วันจันทร์ ที่ 24 สิงหาคม 2569

Login
Login

เปิดไส้ใน GDP ไตรมาส 2 สศช.ห่วงเงินเฟ้อ 'บริโภคเอกชนแผ่ว'

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไตรมาส 2 ปี 2569 ขยายตัว 1.9% ชะลอลงจากไตรมาสแรกที่เติบโต 2.8% และหากเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าแบบปรับผลทางฤดูกาล (QoQ) จะหดตัวเล็กน้อยที่ 0.2% อย่างไรก็ตาม อัตราการเติบโตที่ 1.9% ถือว่าสูงกว่าที่ สศช.เคยประเมินไว้ที่ 1.5%

ทั้งนี้ แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากภาพรวมการลงทุนที่ขยายตัว 9.1% โดยเฉพาะการลงทุนภาคเอกชนที่พุ่งทะยานถึง 13.4% ทำสถิติขยายตัวสูงสุดในรอบ 54 ไตรมาส ปัจจัยหลักมาจากการเร่งสั่งซื้อเครื่องจักร อุปกรณ์สำนักงาน คอมพิวเตอร์ และซอฟต์แวร์

เปิดไส้ใน GDP ไตรมาส 2 สศช.ห่วงเงินเฟ้อ 'บริโภคเอกชนแผ่ว'

ขณะที่ภาคการส่งออกขยายตัวต่อเนื่องที่ 12.5% โดยกลุ่มสินค้าที่โดดเด่นคือ เทคโนโลยี และไอที ซึ่งเติบโตรับวัฏจักรเทคโนโลยีโลก เช่น อุปกรณ์โทรคมนาคมพุ่ง 129% ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์โต 65.5% และรถกระบะขนาด 1 ตันที่โต 55.8% สวนทางกับกลุ่มรถยนต์นั่งที่หดตัวหนัก 42.4%

กำลังซื้อแผ่ว-ดัชนีเชื่อมั่นร่วง

อย่างไรก็ดี เครื่องยนต์เศรษฐกิจในประเทศกลับส่งสัญญาณชะลอตัว โดยการอุปโภคบริโภคภาคเอกชนชะลอลงเหลือ 1.9% จาก 3.3% ในไตรมาสก่อนหน้า สาเหตุหลักมาจากกำลังซื้อที่หดตัว ประชาชนระมัดระวังการใช้จ่าย ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคร่วงลงมาอยู่ที่ 50.3 ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดในรอบ 14 ไตรมาส

เปิดไส้ใน GDP ไตรมาส 2 สศช.ห่วงเงินเฟ้อ 'บริโภคเอกชนแผ่ว'

ด้านภาคการผลิตอุตสาหกรรมขยายตัวได้เพียง 0.1% เนื่องจากกลุ่มอุตสาหกรรมที่ผลิตเพื่อขายในประเทศชะลอตัวตามกำลังซื้อ ทำให้อัตราการใช้กำลังการผลิตเฉลี่ยลดลงเหลือ 57.47% ต่ำที่สุดในรอบ 24 ไตรมาส

เปิดไส้ใน GDP ไตรมาส 2 สศช.ห่วงเงินเฟ้อ 'บริโภคเอกชนแผ่ว'

วิกฤติตะวันออกกลาง ทำไทยเจอ “ขาดดุลคู่”

ทั้งนี้ วิกฤติความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ได้ส่งผลกระทบให้ราคาพลังงาน และค่าขนส่งทางเรือทั่วโลกพุ่งสูงขึ้น บีบให้ไทยต้องเร่งนำเข้าน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นถึง 117% เพื่อรักษาความมั่นคงทางพลังงาน ผลที่ตามมาคือ ในไตรมาส 2 ไทยต้องเผชิญภาวะขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูงถึง 1.77 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 5.75 แสนล้านบาท

นายดนุชา อธิบายว่า ปรากฏการณ์ขาดดุลคู่ (Double Deficit) หรือดุลการค้า และดุลบริการติดลบพร้อมกัน ซึ่งเคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทยเพียง 4 ครั้งในช่วงวิกฤติโลก อย่างไรก็ดี หากหักมูลค่าน้ำมัน และทองคำออก ดุลการค้าของไทยจะยังคงเกินดุลอยู่ถึง 9,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ทั้งนี้ สศช. ประเมินว่า การขาดดุลนี้เป็นเพียงผลกระทบระยะสั้น และไม่กระทบต่อเสถียรภาพการเงินของประเทศ เนื่องจากไทยยังมีทุนสำรองสูงถึง 2.79 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่จากแนวโน้มการท่องเที่ยวปลายปีที่อาจชะลอตัวตามค่าครองชีพโลก สศช. จึงตัดสินใจปรับเป้าหมายดุลบัญชีเดินสะพัดทั้งปี 2569 เป็นขาดดุล 1.2% ของ GDP จากเดิมที่เคยมองว่าจะเกินดุล

เปิดไส้ใน GDP ไตรมาส 2 สศช.ห่วงเงินเฟ้อ 'บริโภคเอกชนแผ่ว'

จับตาสินค้าแพง-หนี้เสีย SME พุ่ง

สำหรับทิศทางครึ่งปีหลัง คาดว่าราคาน้ำมันดิบดูไบจะชะลอความร้อนแรงลงมาอยู่ที่ระดับ 80-90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล แต่สิ่งที่น่ากังวล และต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดคือ ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ที่ปรับตัวสูงขึ้นเกือบ 8% ซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่ผู้ประกอบการจะผลักภาระต้นทุนนี้ไปยังดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) หรือราคาสินค้าที่ประชาชนต้องจ่ายจริง

นอกจากนี้ ปัญหาหนี้สินของกลุ่มธุรกิจ SME ยังอยู่ในภาวะเปราะบาง โดยพบว่าสัดส่วนสินเชื่อที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ (Stage 2) พุ่งสูงถึง 15.9% และมีหนี้เสีย (NPL) อยู่ที่ระดับ 9% ของสินเชื่อรวม

รอดูตัวเลขก่อนเคาะต่ออายุ “ไทยช่วยไทย พลัส”

ส่วนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่าน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท โดยเฉพาะโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ที่จะสิ้นสุดเดือน ก.ย.2569 นายดนุชา ระบุว่า การพิจารณาโครงการเฟสถัดไปต้องประเมินเครื่องชี้วัดทางเศรษฐกิจรายเดือนก่อน เพื่อให้การใช้งบประมาณเป็นไปอย่างระมัดระวัง ตรงจุด และมุ่งเน้นไปที่การลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition)

ประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ นายดนุชา ยืนยันว่า ไทยยังคงยึดมั่นในความเป็นกลาง ไม่เลือกข้างในสงครามเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐ และจีน ซึ่งจุดยืนนี้ทำให้ไทยเปิดรับการลงทุนได้จากทุกฝ่าย ส่งผลให้มีเม็ดเงินลงทุนในอุตสาหกรรมแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) และการออกแบบชิปไหลเข้าไทยอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับไทยมีโครงสร้างภาษีส่งออกที่ได้เปรียบคู่แข่งอย่างจีน มาเลเซีย และเวียดนาม

นอกจากนี้ การบริหารความเสี่ยงด้านเกษตรกรรม โดยเตือนให้ภาครัฐเร่งบริหารจัดการกักเก็บน้ำในเขื่อนสำคัญให้เพียงพอก่อนถึงวันที่ 1 พ.ย.69 นี้ เพื่อรับมือกับปรากฏการณ์ฝนทิ้งช่วงจากเอลนีโญ และสร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำให้กับทั้งภาคการเกษตร อุตสาหกรรม และการอุปโภคบริโภคในปีถัดไป

5 แนวทางบริหารเศรษฐกิจมหภาค

นอกจากนี้ สศช.ได้เสนอแนวทางการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคในช่วงที่เหลือของปี 2569 ควรให้ความสำคัญกับ 5 ปัจจัย ดังนี้

1.การดูแลการผลิตภาคเกษตร และเสริมสร้างความมั่นคงด้านรายได้ของเกษตรกร โดยให้ความสำคัญกับการเตรียมความ พร้อมด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อรองรับผลกระทบจากภาวะฝนทิ้งช่วงอันเนื่องมาจากปรากฏการณ์เอลนีโญ รวมถึงการเตรียมความพร้อมด้านปัจจัยการผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะปุ๋ยยูเรีย และการยกระดับผลิตภาพและมูลค่าเพิ่มของภาคเกษตร

2.การรักษาการขยายตัวของภาคการส่งออกให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญกับการลดผลกระทบจากมาตรการทางการค้าของสหรัฐ รวมถึงการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และการแสวงหาตลาดใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยง โดยเร่งเจรจาความตกลงการค้าเสรี และความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับประเทศคู่ค้าสำคัญ

รวมถึงการรักษาแรงส่ง และต่อยอดการขยายตัวของการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าเกี่ยวเนื่องกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกฎระเบียบ และมาตรการทางการค้าของประเทศคู่ค้า

3.การขับเคลื่อนการลงทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะการเร่งรัดให้โครงการลงทุนที่ได้รับการออกบัตรส่งเสริมการลงทุนไปแล้วเกิดการลงทุนจริง โดยให้ความสำคัญกับการอำนวยความสะดวกและการแก้ไขอุปสรรคการลงทุน รวมถึงพัฒนาระบบนิเวศให้เอื้อต่อการลงทุน และการสร้างประโยชน์ต่อเนื่องจากการลงทุนจากต่างประเทศให้แก่ผู้ประกอบการภายในประเทศ

4.การสร้างประโยชน์ต่อเนื่องจากการลงทุนจากต่างประเทศให้ผู้ประกอบการในประเทศ รวมถึงดำเนินโครงการภายใต้ พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงิน 400,000 ล้านบาท โดยเฉพาะแผนงานที่ 2 ให้เบิกจ่าย และสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้มีประสิทธิภาพ 

รวมทั้งการเร่งผลักดันการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานผ่านการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐ และเอกชน (PPP) และการระดมทุนผ่านกองทุน Thailand Future Fund เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และลดภาระ งบประมาณของภาครัฐ และการรักษาพื้นที่ทางการคลังให้เพียงพอสำหรับการรองรับสถานการณ์ความไม่แน่นอนในอนาคต

5.การเตรียมความพร้อมรองรับความเสี่ยงจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะ ผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นของราคาพลังงาน และการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน 

ทั้งนี้ควรให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการความมั่นคงทางพลังงาน การดูแลความเพียงพอของวัตถุดิบ และสินค้าขั้นกลางที่สำคัญต่อภาคการผลิต และการติดตามผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลังงานต่อระดับราคาสินค้า และต้นทุนการผลิตอย่างใกล้ชิด

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์