทยนับพันชนิด ซึ่งในหลายกรณีเกิดการลักลอบนำเข้าโดยไม่ผ่านกระบวนการคัดกรอง Bio-Security หรือเกิดการหลุดรอดและตั้งประชากรในธรรมชาติ ดังที่พบเห็นในกรณีของปลาซักเกอร์ กุ้งเครย์ฟิช ปลาอัลลิเกเตอร์ และปลาหมอบัตเตอร์
- หลักฐานทาง DNA ชี้ชัด ไม่ได้มาจากแหล่งเดียว และไม่ใช่ “ผู้ร้าย” ที่สิ้นหวัง
หนึ่งในข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ทลายความเชื่อเดิม คือ ผลงานวิจัยจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ Aquaculture Reports ซึ่งทำการศึกษาความหลากหลายทางพันธุกรรม (Genetic Diversity) ของปลาหมอคางดำที่พบในประเทศไทย
ผลการวิเคราะห์ DNA ที่เปิดเผยโดยดร.ภาณุ เรืองจันทร์ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ พบว่า ประชากรปลาหมอคางดำที่แพร่ระบาดในพื้นที่ต่างๆ ของไทย มีความแตกต่างทางพันธุกรรมมากถึง 19 รูปแบบ (Haplotypes) และมีความเชื่อมโยงกับสายพันธุ์ในแอฟริกามากกว่าหนึ่งแหล่ง
ข้อมูลพันธุกรรมนี้ยืนยันว่า ปลาหมอคางดำที่ระบาดในประเทศไทยไม่ได้มาจากแหล่งกำเนิดเพียงแหล่งเดียว หรือเกิดจากการหลุดรอดเพียงครั้งเดียว แต่น่าจะเกิดจากการนำเข้ามามากกว่าหนึ่งครั้งจากหลากหลายช่องทาง สมมติฐานที่เคยเชื่อว่าการแพร่กระจายทั้งหมดมีจุดเริ่มต้นจากพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งเพียงอย่างเดียวจึงไม่ถูกต้องตามหลักการทางพันธุศาสตร์
นอกจากนี้ งานวิจัยยังพบข้อเท็จจริงทางนิเวศวิทยาที่สำคัญอีกว่า ปลาหมอคางดำไม่ได้มีพฤติกรรมเป็น “ปลานักล่า” ตามที่สังคมเคยเข้าใจผิด จากการตรวจปริมาณอาหารในกระเพาะอาหาร พบว่ามากกว่า 80% เป็นสาหร่ายและซากพืช อีกทั้งเมื่อนำมาทดลองเลี้ยงร่วมกับปลาพื้นเมือง ก็ไม่ได้แสดงพฤติกรรมก้าวร้าวทำร้ายสัตว์อื่นอย่างที่กังวล
ในทางกลับกัน ลูกปลาหมอคางดำยังตกเป็นอาหารของปลานักล่าธรรมชาติอย่าง “ปลากะพงขาว” หรือ “ปลาอีกง” ซึ่งกลายเป็นข้อมูลสำคัญในการนำไปใช้ควบคุมประชากรปลาตามธรรมชาติ
- เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส การบริหารจัดการอย่างสร้างสรรค์และยั่งยืน
แม้การควบคุมการแพร่กระจายของสัตว์น้ำต่างถิ่นจะเป็นงานที่ท้าทาย แต่ปัจจุบันหลายภาคส่วนได้เริ่มเปลี่ยนมุมมองในการรับมือ โดยเปลี่ยน “เอเลี่ยนสปีชีส์” ให้กลายเป็นทรัพยากรทางเศรษฐกิจ
ในภาคเกษตรกรรมและประมง เกษตรกรในหลายจังหวัด เช่น สมุทรสงคราม เพชรบุรี และนครศรีธรรมราช ได้นำปลาหมอคางดำมาใช้เป็นอาหารลดต้นทุนสำหรับการเลี้ยงปูและปลากะพง ขณะที่ภาคการประกอบอาหาร ก็นำปลาชนิดนี้มาแปรรูปเป็นเมนูพื้นบ้าน น้ำปลา หรือแม้กระทั่งเมนูอาหารระดับโรงแรม
นอกจากนี้ ทางมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) ยังได้สกัดก้างปลาหมอคางดำเพื่อผลิตเป็น “แคลเซียมชีวภาพพรีเมียม” จนสามารถคว้ารางวัลนวัตกรรมในระดับนานาชาติได้สำเร็จ
บทเรียนจากกรณีปลาหมอคางดำสะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาสัตว์น้ำต่างถิ่นไม่ได้เกิดจากปัจจัยเดียว แต่เป็นผลกระทบเชิงโครงสร้างจากการลักลอบนำเข้า ช่องโหว่ในธุรกิจปลาสวยงาม และการขาดมาตรการควบคุมที่เข้มงวดในอดีต การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนจึงต้องอาศัยข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้อง หยุดการลักลอบนำเข้าสัตว์แปลก พร้อมทั้งส่งเสริมการนำปลาหมอคางดำที่มีอยู่ในธรรมชาติมาใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจสูงสุด เพื่อควบคุมประชากรปลาและคืนสมดุลให้แก่ระบบนิเวศของประเทศไทยต่อไป





