วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

ครม.สัญจร เห็นชอบโครงการประกันภัยพิบัติประชาชน 30 ล้านครัวเรือนใช้งบ 1.5 หมื่นล้านต่อปี คุ้มครอง 7.5 หมื่นล้าน

ครม.สัญจร เห็นชอบโครงการประกันภัยพิบัติประชาชน 30 ล้านครัวเรือน ใช้งบประมาณ 15,500 ล้านบาทต่อปี  ในภัยน้ำท่วม วาตภัย แผ่นดินไหว คุ้มครองประมาณ 75,000 ล้านบาทต่อปี ชี้ช่วยลดภาระการเยียวยาที่ต้องใช้งบประมาณจากภาครัฐ โดยคงสิทธิให้ประชาชนได้รับการชดเชยจากภัยพิบัติทั้งชีวิต และทรัพย์สินเท่าเดิม

KEY POINTS

  • ครม.สัญจรเห็นชอบในหลักการโครงการประกันภัยพิบัติแห่งชาติ เพื่อคุ้มครองประชาชน 30 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ
  • รัฐบาลจะสนับสนุนเบี้ยประกันปีละประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท เพื่อสร้างวงเงินคุ้มครองภัยพิบัติรวม 7.5 หมื่นล้านบาท
  • ให้ความคุ้มครอง 3 ภัยพิบัติหลัก คือ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว โดยชดเชยความเสียหายที่อยู่อาศัยสูงสุด 1 แสนบาท และกรณีเสียชีวิต 2 ล้านบาท
  • เป็นการปรับเปลี่ยนรูปแบบการช่วยเหลือจากการรอจ่ายเงินเยียวยาหลังเกิดเหตุ เป็นการบริหารความเสี่ยงล่วงหน้าผ่านระบบประกันภัย

วันนี้ (1 ก.ย.69 ) ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบเรื่องสำคัญรวมทั้งเห็นชอบในหลักการให้ปรับรูปแบบการช่วยเหลือผู้ประสบภัย จากการรอรับเงินเยียวยาไปสู่ระบบประกันภัยสำหรับครัวเรือน ผ่านโครงการประกันภัยพิบัติ โดยมีเป้าหมายให้ความคุ้มครองครอบคลุมประมาณ 30 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ ครอบคลุมภัย 3 ประเภท ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว แบ่งความคุ้มครองออกเป็นความคุ้มครองที่อยู่อาศัย และความคุ้มครองชีวิต 


ทั้งนี้กำหนดความคุ้มครองที่อยู่อาศัยมีวงเงินสูงสุด 100,000 บาทต่อหลังคาเรือนต่อครั้ง โดยจ่ายตามหลักเกณฑ์ของกรมป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัย และไม่จำกัดจำนวนครั้งต่อปี ส่วนความคุ้มครองชีวิตกรณีเสียชีวิตจะจ่ายผลประโยชน์รายละ 2 ล้านบาท โดยความช่วยเหลือเบื้องต้นจ่ายได้ภายใน 15 วัน และความช่วยเหลือเพิ่มเติมภายในอีก 15 วันถัดมา


นายอนุทิน กล่าวว่า ภาครัฐจะเป็นผู้รับผิดชอบชำระเบี้ยประกันในโครงการนี้ โดยมีค่าเบี้ยประกันประมาณ 15,500 ล้านบาทต่อปี ซึ่งน้อยกว่าจำนวนเงินที่ต้องจ่ายในการเยียวยาตามระบบเดิมเป็นอย่างมาก ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาล ค่าถุงยังชีพ ค่าจัดตั้งศูนย์พักพิง และค่าอาหารต่างๆ โดยวงเงินคุ้มครองรวมอยู่ที่ประมาณ 75,000 ล้านบาทต่อปี 
 

ขณะที่ตัวเลขการใช้จ่ายเยียวยาภัยพิบัติที่ผ่านมาอยู่ที่ประมาณ 40,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งตามการคำนวณเบื้องต้นของรองนายกรัฐมนตรี และสำนักงานคณะกรรมการกำกับ และส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ระบบใหม่นี้จะใช้งบประมาณลดลงแต่ให้ความคุ้มครองประชาชนได้ครอบคลุมมากขึ้น

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการในการจัดให้มี “ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” และให้ภาครัฐจัดซื้อประกันภัยให้แก่ประชาชนโดยมีความคุ้มครองที่อยู่อาศัยครอบคลุมประมาณ 30 ล้านครัวเรือน ใน 3 ประเภทภัย ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว 

โดยแนวทางดังกล่าวเป็นการปรับเปลี่ยนรูปแบบการบริหารจัดการภัยพิบัติของภาครัฐ จากเดิมที่รอให้เกิดภัยพิบัติแล้วจึงดำเนินการเยียวยา มาเป็น “การเตรียมระบบรองรับความเสี่ยงไว้ล่วงหน้า”  โดยรัฐบาลจะสนับสนุนเบี้ยประกันภัยสำหรับภัยสำคัญ 3 ประเภท ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว ตั้งเป้าครอบคลุมที่อยู่อาศัยประมาณ 30 ล้านครัวเรือน


โดยระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติจะช่วยให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบสามารถเข้าถึงเงินสินไหมทดแทนได้รวดเร็วและมีวงเงินช่วยเหลือมากกว่าระบบเยียวยาในรูปแบบเดิม ขณะเดียวกันภาครัฐสามารถบริหารความเสี่ยง และวางแผนงบประมาณสำหรับช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สำหรับหลักเกณฑ์การจ่ายค่าสินไหมทดแทน เบื้องต้นกำหนดว่า

  • กรณีอุทกภัย ให้จ่ายส่วนที่หนึ่ง จำนวน 10,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน 
  • กรณีวาตภัยหรือแผ่นดินไหว ให้จ่ายส่วนที่หนึ่ง จำนวน 5,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน ภายใน 15 วัน และจ่ายเพิ่มเติมตามมูลค่าความเสียหายจริง วงเงินค่าสินไหมทดแทนรวมทั้งสิ้นไม่เกิน 100,000 บาท ต่อครั้งต่อหลังคาเรือน
  • กรณีเสียชีวิตจากภัยที่อยู่ภายใต้การคุ้มครอง กำหนดจ่ายเงินผลประโยชน์ รายละ 2,000,000 บาท

ที่ประชุม ครม. ได้มอบหมายให้กรมป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัย และสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เร่งดำเนินการจัดทำระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว พร้อมทั้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสนับสนุนข้อมูลที่จำเป็น และเร่งศึกษาแนวทางการยกเลิก แก้ไข หรือปรับปรุงระเบียบ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนกับมาตรการช่วยเหลือ และเยียวยาผู้ประสบภัยที่มีอยู่เดิม

ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ ถือเป็นการปรับแนวทางการบริหารจัดการภัยพิบัติของภาครัฐในเชิงรุก จากการ “รอเกิดเหตุแล้วเยียวยา” สู่การ “เตรียมระบบรองรับความเสี่ยงล่วงหน้า” เพื่อให้ประชาชนได้รับความคุ้มครอง และเงินชดเชยอย่างรวดเร็วเมื่อเกิดภัยพิบัติ ขณะที่ภาครัฐสามารถบริหารจัดการความเสี่ยง และงบประมาณได้อย่างเป็นระบบ และมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์