วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

เปิดแผน กฟผ. - กฟภ. เร่งเครื่องเอไอดัน ‘สมาร์ทกริด’ พลิกโฉมพลังงาน

เวที KT Dialogue หัวข้อ “New Horizon: Energy Transition สมาร์ทกริด พลิกโฉมโครงข่ายพลังงานหมุนเวียนแห่งอนาคต” เปิดเวทีให้ กฟผ.-กฟภ.นำเสนอทิศทางการพัฒนาสมาร์ดกริด

“กรุงเทพธุรกิจ” จัดงาน KT Dialogue หัวข้อ “New Horizon: Energy Transition: สมาร์ทกริด พลิกโฉมโครงข่ายพลังงานหมุนเวียนแห่งอนาคต” โดยมีผู้แทนจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชนร่วมแสดงความเห็นถึงทิศทางการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ

นายจักรี ศิริมะณีวัฒนา ผู้ช่วยผู้ว่าการยุทธศาสตร์องค์การ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันการไหลเวียนของพลังงานในระบบเปลี่ยนแปลงไป พบว่านอกจากพลังงานฝั่งการผลิตแล้ว ยังมีพลังงานจากฝั่ง Prosumer หรือผู้ใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนเป็นผู้ผลิต ซึ่งมีสัดส่วนเพิ่มเข้ามามากขึ้น

“ราคาโซลาร์ที่ถูกลงจึงมีผู้ใช้ใหม่ลักษณะ Prosumer เพิ่มขึ้น กลายเป็นว่าไฟฟ้าเปลี่ยนทิศทางย้อนกลับจากเดิมไหลทิศทางเดียวผ่านระบบส่งไปยังระบบจำหน่าย แต่ปัจจุบันย้อนขึ้นมาจากผู้ใช้ และย้อนกลับเข้ามาที่ระบบส่งด้วย ระบบพลังงานปัจจุบันจึงซับซ้อนและกดดันมากขึ้น”

ทั้งนี้ การเตรียมความพร้อมของ กฟผ.ได้พัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพบริหารจัดการ ปัจจุบันเริ่มใช้ AI ช่วยพยากรณ์ทั้งพยากรณ์โซลาร์ ลม ในชั่วโมงข้างหน้าหรือวันข้างหน้า รวมถึงพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าประเทศ เมื่อเห็นภาพทั้งหมดจะประเมินสิ่งที่ต้องจัดการเพิ่มได้ว่าควรเดินเครื่องเพิ่มหรือลดการผลิตลง

"อนาคตระบบไฟฟ้าจะมีผู้เล่นรายเล็กๆ อย่าง Prosumer และเกิดรูปแบบธุรกิจใหม่ เช่น Peer-to-Peer (P2P) Trading ขายไฟกันเอง ดังนั้นสิ่งที่กังวลสุด คือ กฟผ.เห็นข้อมูลเฉพาะพื้นที่กฟผ.ดูแล ส่วนที่เป็น Prosumer ไม่มีข้อมูลเลย ถ้าอนาคต Prosumer เติบโตขึ้นจนมีสัดส่วนใหญ่ขึ้น แต่เห็นข้อมูลไม่ครบ การวางแผนหรือบริหารจัดการภาพรวม 100% จะทำได้ยาก”

นายพงศกร ยุทธโกวิท รองผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เปิดเผยว่า แหล่งผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่และโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ความรับผิดชอบของ กฟภ. ไม่ว่าจะเป็นโรงไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ (Solar) หรือโรงไฟฟ้าชีวมวล (Biomass)

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา กฟภ.เผชิญความท้าทายจากการเชื่อมต่อระบบไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนขนาดใหญ่และระดับผู้ประกอบการมาอย่างต่อเนื่อง และจุดเปลี่ยนที่สร้างความท้าทายใหม่ในปัจจุบัน คือกระแสการติดตั้ง Solar Rooftop ตามบ้านเรือนและอาคารพาณิชย์ รวมถึงการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบไฟฟ้าแรงต่ำ

ทั้งนี้ความผันผวนจากการผลิตไฟฟ้าใช้เองและการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ทำให้ กฟภ.ต้องเร่งพัฒนาเทคโนโลยี Smart Meter และการติดตั้งเซนเซอร์ตลอดโครงข่าย เพื่อเพิ่มความสามารถการมองเห็นการไหลของกระแสไฟฟ้าในระบบเรียลไทม์ ซึ่งปัจจุบัน กฟภ. นำร่องติดตั้ง Smart Meter กว่า 1 แสนเครื่องในเมืองพัทยา

“การมีข้อมูลจาก Smart Meter และเซนเซอร์ ทำให้ กฟภ.นำเทคโนโลยีประมวลผลขั้นสูง AI มาประเมินทิศทางการใช้และการผลิตไฟฟ้าล่วงหน้า ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการออกแบบโครงสร้างระบบไฟฟ้ายุคใหม่“

นายพงศกร ระบุว่า ในอนาคตระบบการผลิตไฟฟ้าฝั่งผู้ใช้ไฟจะซับซ้อนขึ้น โดยผู้ใช้ไฟจะมีทั้งระบบ Solar Rooftop และแบตเตอรี่กักเก็บพลังงานเอง ดังนั้นต้องบริหารจัดการเกี่ยวกับแบตเตอรี่กักเก็บพลังงานให้เหมาะสมต่อดีมานด์การใช้ไฟฟ้า อีกทั้งอาจต้องพิจารณากลไกโครงสร้างราคาไฟฟ้าตามช่วงเวลา เพื่อบริหารจัดการกักเก็บไฟฟ้าและใช้ไฟฟ้าจากแบตเตอรี่อย่างมีประสิทธิภาพ

ขณะที่การเตรียมความสำหรับการลงทุนสร้าง Data Center ในไทย จากการประเมินของหน่วยงานนโยบายคาดการณ์ดีมานด์ Data Center ไว้ที่8,000 เมกะวัตต์ แต่ข้อเท็จจริงมี Data Center ติดต่อยื่นคำขอไฟรวมกันสูงถึง 20,000-30,000 เมกะวัตต์ ดังนั้น กฟภ.มองว่าระดับนโยบาย รัฐบาลและหน่วยงานวางแผนต้องพิจารณาดีมานด์การใช้ไฟฟ้าของอุตสาหกรรมรอบด้าน

”Data Center เป็นสิ่งสำคัญ แต่ต้องมองภาพรวมอุตสาหกรรมในอนาคตด้วย เช่น อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องที่มีการเติบโต อุตสาหกรรมเหล่านี้ใช้พลังงานไฟฟ้ามหาศาลเช่นกัน รัฐต้องมองให้รอบด้านว่าควรจัดสรรพลังงานไฟฟ้าเพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศจุดใด”