ครม.สัญจร เห็นชอบโครงการประกันภัยพิบัติประชาชน 30 ล้านครัวเรือน ใช้งบประมาณ 15,500 ล้านบาทต่อปี ในภัยน้ำท่วม วาตภัย แผ่นดินไหว คุ้มครองประมาณ 75,000 ล้านบาทต่อปี ชี้ช่วยลดภาระการเยียวยาที่ต้องใช้งบประมาณจากภาครัฐ โดยคงสิทธิให้ประชาชนได้รับการชดเชยจากภัยพิบัติทั้งชีวิต และทรัพย์สินเท่าเดิม
KEY POINTS
- ครม.สัญจรเห็นชอบในหลักการโครงการประกันภัยพิบัติแห่งชาติ เพื่อคุ้มครองประชาชน 30 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ
- รัฐบาลจะสนับสนุนเบี้ยประกันปีละประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท เพื่อสร้างวงเงินคุ้มครองภัยพิบัติรวม 7.5 หมื่นล้านบาท
- ให้ความคุ้มครอง 3 ภัยพิบัติหลัก คือ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว โดยชดเชยความเสียหายที่อยู่อาศัยสูงสุด 1 แสนบาท และกรณีเสียชีวิต 2 ล้านบาท
- เป็นการปรับเปลี่ยนรูปแบบการช่วยเหลือจากการรอจ่ายเงินเยียวยาหลังเกิดเหตุ เป็นการบริหารความเสี่ยงล่วงหน้าผ่านระบบประกันภัย
วันนี้ (1 ก.ย.69 ) ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบเรื่องสำคัญรวมทั้งเห็นชอบในหลักการให้ปรับรูปแบบการช่วยเหลือผู้ประสบภัย จากการรอรับเงินเยียวยาไปสู่ระบบประกันภัยสำหรับครัวเรือน ผ่านโครงการประกันภัยพิบัติ โดยมีเป้าหมายให้ความคุ้มครองครอบคลุมประมาณ 30 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ ครอบคลุมภัย 3 ประเภท ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว แบ่งความคุ้มครองออกเป็นความคุ้มครองที่อยู่อาศัย และความคุ้มครองชีวิต
ทั้งนี้กำหนดความคุ้มครองที่อยู่อาศัยมีวงเงินสูงสุด 100,000 บาทต่อหลังคาเรือนต่อครั้ง โดยจ่ายตามหลักเกณฑ์ของกรมป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัย และไม่จำกัดจำนวนครั้งต่อปี ส่วนความคุ้มครองชีวิตกรณีเสียชีวิตจะจ่ายผลประโยชน์รายละ 2 ล้านบาท โดยความช่วยเหลือเบื้องต้นจ่ายได้ภายใน 15 วัน และความช่วยเหลือเพิ่มเติมภายในอีก 15 วันถัดมา
นายอนุทิน กล่าวว่า ภาครัฐจะเป็นผู้รับผิดชอบชำระเบี้ยประกันในโครงการนี้ โดยมีค่าเบี้ยประกันประมาณ 15,500 ล้านบาทต่อปี ซึ่งน้อยกว่าจำนวนเงินที่ต้องจ่ายในการเยียวยาตามระบบเดิมเป็นอย่างมาก ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาล ค่าถุงยังชีพ ค่าจัดตั้งศูนย์พักพิง และค่าอาหารต่างๆ โดยวงเงินคุ้มครองรวมอยู่ที่ประมาณ 75,000 ล้านบาทต่อปี
ขณะที่ตัวเลขการใช้จ่ายเยียวยาภัยพิบัติที่ผ่านมาอยู่ที่ประมาณ 40,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งตามการคำนวณเบื้องต้นของรองนายกรัฐมนตรี และสำนักงานคณะกรรมการกำกับ และส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ระบบใหม่นี้จะใช้งบประมาณลดลงแต่ให้ความคุ้มครองประชาชนได้ครอบคลุมมากขึ้น
นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการในการจัดให้มี “ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” และให้ภาครัฐจัดซื้อประกันภัยให้แก่ประชาชนโดยมีความคุ้มครองที่อยู่อาศัยครอบคลุมประมาณ 30 ล้านครัวเรือน ใน 3 ประเภทภัย ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว
โดยแนวทางดังกล่าวเป็นการปรับเปลี่ยนรูปแบบการบริหารจัดการภัยพิบัติของภาครัฐ จากเดิมที่รอให้เกิดภัยพิบัติแล้วจึงดำเนินการเยียวยา มาเป็น “การเตรียมระบบรองรับความเสี่ยงไว้ล่วงหน้า” โดยรัฐบาลจะสนับสนุนเบี้ยประกันภัยสำหรับภัยสำคัญ 3 ประเภท ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว ตั้งเป้าครอบคลุมที่อยู่อาศัยประมาณ 30 ล้านครัวเรือน
โดยระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติจะช่วยให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบสามารถเข้าถึงเงินสินไหมทดแทนได้รวดเร็วและมีวงเงินช่วยเหลือมากกว่าระบบเยียวยาในรูปแบบเดิม ขณะเดียวกันภาครัฐสามารถบริหารความเสี่ยง และวางแผนงบประมาณสำหรับช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
สำหรับหลักเกณฑ์การจ่ายค่าสินไหมทดแทน เบื้องต้นกำหนดว่า
- กรณีอุทกภัย ให้จ่ายส่วนที่หนึ่ง จำนวน 10,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน
- กรณีวาตภัยหรือแผ่นดินไหว ให้จ่ายส่วนที่หนึ่ง จำนวน 5,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน ภายใน 15 วัน และจ่ายเพิ่มเติมตามมูลค่าความเสียหายจริง วงเงินค่าสินไหมทดแทนรวมทั้งสิ้นไม่เกิน 100,000 บาท ต่อครั้งต่อหลังคาเรือน
- กรณีเสียชีวิตจากภัยที่อยู่ภายใต้การคุ้มครอง กำหนดจ่ายเงินผลประโยชน์ รายละ 2,000,000 บาท
ที่ประชุม ครม. ได้มอบหมายให้กรมป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัย และสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เร่งดำเนินการจัดทำระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว พร้อมทั้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสนับสนุนข้อมูลที่จำเป็น และเร่งศึกษาแนวทางการยกเลิก แก้ไข หรือปรับปรุงระเบียบ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนกับมาตรการช่วยเหลือ และเยียวยาผู้ประสบภัยที่มีอยู่เดิม
ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ ถือเป็นการปรับแนวทางการบริหารจัดการภัยพิบัติของภาครัฐในเชิงรุก จากการ “รอเกิดเหตุแล้วเยียวยา” สู่การ “เตรียมระบบรองรับความเสี่ยงล่วงหน้า” เพื่อให้ประชาชนได้รับความคุ้มครอง และเงินชดเชยอย่างรวดเร็วเมื่อเกิดภัยพิบัติ ขณะที่ภาครัฐสามารถบริหารจัดการความเสี่ยง และงบประมาณได้อย่างเป็นระบบ และมีประสิทธิภาพมากขึ้น
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





