วันพุธ ที่ 2 กันยายน 2569

Login
Login

'พรายพล' แฉกำไรโรงกลั่นจาก 'ลาภลอย' สงครามอิหร่าน 2.86 หมื่นล้าน จี้รัฐวางกติกา

"พรายพล" นักวิชาการด้านพลังงาน แฉกำไรลาภลอยต่อเนื่องไทย 2.86 หมื่นล้านบาท จากศึกสงครามอิหร่าน จี้รัฐวางกติกา ภาษีโชคลาภ ก่อนวิกฤตรอบใหม่

KEY POINTS

  • ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ ประเมินว่าในครึ่งแรกของปี 2569 โรงกลั่นน้ำมันไทย 5 แห่ง มีกำไรส่วนเกินที่เกิดจากสงคราม (War Windfall Profit) หรือ "ลาภลอย" ประมาณ 28,600 ล้านบาท
  • กำไร "ลาภลอย" นี้เป็นส่วนต่างจากกำไรสุทธิรวม 86,700 ล้านบาท เทียบกับกำไรที่ควรจะเป็นในภาวะปกติ (ประมาณ 58,100 ล้านบาท) โดยมีสาเหตุจากราคาน้ำมันโลกและค่าการกลั่นที่พุ่งสูงขึ้น
  • แม้รัฐบาลจะใช้มาตรการส่วนลดราคา ณ โรงกลั่น ดึงรายได้คืนจากโรงกลั่นไปแล้วประมาณ 8,000 ล้านบาท แต่ยังถือเป็นเพียงบางส่วนของกำไรส่วนเกินทั้งหมด
  • เรียกร้องให้รัฐบาลสร้างกติกาที่ชัดเจนและโปร่งใสในการจัดการกับกำไรส่วนเกินจากวิกฤต เช่น การเก็บภาษีลาภลอย (Windfall Profit Tax) เพื่อให้สังคมมีส่วนแบ่ง ไม่ใช่การออกมาตรการเฉพาะกิจตามแรงกดดัน
  • ชี้ว่าคำถามสำคัญคือการแยกแยะระหว่าง "กำไรปกติ" กับ "กำไรจากวิกฤต" และควรมีกติกาที่ชัดเจนล่วงหน้า เพื่อไม่ให้ผู้บริโภคต้องเป็นผู้แบกรับภาระเพียงฝ่ายเดียวในวิกฤตครั้งต่อไป

ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว (Praipol Koomsup) เรื่อง “โรงกลั่นไทยกับกำไรจากสงครามอิหร่าน” โดยระบุว่า ครึ่งแรกปี 2569 บริษัทโรงกลั่นน้ำมันไทย 5 แห่งมีกำไรสุทธิรวมกว่า 86,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้อาจมีกว่า 28,000 ล้านบาทที่เป็นกำไรส่วนเพิ่มจากสงครามและภาวะราคาน้ำมันแพง  

คำถามไม่ใช่ว่าโรงกลั่นควรมีกำไรหรือไม่ แต่คือกำไรส่วนใดเป็นผลตอบแทนปกติ และส่วนใดเป็นลาภลอยที่สังคมควรมีส่วนแบ่ง

สงครามทำให้คนส่วนใหญ่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น แต่ทำให้บางธุรกิจได้กำไรมากขึ้น

ครึ่งแรกของปี 2569 เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน หลังความขัดแย้งในตะวันออกกลางรุนแรงขึ้นตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม ความเสี่ยงต่อการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งขึ้น ขณะเดียวกัน ราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันยิ่งถีบตัวสูงขึ้นในสัดส่วนที่มากกว่า ส่งผลให้ค่าการกลั่นของโรงกลั่นเพิ่มขึ้นมาก

ผลประกอบการของบริษัทโรงกลั่นไทยจึงดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด TOP, IRPC, BCP, SPRC และ PTTGC ต่างมีกำไรในสองไตรมาสแรกปี 2569 สูงขึ้นมากเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน หลายบริษัทที่เคยขาดทุนกลับมามีกำไรเป็นหมื่นล้านบาท

แต่กำไรเหล่านี้ไม่ได้มาจาก “ค่าการกลั่น” เพียงอย่างเดียว

กำไรจริง หรือกำไรจากสต๊อก?

เมื่อราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โรงกลั่นได้ประโยชน์อย่างน้อยสองทาง
ทางแรกคือ ค่าการกลั่นสูงขึ้น หากราคาน้ำมันสำเร็จรูป เช่น ดีเซลและน้ำมันอากาศยาน เพิ่มมากกว่าราคาน้ำมันดิบ

ทางที่สองคือ Stock Gain เมื่อน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ที่ซื้อเก็บไว้ก่อนหน้านี้มีมูลค่าเพิ่มขึ้นตามราคาตลาด

ในไตรมาสแรกปี 2569 Stock Gain มีบทบาทสูงมาก ตัวอย่างเช่น TOP มีผลบวกจากสต๊อกและการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือรวมกว่า 16,000 ล้านบาท ขณะที่ IRPC, BCP, SPRC และ PTTGC ต่างก็มีผลบวกจากสต๊อกหลายพันล้านบาท
แต่ Stock Gain ไม่ใช่กำไรจากประสิทธิภาพการดำเนินงานโดยตรง และเมื่อราคาน้ำมันลดลงก็สามารถพลิกเป็น Stock Loss ได้ทันที

นอกจากนี้ หลายบริษัทยังทำ Hedging เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านราคา ทำให้กำไรจากราคาน้ำมันขาขึ้นบางส่วนถูกหักล้างด้วยการขาดทุนจากสัญญาป้องกันความเสี่ยง

ดังนั้น หากดูเพียงกำไรสุทธิแล้วสรุปว่าโรงกลั่นได้กำไรมหาศาล ก็อาจง่ายเกินไป เพราะเมื่อแยกกำไรจากค่าการกลั่นออกจากกำไรอื่นๆ (Stock Gain/Loss,  Hedging, อัตราแลกเปลี่ยน และรายการพิเศษอื่นๆ) ภาพที่ได้จะชัดมากขึ้น
ในไตรมาสแรก กำไรเพิ่มจากทั้งค่าการกลั่น (ธุรกิจจริง) และ Stock Gain แต่ใน ไตรมาสที่สอง แม้หลายบริษัทเริ่มมี Stock Loss กำไรก็ยังอยู่ในระดับสูง เพราะค่าการกลั่นและ margin จากการดำเนินงานเพิ่มขึ้นมาก

กล่าวง่าย ๆ คือ Q1 กำไรมาจากทั้งน้ำมันในถัง และธุรกิจจริง ส่วน Q2 กำไรเริ่มมาจากค่าการกลั่นจริงมากขึ้น

จึงพอสรุปได้ว่า โรงกลั่นไทยไม่ได้มีเพียงกำไรทางบัญชีจากสต๊อก แต่ได้ประโยชน์ทางการเงินจากธุรกิจจริงอีกด้วย

“กำไรจากสงคราม” 28,600 ล้านบาท

หากนำบริษัท 5 แห่ง ได้แก่ TOP, IRPC, BCP, SPRC และ PTTGC มารวมกัน (โดยไม่นับ ESSO/BSRC ซ้ำ เพราะกิจการเดิมของ ESSO เข้าไปรวมอยู่ในกลุ่มบางจากแล้ว) พบว่าในครึ่งแรกปี 2569 บริษัททั้งห้ามีกำไรสุทธิรวมประมาณ 86,700 ล้านบาท เทียบกับการขาดทุนสุทธิเกือบ 2,000 ล้านบาทในครึ่งแรกของปีก่อนหน้า

คำถามคือ ถ้าไม่มีสงคราม กำไรควรเป็นเท่าไร?

จากการสร้างสถานการณ์สมมติ โดยอิงผลประกอบการก่อนหน้า รวมทั้งระดับค่าการกลั่น Stock Gain/Loss และปัจจัยเฉพาะของแต่ละบริษัทในภาวะปกติ เราประเมินได้ว่า หากไม่มีสงครามและไม่มีภาวะขาดแคลนน้ำมันโลก กำไรรวมของบริษัททั้งห้าน่าจะอยู่ประมาณ 58,100 ล้านบาท

ส่วนต่างราว 28,600 ล้านบาท จึงอาจเรียกได้ว่าเป็น “War Windfall Profit” หรือกำไร “ลาภลอย” ที่เกิดจากสงคราม หรือราวหนึ่งในสามของกำไรสุทธิในครึ่งแรกของปี 2569

  • กำไรสุทธิจริงของ 5 บริษัท H1/2569 = 86.7 พันล้านบาท
  • กำไรสมมติหากไม่มีสงคราม = ประมาณ 58.1 พันล้านบาท
  • War Windfall Profit = ประมาณ 28.6 พันล้านบาท
  • Windfall เฉลี่ย = ประมาณ 236 ล้านบาท/วัน

รายได้โรงกลั่นที่ลดลงจากส่วนลดราคา ณ โรงกลั่น = ประมาณ 8 พันล้านบาท
ตัวเลข 28,600 ล้านบาทไม่ใช่รายการบัญชีที่บริษัทประกาศ แต่เป็นประมาณการเชิงเศรษฐศาสตร์เพื่อวัดกำไรส่วนที่เกินจากภาวะปกติ

หากนับช่วง 2 มีนาคมถึง 30 มิถุนายน รวม 121 วัน เท่ากับ Windfall Profit เฉลี่ยประมาณ 236 ล้านบาทต่อวัน 

ตัวเลขนี้น่าสนใจ เพราะในช่วงเวลาเดียวกัน ผู้บริโภคต้องจ่ายค่าน้ำมันสูงขึ้น ขณะที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องรับภาระจำนวนมากเพื่อพยุงราคาขายปลีก

รัฐดึงกลับมาแล้วบางส่วน

ภาครัฐไม่ได้ปล่อยให้โรงกลั่นรับผลประโยชน์ทั้งหมด ในเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม รัฐกำหนดส่วนลดราคา ณ โรงกลั่น สำหรับน้ำมันดีเซลในอัตรา 2–5 บาทต่อลิตรในบางช่วง เพื่อลดภาระกองทุนน้ำมันและจำกัดการเพิ่มขึ้นของราคาขายปลีก   

จากการคำนวณโดยใช้ปริมาณจำหน่ายดีเซลในช่วงดังกล่าว เราพบว่ารายได้ของโรงกลั่นลดลงจากมาตรการนี้ประมาณ 8,000 ล้านบาท   

กล่าวได้ว่า รัฐได้ดึงผลประโยชน์จากโรงกลั่นกลับมาช่วยผู้บริโภคและกองทุนน้ำมันแล้วส่วนหนึ่ง

แต่เมื่อเทียบกับ Windfall Profit ที่ยังอยู่ประมาณ 28,600 ล้านบาท เงิน 8,000 ล้านบาทก็ยังเป็นเพียงบางส่วน และต้องย้ำว่า 8,000 ล้านบาทเป็นรายได้ที่ลดลง ไม่ใช่กำไรสุทธิที่หายไปเต็มจำนวน

แล้ว Windfall Profit ควรจัดการอย่างไร?

หากหลังหัก Stock Gain, Hedging และรายการพิเศษแล้ว โรงกลั่นยังมีกำไรส่วนเกินจากสงครามเกือบสามหมื่นล้านบาท รัฐควรทำอย่างไร

ทางเลือกหนึ่งคือ ภาษีลาภลอย หรือ Windfall Profit Tax โดยเก็บเฉพาะกำไรที่สูงเกินระดับปกติอย่างชัดเจน

อีกทางคือ ส่วนลดราคา ณ โรงกลั่น แบบที่ประเทศไทยใช้อยู่ ซึ่งมีข้อดีตรงที่ลดต้นทุนผลิตภัณฑ์น้ำมันและช่วยกองทุนน้ำมันได้ทันที

แต่ไม่ว่าจะเลือกวิธีใด สิ่งสำคัญกว่าคือการมีกติกาที่ชัดเจน โปร่งใส และรู้ล่วงหน้า  ไม่ใช่กำหนดขึ้นเป็นครั้ง ๆ ตามแรงกดดันทางการเมือง

โรงกลั่นควรมีกำไร เพราะเป็นธุรกิจที่ใช้เงินลงทุนสูงและมีความเสี่ยง   

แต่ผู้บริโภคก็ไม่ควรเป็นฝ่ายแบกรับต้นทุนของวิกฤตเพียงฝ่ายเดียว ขณะที่ผลตอบแทนส่วนเกินจากวิกฤตตกอยู่กับผู้ผลิตทั้งหมด

ดังนั้น คำถามที่ควรถามไม่ใช่ว่า โรงกลั่นควรมีกำไรมากแค่ไหน?

แต่คือ กำไรส่วนไหนเป็นผลตอบแทนตามปกติของธุรกิจ และตั้งแต่จุดไหนขึ้นไปจึงเป็นกำไรจากวิกฤตที่สังคมควรมีส่วนแบ่ง?

ถ้าเราไม่สร้างกติกาตอบคำถามนี้ไว้ก่อนวิกฤตครั้งต่อไป ทุกครั้งที่ราคาน้ำมันพุ่งขึ้น ประเทศไทยก็คงกลับมาเถียงเรื่องเดิมอีก และเมื่อยังไม่มีกติกา คนที่จ่ายก่อนก็มักจะเป็นผู้บริโภคเสมอ

ถ้าสงครามจบแล้วโรงกลั่นขาดทุน?

หากสงครามลดความรุนแรง ช่องแคบฮอร์มุซกลับสู่ภาวะปกติ ราคาน้ำมันและค่าการกลั่นลดลงอย่างรวดเร็ว Stock Gain อาจกลายเป็น Stock Loss และกำไรของโรงกลั่นอาจหดตัวแรง บางบริษัทอาจกลับไปขาดทุน แล้วรัฐควรเข้าไปชดเชยให้หรือไม่?

ในระบบตลาดหลักการควรชัดเจนและสมมาตร ถ้ากำไรในช่วงขาขึ้นเป็นของผู้ถือหุ้นขาดทุนในช่วงขาลงก็ควรเป็นของผู้ถือหุ้นเช่นเดียวกัน

คงเป็นเรื่องยากที่จะอธิบายต่อประชาชน หากช่วงราคาขึ้นเอกชนเก็บกำไรไว้มาก แต่พอราคาลงกลับให้รัฐหรือผู้บริโภคช่วยรับภาระ

หมายเหตุแหล่งข้อมูล

ข้อมูลผลประกอบการและองค์ประกอบกำไรของ TOP, IRPC, BCP, SPRC และ PTTGC อ้างอิงจากงบการเงินของแต่ละบริษัท รวมทั้งข้อมูลที่บริษัทเปิดเผยต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สำหรับไตรมาส 1 และไตรมาส 2 ปี 2568–2569

ข้อมูลราคาน้ำมัน โครงสร้างราคาขายปลีก ปริมาณการใช้น้ำมัน และมาตรการส่วนลดราคา ณ โรงกลั่น อ้างอิงจากกระทรวงพลังงาน 

ตัวเลข War Windfall Profit ประมาณ 28,600 ล้านบาท กำไรในกรณีไม่มีสงครามประมาณ 58,100 ล้านบาท และรายได้โรงกลั่นที่ลดลงจากมาตรการส่วนลดราคา ณ โรงกลั่นประมาณ 8,000 ล้านบาท เป็น ประมาณการของผู้เขียน ไม่ใช่ตัวเลขทางบัญชีที่บริษัทหรือหน่วยงานรัฐรายงานโดยตรง