วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

‘กฎเหล็กสิ่งแวดล้อม EU’ สนค. เตือนผู้ประกอบการไทยเร่งปรับตัวรับตลาดยุโรป

สนค. ชี้ผู้ประกอบการไทยต้องเร่งอัปเกรดห่วงโซ่อุปทาน หลังอียูเปลี่ยนกติกาการค้าโลก  ใช้มาตรฐานสิ่งแวดล้อมแทนการแข่งขันด้านราคา ผ่าน CBAM, CSDDD, EUDR และ PPWR  เตือนผู้ส่งออกไทยเร่งปรับตัว รับตั๋วใบเดียวสู่ตลาดยุโรป

KEY POINTS

  • สหภาพยุโรป (EU) บังคับใช้กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้นหลายฉบับ เช่น มาตรการปรับคาร์บอน (CBAM), กฎหมายตรวจสอบความยั่งยืน (CSDDD) และกฎหมายสินค้าปลอดการทำลายป่า (EUDR)
  • สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เตือนผู้ประกอบการไทยให้เร่งปรับตัว เนื่องจาก EU เป็นตลาดส่งออกที่สำคัญและมาตรการใหม่จะส่งผลกระทบต่อหลายอุตสาหกรรม
  • ผู้ส่งออกไทยจำเป็นต้องพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับของวัตถุดิบ จัดเก็บข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และปรับปรุงกระบวนการผลิตและบรรจุภัณฑ์ให้สอดคล้องกับมาตรฐานความยั่งยืน

"กติกาการค้าโลก" กำลังเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ จากเดิมที่เคยแข่งขันกันด้วย "ต้นทุนและราคา" สู่การแข่งขันด้วย "มาตรฐาน ความโปร่งใส และความยั่งยืน" โดยมี สหภาพยุโรป (EU) เป็นผู้นำร่องในการปรับระบบการกำกับดูแลการค้าทั้งห่วงโซ่อุปทาน (Trade Governance) ภายใต้ยุทธศาสตร์ European Green Deal เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียวและเศรษฐกิจหมุนเวียน

จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงอยู่ที่ต้นน้ำของห่วงโซ่การผลิต ซึ่งอียูทยอยออกมาตรการสำคัญ 3 ฉบับ เริ่มจาก CBAM หรือมาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน ที่กำหนดให้ผู้นำเข้าต้องรายงานปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิตสินค้า

หากสินค้าปล่อยคาร์บอนสูงก็ต้องแบกรับต้นทุนเพิ่ม แม้ระยะแรกจะครอบคลุมเพียงสินค้าบางกลุ่ม เช่น เหล็ก ซีเมนต์ อะลูมิเนียม ปุ๋ย และไฮโดรเจน แต่มีแนวโน้มขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ นั่นหมายความว่าผู้ส่งออกไทยต้องเริ่มวัดและจัดเก็บข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นระบบตั้งแต่วันนี้

ตามมาด้วย CSDDD กฎหมายตรวจสอบความยั่งยืนของกิจการ ที่บังคับให้บริษัทต้องตรวจสอบผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมย้อนกลับไปถึงต้นทางวัตถุดิบ ซัพพลายเออร์ และคู่ค้าทั้งหมด ไม่ใช่แค่ในโรงงานของตัวเองอีกต่อไป ซึ่งจะผลักดันให้บริษัทใหญ่ในยุโรปเลือกทำธุรกิจกับคู่ค้าที่พิสูจน์ได้ว่ามีกระบวนการผลิตยั่งยืนและตรวจสอบย้อนกลับได้เท่านั้น

‘กฎเหล็กสิ่งแวดล้อม EU’ สนค. เตือนผู้ประกอบการไทยเร่งปรับตัวรับตลาดยุโรป

และฉบับที่สามคือ EUDR กฎหมายสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งจะเริ่มบังคับใช้กับผู้ประกอบการขนาดใหญ่และขนาดกลางตั้งแต่ 30 ธ.ค. 2569 และขยายไปยังผู้ประกอบการรายย่อยในวันที่ 30 มิ.ย. 2570 ครอบคลุมสินค้า 7 กลุ่มหลัก ได้แก่ โค โกโก้ กาแฟ ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ถั่วเหลือง และไม้

รวมถึงผลิตภัณฑ์แปรรูปที่เกี่ยวข้อง โดยผู้ส่งออกต้องยื่น Due Diligence Statement ผ่านระบบของอียู เพื่อยืนยันว่าสินค้าไม่ได้มาจากพื้นที่ตัดไม้ทำลายป่า

ไม่เพียงต้นน้ำ อียูยังขยับมาคุมเข้มกลางน้ำด้วยการควบคุมพัสดุมูลค่าต่ำผ่านอีคอมเมิร์ซที่เติบโตรวดเร็ว โดยจะเริ่มเก็บอากรศุลกากรคงที่ 3 ยูโรต่อรายการสำหรับสินค้าไม่เกิน 150 ยูโร ตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2569 พร้อมกำหนดให้มีรหัสประจำตัวผลิตภัณฑ์ (PID) เพื่อตรวจสอบย้อนกลับ ซึ่งจะเริ่มใช้ตั้งแต่ 1 พ.ค. 2569

ส่วนปลายน้ำ อียูออกกฎระเบียบว่าด้วยบรรจุภัณฑ์และขยะบรรจุภัณฑ์ (PPWR) ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 12 ส.ค. 2569 เน้นให้บรรจุภัณฑ์ต้องรีไซเคิลได้ ลดวัสดุส่วนเกิน และห้ามใช้สาร PFAS ในบรรจุภัณฑ์ที่สัมผัสอาหารโดยตรง

‘กฎเหล็กสิ่งแวดล้อม EU’ สนค. เตือนผู้ประกอบการไทยเร่งปรับตัวรับตลาดยุโรป

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กล่าวว่า ประเทศไทย จำเป็นต้องเร่งปรับตัวรับมือกับนโยบายการค้าใหม่ของอียู เพราะอียูถือเป็นตลาดใหญ่มีกำลังซื้อสูง จากข้อมูลการส่งออกในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 การค้าระหว่างไทยกับ อียูมีมูลค่า 25,365.4 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 16.1%

โดยไทยส่งออกของไทยไปยังอียู มีมูลค่า 15,464.8 ล้านดอลลาร์เพิ่มขึ้น 20% ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 9,900.6 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 10.4% ส่งผลให้ไทยเกินดุลการค้ากับ EU ถึง 5,564.2 ล้านดอลลาร์

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า การเปลี่ยนแปลงกติกาของ EU จะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทยในหลายอุตสาหกรรม ทั้งอาหารและเกษตรแปรรูป อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์และชิ้นส่วน รวมถึงผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซ

สิ่งที่ผู้ประกอบการไทยควรเร่งดำเนินการ ได้แก่พัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับของวัตถุดิบ จัดเก็บข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิต ปรับปรุงบรรจุภัณฑ์ให้สอดคล้องกับหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน เตรียมเอกสารและระบบข้อมูลให้พร้อมสำหรับการตรวจสอบจาก EU ยกระดับมาตรฐานการผลิตตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน

ขณะเดียวกัน ภาครัฐต้องเร่งผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-EU เพื่อช่วยลดอุปสรรคทางการค้าและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทย

อีกประเด็นที่ต้องจับตาคือ ความเสี่ยงจากการเบี่ยงเบนทางการค้า (Trade Diversion) เนื่องจากประเทศที่ไม่สามารถปฏิบัติตามมาตรฐานของ EU ได้ อาจหันมาระบายสินค้าในตลาดอาเซียนมากขึ้น โดยเฉพาะผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ซ ซึ่งอาจทำให้ผู้ประกอบการไทยต้องเผชิญกับการแข่งขันจากสินค้านำเข้าราคาต่ำที่รุนแรงกว่าเดิม

นายนันทพงษ์ กล่าวว่า  การเปลี่ยนแปลงกติกาการค้าของ EU สะท้อนทิศทางการแข่งขันของโลกที่มุ่งสู่มาตรฐาน ความโปร่งใส และความยั่งยืนมากขึ้น ซึ่งเป็นโอกาสให้ไทยเร่งยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ พัฒนาสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม สร้างความเชื่อมั่นแก่คู่ค้า และเพิ่มบทบาทของไทยในห่วงโซ่อุปทานโลก รวมถึงเสริมศักยภาพในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศที่ต้องการเชื่อมโยงกับฐานการผลิตที่มีมาตรฐานและสอดคล้องกับแนวทางความยั่งยืน

ในวันที่โลกกำลังเปลี่ยนจาก “การแข่งขันด้านต้นทุน” ไปสู่ “การแข่งขันด้านความยั่งยืน” มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมจึงไม่ใช่อุปสรรคทางการค้าอีกต่อไป แต่กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของการอยู่รอดในตลาดโลก

สำหรับประเทศไทย การปรับตัวในวันนี้อาจเป็นต้นทุนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่หากสามารถยกระดับมาตรฐานการผลิตได้สำเร็จ ก็อาจเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าไทย และก้าวขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานโลกยุคใหม่ได้ในระยะยาว