วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

‘ปลัดคลัง’ ย้ำเงินกู้ไม่ใช่เช็คเปล่า ยันกลั่นกรองเข้ม-โปร่งใส เดินหน้าทันทีหลังอนุมัติ

"ปลัดคลัง" ยันเงินกู้ตาม พ.ร.ก. ไม่ใช่เช็คเปล่า มีกระบวนการกลั่นกรองเข้มงวด-โปร่งใส โดยโครงการที่ขอต้องมีความจำเป็นเร่งด่วน พร้อมดำเนินการได้ทันทีหลังได้รับอนุมัติ และต้องสอดคล้องกับเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ

วันนี้ (31 ส.ค. 2569) เวลา 12.52  ที่ห้องประชุมวุฒิสภา อาคารรัฐสภา นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินกู้ ชี้แจงต่อที่ประชุมวุฒิสภา ในการพิจารณาพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขผลกระทบจากวิกฤตพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 

ทั้งนี้ กระบวนการใช้เงินกู้ตาม พ.ร.ก. จะไม่ใช่การ "ตีเช็คเปล่า" อย่างที่หลายฝ่ายกังวล โดยความกังวลส่วนใหญ่ของสมาชิกวุฒิสภาในการอภิปรายวันนี้อยู่ที่เงินกู้ส่วนที่ 2 วงเงิน 200,000 ล้านบาท สำหรับโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีโครงการใดเสนอเข้ามาอย่างเป็นทางการ ดังนั้น ข่าวหรือกระแสในสังคมที่ระบุว่าจะทำโครงการนั้นโครงการนี้ จึงยังไม่ใช่ข้อเสนอที่เข้าสู่การพิจารณา

อย่างไรก็ตาม หาก พ.ร.ก. ผ่านการพิจารณาของวุฒิสภาแล้ว เชื่อว่าจะมีโครงการที่ดีเสนอเข้ามา แต่ทุกโครงการต้องมีรายละเอียดครบถ้วน ตั้งแต่วัตถุประสงค์ งบประมาณ ผู้ได้รับประโยชน์ ความคุ้มค่า และความสอดคล้องกับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ไม่ใช่เสนอเพียงชื่อโครงการแล้วได้รับอนุมัติทันที

"ไม่ใช่ทุกโครงการที่เสนอมาจะผ่านการพิจารณา เพราะคณะกรรมการกลั่นกรองมีหลักเกณฑ์ละเอียดกว่าที่เขียนไว้ในตัว พ.ร.ก. ซึ่งเป็นกฎหมายแม่บทและไม่สามารถใส่รายละเอียดเชิงปฏิบัติทั้งหมดลงไปได้" นายลวรณ กล่าว

หลักเกณฑ์สำคัญ โครงการต้องมีความจำเป็นเร่งด่วน และต้องเป็นโครงการไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ ต้องพร้อมดำเนินการทันทีเมื่อได้รับอนุมัติ และต้องแล้วเสร็จภายในวันที่ 30 ก.ย. 2570 พร้อมเบิกจ่ายงวดสุดท้ายไม่เกินวันที่ 31 ธ.ค. 2570

โดยเงื่อนไขดังกล่าวหมายความว่า โครงการระยะยาวหรือโครงการที่ยังไม่พร้อมจะไม่สามารถใช้เงินจาก พ.ร.ก.ฉบับนี้ได้ เพราะมีเวลาปฏิบัติจริงเพียง 1 ปีเศษเท่านั้น ทุกโครงการจึงต้องเป็นงานที่เห็นผลได้จริง คุ้มค่า และเกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจตามวัตถุประสงค์ของกฎหมาย

นอกจากความพร้อมแล้ว โครงการต้องคำนึงถึงประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ความต้องการของประชาชนและชุมชน รวมถึงต้องช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะในบริบทที่ประเทศต้องลดความเปราะบางจากการพึ่งพาพลังงานนำเข้า

นายลวรณ กล่าวต่อไปว่า เนื่องจากเงินกู้ส่วนที่ 2 เป็นเรื่องการเปลี่ยนผ่านพลังงาน คณะกรรมการจึงตั้งคณะอนุกรรมการกลั่นกรองอีกชั้นหนึ่ง โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานร่วมพิจารณาก่อนส่งเข้าสู่คณะกรรมการชุดใหญ่ เพื่อให้การตัดสินใจไม่มองเฉพาะมิติการคลัง แต่ครอบคลุมความเหมาะสมทางเทคนิคและผลต่อระบบพลังงานของประเทศ

โดยหลังจากโครงการผ่านการพิจารณาแล้ว ยังต้องมีการประเมินผลการใช้จ่ายเงินว่าคุ้มค่าหรือไม่ โดยคณะกรรมการประเมินผลมีประธานเป็นผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอก เพื่อรักษาความเป็นอิสระ โปร่งใส และตรวจสอบได้

แม้ พ.ร.ก.ผ่านแล้ว เรื่องนี้จะไม่จบเพียงในฝ่ายบริหาร เพราะภายใน 60 วันหลังสิ้นปีงบประมาณ กระทรวงการคลังต้องรายงานการกู้เงิน วัตถุประสงค์การใช้จ่าย และผลสัมฤทธิ์ที่ได้รับต่อรัฐสภา

"คณะกรรมการได้รับการกำชับจากรัฐบาลให้ทำงานด้วยความโปร่งใส เป็นมืออาชีพ และตอบข้อสงสัยของสังคมให้ได้ชัดเจน โครงการที่จะผ่านต้องตรงตามเจตนารมณ์ของ พ.ร.ก. และช่วยให้ประเทศไทยเปลี่ยนผ่านพลังงานได้จริง เพื่อให้วิกฤตครั้งหน้า ประเทศรับมือได้ดีกว่าเดิม และประชาชนได้รับผลกระทบน้อยลง"