วันอังคาร ที่ 1 กันยายน 2569

Login
Login

‘งบลม’ มุกเก่า ‘ครม.สัญจร’ เนื้อแท้ ‘อีเวนต์การเมือง’ ?

ครม.สัญจร ยุคนี้จึงเป็นเพียงการลงพื้นที่ใน“เชิงสัญลักษณ์” มากกว่า ส่วนประโยชน์ที่ประชาชนในพื้นที่จะได้รับ สุดท้ายแล้วอาจไม่เป็นไปตามโฆษณาชวนเชื่อของนักการเมือง

KEY POINTS

  • ครม.สัญจรถูกวิเคราะห์ว่าเป็นอีเวนต์ทางการเมือง เพื่อตอกย้ำฐานเสียงในพื้นที่ยุทธศาสตร์ของรัฐบาล มากกว่าการแก้ปัญหาให้ประชาชน
  • โครงการที่ได้รับการอนุมัติในที่ประชุมมักเป็นลักษณะ "งบลม" คือการเห็นชอบแค่ในหลักการ แต่ไม่มีงบประมาณจริงจัดสรรให้ ทำให้โครงการไม่เกิดขึ้น
  • การเลือกจังหวัดจัดประชุมมักเป็นพื้นที่ฐานเสียงสำคัญของพรรคแกนนำรัฐบาล เพื่อหวังผลทางการเมืองและต่อยอดคะแนนนิยมในอนาคต
  • ประชาชนเริ่มตระหนักว่า ครม.สัญจร เป็นเพียงกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ และประโยชน์ที่ชาวบ้านจะได้รับจริงอาจไม่เป็นไปตามที่นักการเมืองโฆษณาไว้

การประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ หรือ “ครม.สัญจร” ที่ จ.สงขลา ถือเป็นโปรแกรมเดิมที่รัฐบาลภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ตั้งใจจะมาประชุมตั้งแต่เป็น “นายกฯ” หนแรก ครั้งที่เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย

ตอนนั้น “ครม.หนู 1” ตั้งใจจะมาประชุม ครม.สัญจร ที่ อ.หาดใหญ่ เพื่อฟื้นฟูและเรียกความเชื่อมั่น หลังเผชิญมหาอุทกภัยครั้งใหญ่ สร้างความเสียหายให้หาดใหญ่อย่างมหาศาล ขณะที่รัฐบาลถูกโจมตีอย่างหนัก ถึงความล้มเหลวในการบริหารจัดการ

โดย “แม่งาน” ในตอนนั้นคือ “ดร.ปื๊ด” บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกฯ ซึ่งเป็น “สายเลือดสงขลา” แท้ๆ หากแต่มีเหตุต้องเลื่อนประชุมออกไปไม่มีกำหนด เพราะความจำเป็นบางอย่าง ทำให้ไม่ได้จัด ครม.สัญจร อีกเลยใน “ครม.หนู 1”

ต่อมาใน “ครม.หนู 2” อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ยังเป็นหมุดหมายแรกในการประเดิมประชุม ครม.สัญจรยุค “รัฐบาลสีน้ำเงิน” โดยโปรแกรมแรกถูกวางไว้ในช่วงเดือนพฤษภาคม 2569 แต่สุดท้ายต้องเจอ “โรคเลื่อน” อีกครั้ง ด้วยเหตุผลที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้

จนในที่สุด ก็ได้ยกพลมาประชุม ครม.สัญจร ที่ จ.สงขลาสำเร็จ วันที่ 1 ก.ย.2569 แต่วัตถุประสงค์ครั้งนี้จะแตกต่างจากครั้ง “ครม.หนู 1” ที่ต้องการสร้างความเชื่อมั่นให้หาดใหญ่ 

ครั้งนี้ดูเหมือนเป็นการมาเตรียมความพร้อมก่อนเข้าฤดูมรสุม ซึ่งก่อนหน้านี้รัฐบาลถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่า ไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เพื่อเตรียมตัวรับมือไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยอีก

อีกทั้งยังมีดราม่าเกิดขึ้นหลายครั้ง เกี่ยวกับการรับมือน้ำท่วมหาดใหญ่ของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการจัดสรรงบประมาณไม่เพียงพอสำหรับรองรับสถานการณ์ หรือการฟื้นฟูเยียวยาที่ล่าช้า ทั้งที่เหตุการณ์ผ่านมาจะร่วมปีแล้ว  

อย่างไรก็ดี ในมิติการเมือง พื้นที่ จ.สงขลา ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในจังหวัดภาคใต้ตอนล่าง หากดูผลการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา จำนวน สส.9 คน จะเห็นได้ว่า พรรคภูมิใจไทยกวาดไปได้มากที่สุด 4 คน รองลงมาคือ พรรคกล้าธรรม 3 คน และพรรคประชาธิปัตย์ 2 คน 

เดิมพื้นที่ จ.สงขลา เคยถูก “พรรคประชาธิปัตย์” ยึดครองมานานหลายปี แต่ในระยะหลังถูก “พรรคภูมิใจไทย” ค่อยๆ ขยายอาณาเขต จนกลายมาเป็นเบอร์ 1 ในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด  

คีย์แมนการเมืองสำคัญใน จ.สงขลา กระจัดกระจายอยู่ใน 3 พรรคที่มี สส.ในพื้นที่ ทั้ง “นิพนธ์ บุญญามณี” อดีต รมช.มหาดไทย “นายกชาย” เดชอิศม์ ขาวทอง และ“โกเกี๊ยะ” พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม แม่ทัพแดนสะตอ ของภูมิใจไทย ที่หวังจะขยายอาณาเขตสีน้ำเงินให้ได้มากกว่านี้ 

การลงมาประชุม ครม.สัญจร ครั้งนี้ ย่อมมีนัยถึง “ยุทธศาสตร์การเมือง” เป็นหลัก ซึ่งเหมือนกับในอดีตที่ไม่ว่าใครเป็น “ผู้นำรัฐบาล” มักจะเลือกจังหวัดที่เป็น “ฐานเสียง” หรือพรรคตัวเองมี “สส.” ในพื้นที่ เพื่อหวัง“ต่อยอด” ในอนาคต 

ในยุคของ“พรรคเพื่อไทย” ซึ่งมีต้นแบบมาจาก “พรรคไทยรักไทย-พรรคพลังประชาชน” จะประเดิมประชุม ครม.สัญจร กันที่ “ภาคเหนือ” อย่าง “เชียงใหม่” หรือ “ภาคอีสาน” เป็นอันดับแรก เพราะเป็น 2 ภาคที่ “พรรคสีแดง” กวาด สส.ได้เป็นกอบเป็นกำ แทบจะเบ็ดเสร็จ  

และทุกครั้งที่รัฐบาลภายใต้การนำของ “พรรคเพื่อไทย” ลงพื้นที่ไป ครม.สัญจร จะอนุมัติงบประมาณในลักษณะ “เทกระจาด” เพื่อเอาใจฐานเสียงในพื้นที่ 

นอกจากนี้ ยังใช้โอกาสในการพบปะมวลชน โดยมีการระดมฐานเสียงคนเสื้อแดงมารอต้อนรับทุกแห่ง เหมือนไปกระชับความสัมพันธ์ให้แน่นขึ้น 

ขณะที่ในยุคของ “เสี่ยนิด” เศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกฯ ได้มีการปรับเล็กน้อย โดยเลือก “เมืองรอง” เป็นหมุดหมาย เพื่อหวังกระตุ้นเศรษฐกิจในจังหวัดรอง แต่ยังคงเป็นจังหวัดที่มี สส.พรรคเพื่อไทยอยู่เช่นกัน ขณะที่พื้นที่ภาคใต้ จะเลือกจังหวัดที่มีโปรเจกต์ใหญ่ เช่น ภูเก็ต ระนอง เป็นต้น 

การประชุม ครม.สัญจรในอดีต จึงเหมือนเวทีหาเสียง ทำคะแนนแบบแยบยล ของแกนนำรัฐบาล 

แต่มาในยุคหลัง ๆ การประชุม ครม.สัญจร แม้จะยังหวังผลทางการเมืองอยู่ หากแต่ในแง่ “ผลสัมฤทธิ์” อาจได้ไม่เหมือนเดิม เพราะคนเริ่ม“จับทาง” ได้ว่า โครงการต่างๆ ที่ผ่านความเห็นชอบจาก “ที่ประชุม ครม.สัญจร” ส่วนใหญ่เป็น “งบลม” 

เป็นการอนุมัติ “รับหลักการ” หรือ “รับทราบ” ความต้องการของพื้นที่เท่านั้น ส่วน“ตัวเลขงบประมาณ”ของโครงการ ที่ดูมหาศาล สุดท้ายแล้ว ไม่ได้เกิดขึ้นจริง 

สารพัดโครงการที่มีการอนุมัติกันไป ปัจจุบันยังอยู่ระหว่าง“การศึกษา” อีกเป็นกอง กี่ยุคกี่สมัยลงมาเห็นชอบ แต่โครงการและงบประมาณก็ยังนิ่งอยู่อย่างนั้น 

ครม.สัญจร ยุคนี้จึงเป็นเพียงการลงพื้นที่ใน“เชิงสัญลักษณ์” มากกว่า ส่วนประโยชน์ที่ประชาชนในพื้นที่จะได้รับ สุดท้ายแล้วอาจไม่เป็นไปตามโฆษณาชวนเชื่อของนักการเมือง