วันนี้ (24 ส.ค.) นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงภาวะสังคมไทยไตรมาส 2/2569 พบว่าภาพรวมที่สำคัญในทิศทางที่ปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมิติของการจ้างงานและภาระหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีที่ปรับลดลง
ในด้านสถานการณ์แรงงาน พบว่าการจ้างงานปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีผู้มีงานทำทั้งสิ้น 41.5 ล้านคน เพิ่มขึ้น 5.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า (ปี 2568) ซึ่งเป็นการขยายตัวทั้งในภาคเกษตรกรรมและนอกภาคเกษตรกรรม โดยเฉพาะสาขาก่อสร้างที่ขยายตัวสูงสุด
อย่างไรก็ตาม แม้ภาพรวมจะดูดีขึ้น แต่อัตราการว่างงานรวมยังขยับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 0.95% หรือคิดเป็นผู้ว่างงานประมาณ 4.0 แสนคน ที่น่าจับตาคือกลุ่มผู้เสมือนว่างงานที่เพิ่มขึ้น 8.0% และ ผู้ว่างงานระยะยาวที่พุ่งขึ้นถึง 11.3%
ทั้งนี้ สภาพัฒน์ได้เน้นย้ำถึง 3 ประเด็นด้านแรงงานที่ต้องให้ความสำคัญและเร่งรับมือ ได้แก่
1.การบังคับใช้กฎหมายกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ที่จะเริ่มดีเดย์ 1 ตุลาคม 2569 ครอบคลุมสถานประกอบการเกือบ 1.1 แสนแห่ง และลูกจ้าง 5.7 ล้านคน ซึ่งภาครัฐต้องเร่งสร้างการรับรู้และเตรียมระบบรองรับ
2.ความเสี่ยงจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ที่เริ่มส่งผลกระทบให้หลายพื้นที่ประสบภัยแล้ง และคาดว่าจะลากยาวไปจนถึงครึ่งแรกของปี 2570 ซึ่งจะกระทบโดยตรงต่อผลผลิตและรายได้ของเกษตรกร จนอาจทำให้แรงงานต้องทิ้งถิ่นฐานย้ายไปทำงานในภาคเศรษฐกิจอื่นทั้งนี้
นายดนุชากล่าวถึงความเสี่ยงต่อการจ้างงานในภาคเกษตรจากปรากฏการณ์เอลนีโญ โดยระบุว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับปรากฏการณ์เอลนีโญที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงเป็นซูเปอร์เอลนีโญในช่วงปลายปี 2569 ส่งผลให้หลายพื้นที่เริ่มประสบปัญหาภัยแล้งจากปริมาณฝนที่ลดลงและฝนทิ้งช่วงยาวนานขึ้น โดยรายงานสถานการณ์ภัยพิบัติด้านการเกษตรในช่วงระหว่างวันที่ 1 เมษายน ถึง 9 กรกฎาคม 2569 พบว่ามีพื้นที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งแล้ว 5 จังหวัด ครอบคลุมพื้นที่เกษตร 8,646 ไร่ และเกษตรกร 4,453 ราย
ทั้งนี้ งานศึกษาของ Krungthai COMPASS คาดว่าผลกระทบของเอลนีโญจะต่อเนื่องถึงครึ่งแรกของปี 2570 ทำให้ภาคเกษตรเสียหายถึง 6.2 หมื่นล้านบาท โดยข้าวได้รับผลกระทบมากที่สุด คิดเป็นมูลค่าความเสียหายราว 4.3 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้รายได้เกษตรกรในปี 2569 มีแนวโน้มลดลงประมาณร้อยละ 8.0 ซึ่งอาจทำให้ความต้องการแรงงานภาคเกษตรลดลง และเร่งให้แรงงานบางส่วนย้ายไปทำงานในภาคเศรษฐกิจอื่นๆ
ดังนั้นจึงควรเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับผลกระทบต่อแรงงานภาคเกษตร โดยส่งเสริมการปลูกพืชใช้น้ำน้อยที่มีตลาดรองรับ และในระยะยาวควรพัฒนาพันธุ์พืชทนแล้งควบคู่ไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ เพื่อลดผลกระทบต่อรายได้และการจ้างงานของแรงงานในภาคเกษตรกรรมในระยะต่อไป
และ 3.ปัญหาลักลอบทำอาชีพสงวน โดยพบว่าแรงงานข้ามชาติลักลอบประกอบอาชีพสงวนของคนไทยมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยในปีงบประมาณ 2569 พบผู้กระทำผิดกว่า 3,217 ราย เพิ่มขึ้น 19.3% จากปีก่อน ซึ่งต้องเพิ่มความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง
สำหรับสถานการณ์หนี้ครัวเรือน (อิงข้อมูลไตรมาส 1/2569) มีมูลค่ารวม 16.41 ล้านล้านบาท ขยายตัวเพียง 0.5% เมื่อเทียบกับการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยที่โตเร็วกว่า ส่งผลให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ลดลงมาอยู่ที่ระดับ 85.9%
ขณะที่ด้านคุณภาพสินเชื่อก็ดูเหมือนจะคลี่คลายลง โดยสินเชื่อค้างชำระเกิน 90 วันขึ้นไป (NPLs) จากฐานข้อมูลเครดิตบูโร มีมูลค่า 1.25 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 9.20% ของสินเชื่อรวม ซึ่งลดลงจาก 9.59% ในไตรมาสก่อนหน้า และเป็นการลดลงในทุกประเภทสินเชื่อ ขณะที่ NPLs ในระบบธนาคารพาณิชย์อยู่ที่ 1.70 แสนล้านบาท หรือ 3.25%อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่สภาพัฒน์แสดงความกังวลและต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดคือ สัดส่วนสินเชื่อที่ค้างชำระระหว่าง 31-90 วัน (SMLs) ที่ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนถึงความเสี่ยงที่พร้อมจะไหลตกชั้นกลายเป็นหนี้เสีย (NPLs) ในระยะต่อไป
นอกจากนี้ สภาพัฒน์ยังชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงเฉพาะจุดที่ต้องจับตา ได้แก่
1.พฤติกรรมกู้ซื้อบ้านหลายหลัง พบว่าผู้กู้สินเชื่อที่อยู่อาศัยยังคงมีบัญชีสินเชื่อมากกว่า 1 บัญชี (เฉลี่ย 1.08 บัญชีต่อคน) ซึ่งสะท้อนพฤติกรรมการกู้เพื่อซื้อที่อยู่อาศัยหลายหน่วยในเวลาใกล้เคียงกัน เสี่ยงต่อการเก็งกำไรและผิดนัดชำระหนี้ จึงแนะให้มีการพัฒนาระบบรายงานข้อมูลเครดิตให้มีความถี่มากขึ้น
2.ลูกหนี้ปรับโครงสร้างไปต่อไม่ไหว โดยอ้างอิงข้อมูลจาก SCB EIC พบว่า ลูกหนี้ที่เข้าร่วมมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐ มีเพียง 15.0% เท่านั้นที่สามารถกลับมาชำระหนี้ได้ตามปกติ ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องเร่งแก้ไขเพื่อไม่ให้เกิดหนี้เสียสะสมในระบบต่อไป



