วันพฤหัสบดี ที่ 15 ตุลาคม 2569

Login
Login

รัฐปรับยุทธศาสตร์ดึง ‘อุตฯ ไฮเทค’ ลงทุนไทย หนุนต่อยอดพัฒนา ‘เอไอ แชมเปียน’

“สภาพัฒน์” ชี้เอกชนลงทุนพุ่งสูงสุดรอบ 14 ปี จากหลายอุตสาหกรรม ชงรัฐบาลเร่งปรับยุทธศาสตร์ Data Center หนุน AI Champion สกพอ.กางแผนยุทธศาสตร์ดึงอุตสาหกรรม “โอลิมปิก” ชี้โอกาส Data Center เหลือเพียง 2-3 ปี ฺBOI ลุยยกระดับลงทุนไทย “Thailand Fast Pass” ดันลงทุนจริง 2 แสนล้าน “คลัง” ดึงเอกชนหนุนลงทุนแก้พื้นที่การคลังจำกัด

KEY POINTS

  • รัฐบาลมุ่งดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมไฮเทค โดยเฉพาะอิเล็กทรอนิกส์ต้นน้ำ เช่น การออกแบบชิป และแผ่นวงจรพิมพ์ (PCB) เพื่อสร้างฐานรองรับเทคโนโลยี AI ในอนาคต
  • สภาพัฒน์ เสนอแนวทางสร้าง “AI Champion” ของไทย โดยเน้น 3 ด้าน คือ สนับสนุนธุรกิจ AI ผ่าน Venture Facility, ส่งเสริมการลงทุนเซมิคอนดักเตอร์ในประเทศ และเตรียมความพร้อมบุคลากร
  • ภาครัฐสนับสนุนการลงทุน Data Center เพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานต่อยอดสู่ธุรกิจ AI และบริการคลาวด์ โดยจะกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ลงทุนรายใหญ่ (Hyperscalers) ถ่ายทอดความเชี่ยวชาญให้บุคลากรไทย
  • หน่วยงานภาครัฐ เช่น BOI และ สกพอ. เร่งปรับปรุงสภาพแวดล้อมการลงทุนให้เอื้ออำนวย ทั้งการลดขั้นตอนอนุมัติ 

“กรุงเทพธุรกิจ” จัดงาน KT Dialogue New Horizon หัวข้อ Investment playbook เมื่อวันที่ 27 ส.ค.2569 โดยมีผู้แทนภาครัฐ ภาคเอกชน และนักวิชาการ ร่วมแสดงความเห็นถึงทิศทางการลงทุนที่จะช่วยยกระดับประเทศ

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า ทิศทางการลงทุนของไทยเห็นสัญญาณการขยายตัวของการลงทุนภาคเอกชนต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2567 

ทั้งนี้ไตรมาส 2 ปี 2569 การลงทุนภาคเอกชนเติบโตสูงสุดรอบ 14 ปี ซึ่งไม่จำกัดเฉพาะกลุ่ม Data Center แต่รวมถึงอุตสาหกรรมใหม่ที่รับส่งเสริมการลงทุนก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะอิเล็กทรอนิกส์ต้นน้ำ เช่น การผลิตแผ่นวงจรพิมพ์ (PCB) และการออกแบบชิป (Chip Design) ซึ่งจะเป็นฐานสำคัญในการรองรับเทคโนโลยี AI ในอนาคต 

ขณะที่ไทยมีความท้าทายด้านห่วงโซ่อุปทานยังไม่เพียงพอทำให้ต้องนำเข้าวัตถุดิบสูง ซึ่งทำให้เสียดุลการค้าส่วนที่เกี่ยวข้องกับ AI เมื่อเทียบประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ที่มีฐานการผลิตต้นน้ำเข้มแข็งกว่า

ส่วนการลงทุน Data Center ที่เพิ่มขึ้นในไทยนั้นภาครัฐมีนโยบายสนับสนุนโครงการที่สร้างผลประโยชน์ให้เศรษฐกิจ แต่กำหนดเงื่อนไขการส่งเสริมอย่างเหมาะสม เนื่องจากใช้ทรัพยากรสาธารณะสูงทั้งไฟฟ้าและน้ำ 

รวมทั้งเป้าหมายสำคัญเป็นการทำให้ Data Center เป็นโครงสร้างพื้นฐานนำไปสู่การสร้างธุรกิจต่อเนื่อง เช่น บริการคลาวด์ (Cloud) และการพัฒนา AI ให้เกิดมูลค่าเพิ่มระบบเศรษฐกิจแทนการมาตั้งศูนย์ข้อมูลอย่างเดียว

  • หนุนพัฒนา “AI Champion”

นายดนุชา กล่าวว่า ปัจจุบันไทยมีบุคลากรที่มีความสามารถด้าน AI แต่ยังขาดการสนับสนุนที่เพียงพอ สศช.จะเสนอรัฐบาลสร้าง และพัฒนา “AI Champion” ของไทยผ่านแนวทาง ดังนี้ 

1.ด้านธุรกิจควรพิจารณาจัดตั้ง “Venture Facility” เพื่อสนับสนุนบริษัท AI ของไทยให้สามารถสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลก โดยเฉพาะในกลุ่มการแพทย์ โลจิสติกส์ และการบริการ 

2.ด้านเทคโนโลยี ที่ควรมีการส่งเสริมการลงทุนในอุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์ และชิปในประเทศ เพื่อสนับสนุนระบบนิเวศของธุรกิจ AI 

3.ด้านบุคลากร ต้องเตรียมความพร้อมรองรับเทคโนโลยีในอนาคต เช่น ควอนตัม (Quantum Computing) ที่จะมีบทบาทต่อจาก AI ในอีกไม่เกิน 5 ปีข้างหน้า 

นอกจากนี้ สศช.จะหารือสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อกำหนดเงื่อนไขให้กลุ่ม Hyperscalers ถ่ายทอดความเชี่ยวชาญให้บุคลากรไทยมากขึ้น เพื่อยกระดับประเทศไทยจากผู้ใช้งานเป็นผู้สร้างมูลค่าเพิ่มในเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างยั่งยืน

  • เศรษฐกิจไทยผ่านจุดต่ำสุดแล้ว

สำหรับเศรษฐกิจไทยปัจจุบันผ่านจุดต่ำสุดแล้ว และมีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้นทำให้ สศช.ปรับคาดการณ์การปีนี้มาอยู่ 2.2% จากเดิม 2% 

“ไตรมาส 2 ขยายตัวได้ 1.9% สูงกว่าเคยคาดการณ์ไว้ที่ 1.5% ได้รับแรงหนุนจากการส่งออก และการลงทุนเพิ่มขึ้น สศช.จึงปรับประมาณการเศรษฐกิจทั้งปี 2569 มาอยู่ที่ค่ากลางที่ 2.2%” นายดนุชา กล่าว

ส่วนปัจจัยสนับสนุนของไทยถูกมองว่าเป็นพื้นที่ปลอดภัย (Safe Zone) ท่ามกลางความไม่แน่นอนทั่วโลกทำให้เกิดแนวโน้มย้ายฐานการลงทุนที่นอกเหนือจากภาคอุตสาหกรรมเดิม โดยเฉพาะการจัดตั้ง Headquarter และ Digital Headquarter ที่นักลงทุนมองพื้นที่มีความมั่นคง และปลอดภัยระยะยาว ซึ่งเป็นโอกาสของไทยที่สำคัญ 

สกพอ.ชี้โอกาสดึง Data Center เหลือ 5 ปี

นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เปิดเผยว่า การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเป้าหมาย สกพอ.แบ่งกลุ่มอุตสาหกรรมเป็น 5 คลัสเตอร์ ได้แก่ การแพทย์และสุขภาพ, ดิจิทัล, ยานยนต์สมัยใหม่, BCG และภาคบริการ ซึ่งไม่ควรจำกัดเพียงภาคการผลิต แต่ภาคบริการ และการลงทุนด้าน Data Center เป็นส่วนสำคัญที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

นายจุฬา กล่าวว่า ความเร่งด่วนในการดึงดูดการลงทุน Data Center มีหน้าต่างแห่งโอกาสไม่เกิน 2-3 ปีนี้ หากไทยไม่สามารถจับจองพื้นที่ในตลาดนี้ได้ในช่วงดังกล่าวโอกาสจะหลุดทันที เนื่องจากทุกนาทีต้องแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้าน

มิติโครงสร้างพื้นฐานน้ำ และไฟฟ้าจะเป็นปัจจัยสำคัญสุดต่อการตัดสินใจลงทุนในอนาคต โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านสู่ Green Transition เนื่องจากอุตสาหกรรมสมัยใหม่ และเศรษฐกิจดิจิทัล เช่น AI และ Data Center มีความต้องการใช้พลังงาน และน้ำมหาศาล

“ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา เรื่องที่นักลงทุนเข้ามาหารือกับผมมากที่สุดคือ น้ำ และไฟ เพราะเขารู้ว่าพื้นฐานของการลงทุนในปัจจุบันใช้เทคโนโลยีมากขึ้น และต้องใช้พลังงานสะอาด” ดร.จุฬา กล่าว

ทั้งนี้ สกพอ.กำลังวางแผนชี้เป้าพื้นที่ลงทุน (Zoning) ให้สอดคล้องศักยภาพของสาธารณูปโภค เช่น หากดึง Data Center มาพื้นที่ใดต้องมีความพร้อมการผลิตไฟฟ้าจำนวนมาก และมีโครงสร้างพื้นฐานเอื้ออำนวย

  • กลยุทธ์เขตส่งเสริมเศรษฐกิจเฉพาะ

“การดึงดูดนักลงทุนระดับโลกว่าเป็นการแข่งขันในอุตสาหกรรมโอลิมปิก ซึ่งประเทศไทยต้องแข่งกับสนามการค้าโลก นักลงทุนกลุ่มนี้คือ แชมเปียนที่มองหาสนามลงเล่นที่คุ้มค่าที่สุด” ดร.จุฬา กล่าว

ดังนั้น ความต่อเนื่องของนโยบาย และการปรับปรุงกฎระเบียบ (Regulatory Ease) เพื่อให้การสร้างโรงงาน และเริ่มดำเนินกิจการทำได้รวดเร็ว จึงเป็นเรื่องที่วิกฤติ (Critical) และสำคัญที่สุดในการสร้างความมั่นใจ เราต้องสร้างความมั่นใจว่าไทยเอาจริง นโยบายมีความต่อเนื่อง และชัดเจน ไม่ใช่ว่าพอเขาจะเริ่มลงทุนแล้วเราเปลี่ยนกฎระเบียบ เพราะถ้าเขาตัดสินใจไปที่อื่นแล้ว เขาจะไปเลย และไม่กลับมาอีก

ทั้งนี้ ไทยกำลังก้าวสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ 2 มิติหลักคือ การยกระดับเทคโนโลยีทางการแพทย์ขั้นสูง และการปฏิรูปโครงสร้างการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อรองรับอุตสาหกรรมที่ไม่มีต้นทุนทางวิทยาการเดิมในประเทศ

ด้านการแพทย์พบว่าปัจจุบันไทยมีความเข้มแข็งมากในเชิงการบริการ แต่เป้าหมายถัดไปคือ การนำผลิตภัณฑ์มาเป็นตัวขับเคลื่อนบริการเพื่อให้ก้าวไปไกลกว่าเดิม โดยเน้นที่เทคโนโลยีการรักษาในระดับเซลล์ และยีน ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนของอุตสาหกรรม

  • BOI ชี้เม็ดเงินไหลเข้าตามเทรนด์โลก 

นางสาวศุธาศินี สมิตร รองเลขาธิการ BOI กล่าวว่า การขับเคลื่อนการลงทุนให้มีประสิทธิภาพสูงสุดไม่เป็นผลงาน BOI หน่วยงานเดียว แต่เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ตลาดทุน และสมาคมธนาคารไทย อีกทั้งได้รับการผลักดันนโยบายจากนายเอกนิติ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

สำหรับทิศทางการลงทุน 2-3 ปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เน้นอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะการออกแบบอิเล็กทรอนิกส์ แผ่นวงจรพิมพ์ (PCB) และแผ่นวงจรรวม (PCBA) รองรับยุทธศาสตร์ส่งเสริมการลงทุนเซมิคอนดักเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ในระยะถัดไป เพื่อเชื่อมโยงห่วงโซ่คุณค่าให้ลึกไปถึงอุตสาหกรรมต้นน้ำมากขึ้น

ทั้งนี้สิทธิประโยชน์ทางภาษีไม่ใช่คำตอบเดียวในการดึงลงทุน โดยถ้าสภาพแวดล้อมทางธุรกิจไม่พร้อมหรือล่าช้าในการออกใบอนุญาตจะส่งผลการลงทุนจริงล่าช้า ดังนั้นจึงดำเนินโครงการ Thailand Fast Pass ร่วมกับ 8 หน่วยงาน เพื่อเร่งรัดใบอนุญาต โดยมีโครงการผ่านเกณฑ์การคัดเลือกแล้วกว่า 20 โครงการ มูลค่าการลงทุนรวม 200,000 ล้านบาท

ส่วนข้อวิจารณ์ประเด็นเงินลงทุนกระจุกบางอุตสาหกรรม นางสาวศุธาศินี ชี้แจงว่า กลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์มียอดลงทุนค่อนข้างสูงเนื่องจากนำเข้าเครื่องจักร และอุปกรณ์ราคาแพง 

ขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมที่เน้นองค์ความรู้ระดับสูง เช่น ซอฟต์แวร์ แม้ตัวเลขยอดเงินลงทุนรวมไม่สูงนักแต่เป็นอุตสาหกรรมที่มีเทคโนโลยีสูง 

ส่วนประเด็นชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศ แม้ขั้นตอนเริ่มต้นการตรวจสอบคุณสมบัติต้องใช้เวลา แต่หากเป็นผู้ผลิตที่ดำเนินกิจการหรือขยายการลงทุนต่อ และอยู่ไทย 2-3 ปี พบว่ามีสัดส่วนใช้ชิ้นส่วนในประเทศเพิ่มถึง 50-60% โดย BOI พร้อมเชื่อมโยงความร่วมมือร่วมกับหน่วยงานด้านวิจัยพัฒนาเพื่อส่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทยให้เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานนี้ได้

  • สศค.หนุนเอกชนร่วมลงทุน

นายสิทธิรัตน์ ดรงคมาศ ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการคลัง สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) ของไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับในอดีตที่ภาครัฐสามารถคุมสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ หรือจีดีพี ให้อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำมาโดยตลอด

อย่างไรก็ตาม จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มสูงขึ้นคือ การแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงและรวดเร็วต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจ ทำให้รัฐบาลมีความจำเป็นที่จะต้องมีการกู้เงินเข้ามาเพื่อดูแล เยียวยา และพยุงโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อประคับประคองไม่ให้เกิดสภาวะที่แย่ลงกว่าในปัจจุบัน

ทั้งนี้ แม้พื้นที่ทางการคลังจะมีจำกัด แต่ไม่ได้หมายความว่าประเทศจะปราศจากการลงทุน ภาครัฐ และรัฐวิสาหกิจยังลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจำเป็น โดยการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐ และภาคเอกชน หรือ PPP (Public-Private Partnerships) และการระดมทุนผ่านกองทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย หรือ Thailand Future Fund (TFF)

โดยการเปิดโอกาสให้ภาคเอกชน และภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการลงทุนเป็นเจ้าของโครงการโครงสร้างพื้นฐาน ไม่เพียงแต่เป็นผลดีในการปลดล็อกข้อจำกัดงบประมาณเท่านั้น แต่ยังส่งผลสำคัญต่อ ประสิทธิภาพของเม็ดเงินลงทุนภาครัฐ

นอกจากนี้ ยังเป็นการดึงองค์ความรู้ ทักษะความเชี่ยวชาญ และกลไกการตรวจสอบ และร่วมตัดสินใจของภาคเอกชน และประชาชนเข้ามาประยุกต์ใช้เป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้งบประมาณแผ่นดินคุ้มค่า และนำไปใช้มีประสิทธิภาพสูงสุด

ทั้งนี้ประมาณการสัดส่วนหนี้ต่อ GDP ในอนาคตได้คำนวณ และรวมแผนการลงทุนของรัฐบาลกลาง และรัฐวิสาหกิจแล้ว ดังนั้นแม้หนี้ในอนาคตสูงขึ้นเล็กน้อย แต่จะไม่เกินกรอบเพดานหนี้สาธารณะ

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์