วันอังคาร ที่ 1 กันยายน 2569

Login
Login

พลิกตำนานเอเลี่ยน! DNA ชี้ปลาหมอคางดำแค่นักกินซาก แถมถูกล่า

ผลวิจัย DNA ปลาหมอคางดำ 466 ตัว พบความหลากหลายถึง 19 แฮพโลไทป์ ชี้ไม่ได้มาจากสมุทรสงครามแห่งเดียว และไม่ใช่ปลานักล่า ยันกินแค่ซากพืชและสาหร่าย

KEY POINTS

  • ผลวิจัย DNA ชี้ว่าปลาหมอคางดำในไทยมาจากการนำเข้าหลายครั้งจากหลายแหล่ง ไม่ได้แพร่กระจายจากแหล่งเดียวในสมุทรสงคราม
  • ผลการศึกษาพฤติกรรมพบว่าปลาหมอคางดำไม่ใช่นักล่า โดยกินซากพืชและสาหร่ายเป็นอาหารหลัก
  • ปลาหมอคางดำสามารถถูกปลากะพงขาวซึ่งเป็นผู้ล่าตามธรรมชาติในระบบนิเวศของไทยล่าเป็นอาหารได้

ผลวิจัย DNA ปลาหมอคางดำ 466 ตัว ชี้มีพันธุกรรมหลากหลายถึง 19 แฮพโลไทป์ สนับสนุนสมมติฐานการนำเข้าหลายครั้งจากหลายแหล่ง ไม่ได้แพร่จากสมุทรสงครามจุดเดียว พร้อมเผยผลศึกษาด้านพฤติกรรมพบไม่ใช่ปลานักล่า และสามารถถูกปลากะพงขาวตามธรรมชาติล่าเป็นอาหารได้

ผลการศึกษาของสถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรื่อง “Genetic diversity, population structure and multiple introductions of invasive blackchin tilapia Sarotherodon melanotheron in Thailand” ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารสากล Aquaculture Reports จากการตรวจวิเคราะห์ DNA ปลาหมอคางดำจำนวน 466 ตัวในหลายพื้นที่ทั่วประเทศไทย ได้สร้างหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ชิ้นสำคัญเกี่ยวกับที่มาและชีววิทยาของปลาชนิดนี้

  • หลักฐานพันธุกรรมชี้ไม่ได้มาจากแหล่งเดียว 

จากการตรวจวัดระดับพันธุกรรม (mtDNA-CR และ Microsatellite 10 ตำแหน่ง) พบว่า ปลาหมอคางดำในไทยมีความแตกต่างทางพันธุกรรมอย่างชัดเจน โดยเชื่อมโยงกับแหล่งพันธุกรรมมากกว่าหนึ่งพื้นที่ในแอฟริกาตะวันตก เช่น กานา (Ghana) และโกตดิวัวร์ (Côte d'Ivoire)

ข้อค้นพบสำคัญคือระยะห่างทางพันธุกรรมของบางประชากรไม่สัมพันธ์กับระยะทางภูมิศาสตร์ โดยเฉพาะประชากรในสมุทรสงครามที่มีโครงสร้างพันธุกรรมแตกต่างจากประชากรบริเวณคลองเชื่อมไปยังสมุทรสาคร กรุงเทพฯ และสมุทรปราการ ข้อมูลจึงไม่สนับสนุนแนวคิดที่ว่าปลาหมอคางดำแพร่กระจายไปทั่วประเทศจากสมุทรสงครามเพียงแหล่งเดียว แต่สอดคล้องกับสมมติฐาน Multiple Introductions หรือการนำเข้าหลายครั้งจากหลายแหล่ง

ดร.ภาณุ เรืองจันทร์ นักวิจัยด้านพันธุศาสตร์จากสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า การตรวจพบรูปแบบทางพันธุกรรม หรือ “แฮพโลไทป์” (Haplotype) ถึง 19 รูปแบบ เปรียบเสมือนการพบลายเซ็นทางพันธุกรรมที่หลากหลาย ซึ่งในธรรมชาติต้องใช้เวลาหลักร้อยถึงหลักพันปีในการกลายพันธุ์ขึ้นใหม่ ดังนั้น การพบความหลากหลายระดับนี้จึงเป็นหลักฐานน้ำหนักแน่นหนาว่า ปลาหมอคางดำไม่ได้เกิดจากพ่อแม่พันธุ์กลุ่มเล็กเพียงกลุ่มเดียว

  • ไม่พบพฤติกรรมปลานักล่า และถูกล่าได้ตามธรรมชาติ 

งานวิจัยยังได้ศึกษานิเวศวิทยาของปลาหมอคางดำ โดยมีข้อค้นพบสำคัญดังนี้:

อาหารหลักเป็นซากพืช: ผลตรวจอาหารในกระเพาะอาหาร (Stomach content analysis และ Metagenomic sequencing) พบว่ามากกว่า 80% เป็นสาหร่ายสีเขียวและซากพืชอินทรียวัตถุ (Effective detritus feeder) ไม่พบหลักฐานว่าเป็นปลานักล่า (Predatory fish) ที่กินปลาหรือสัตว์น้ำอื่นเป็นอาหารหลัก

ไม่ก้าวร้าวต่อปลาพื้นเมือง: การทดลองเลี้ยงร่วมกับปลาพื้นเมือง เช่น ปลากะเมาะ และปลาสลิดทะเลชวา ไม่พบพฤติกรรมก้าวร้าวหรือแย่งอาหาร แต่มักรวมฝูงร่วมกัน (Polyspecific association) เพื่อลดความเสี่ยงจากผู้ล่า

ควบคุมโดยผู้ล่าในธรรมชาติ: ในห้องทดลองพบว่า “ปลากะพงขาว” สามารถไล่ล่าและกินลูกปลาหมอคางดำได้สำเร็จ จึงมีศักยภาพในการช่วยควบคุมประชากรในธรรมชาติได้

มิติใหม่ต่อการหาคำตอบเรื่อง “ต้นทาง” งานวิจัยชิ้นนี้ไม่ได้ระบุว่าใครเป็นผู้นำเข้าหรือผู้ปล่อยลงสู่ธรรมชาติ แต่ชี้ให้เห็นว่าการสืบหาต้นทางต้องพิจารณากว้างกว่าสมมติฐานเรื่องการนำเข้าจากแหล่งเดียว โดยต้องนำข้อมูล DNA ไปวิเคราะห์ร่วมกับประวัติการนำเข้า การค้า การส่งออก และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทั้งในและนอกระบบ เพื่อสร้างภาพเหตุการณ์ที่สมบูรณ์และนำไปสู่การกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุดในระยะยาว