ดีเดย์ 31 ส.ค.69 “อนุทิน” สักขีพยานลงนามเซ็นสัญญา 2 โครงการขนาดใหญ่ของกรมทางหลวงชนบท เดินหน้าสร้างสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา และสะพานเชื่อมเกาะลันตา ดันเปิดบริการปี 72
วันนี้ (31 ส.ค. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นสักขีพยานในพิธีลงนามสัญญาจ้างก่อสร้าง โครงการสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา ต.เกาะใหญ่ อ.กระแสสินธุ์ จ.สงขลา - ต.จองถนน อ.เขาชัยสน จ.พัทลุง และโครงการก่อสร้างสะพานเชื่อมเกาะลันตา ต.เกาะกลาง - ต.เกาะลันตาน้อย อ.เกาะลันตา จ.กระบี่ โดยมีนายพิชิต หุ่นศิริ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท ผู้แทนกิจการร่วมค้า CMC ผู้แทนบริษัท CHEC CONSTRUCTION (M) SDN.BHD สัญชาติมาเลเซีย ร่วมลงนามในสัญญาจ้าง
นายอนุทิน กล่าวว่า แม้รัฐบาลจะมีความดีใจและภาคภูมิใจกับการผลักดันโครงการดังกล่าว แต่เชื่อว่าความรู้สึกของรัฐบาลคงไม่มากไปกว่าพี่น้องประชาชนชาวสงขลา พัทลุง และกระบี่ เพราะโครงการเหล่านี้เป็นความฝันและความต้องการของประชาชนในพื้นที่มาเป็นเวลานาน และวันนี้กำลังกลายเป็นรูปธรรมที่ประชาชนสามารถมองเห็นได้จริง
“ตั้งแต่ผมเข้ามากำกับดูแลกระทรวงคมนาคมในฐานะรองนายกรัฐมนตรี สิ่งหนึ่งที่ได้รับฟังจากประชาชนในพื้นที่ภาคใต้มาโดยตลอด คือคำถามว่าเมื่อใดจะมีการก่อสร้างสะพานเพื่อเชื่อมพื้นที่และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน เพราะการมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดีจะช่วยเพิ่มความสะดวก ลดต้นทุนการดำรงชีวิต ลดระยะเวลาในการเดินทาง และเปิดโอกาสใหม่ๆ ให้กับประชาชนในพื้นที่อย่างมาก”
ในส่วนของโครงการสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา จะช่วยยกระดับการเดินทางระหว่างจังหวัดสงขลาและพัทลุงอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่ประชาชนต้องใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง เมื่อโครงการแล้วเสร็จจะสามารถลดระยะเวลาเหลือประมาณ 15-30 นาที ซึ่งจะช่วยลดทั้งเวลาและต้นทุนในการเดินทาง รวมถึงเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประชาชนในสองจังหวัด
ขณะเดียวกัน โครงการสะพานเชื่อมเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ จะเข้ามาแก้ปัญหาการเดินทางระหว่างเกาะลันตาน้อย เกาะลันตาใหญ่ และแผ่นดินใหญ่ จากเดิมที่ต้องพึ่งพาการเดินทางทางน้ำ โดยการเชื่อมต่อทั้งสองเกาะเข้ากับแผ่นดินใหญ่จะทำให้การเดินทาง การขนส่งสินค้า การเข้าถึงบริการสาธารณสุข ตลอดจนการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยฉุกเฉินมีความสะดวกและรวดเร็วมากขึ้น
นายอนุทิน กล่าวว่า โครงการทั้งสองแห่งไม่ได้เป็นเพียงการสร้างสะพานเพื่อให้รถสามารถเดินทางจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดการแก้ไข Missing Link หรือจุดขาดของโครงข่ายคมนาคม โดยรัฐบาลต้องการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานที่ยังขาดหายให้ต่อเนื่องกัน ทั้งการเชื่อมจากบนลงล่าง ซ้ายไปขวา และเชื่อมโยงในแนวทแยง เพื่อให้เกิดโครงข่ายคมนาคมที่สมบูรณ์ที่สุด
ทั้งนี้เมื่อโครงข่ายดังกล่าวเชื่อมต่อกันมากขึ้น จะสามารถต่อยอดการเดินทางและการขนส่งจากพื้นที่สงขลา หาดใหญ่ ไปยังจังหวัดต่างๆ ในฝั่งอันดามัน ทั้งพังงา กระบี่ และระนอง ซึ่งจะทำให้ภาคใต้มีระบบคมนาคมที่เชื่อมโยงถึงกันมากขึ้น และสามารถรองรับการเดินทาง การขนส่งสินค้า และกิจกรรมทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค
“ประเทศไทยมีความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์และภูมิรัฐศาสตร์อย่างมาก ตั้งอยู่ในตำแหน่งที่สามารถเชื่อมโยงการเดินทางและการค้าระหว่างประเทศต่างๆ ในภูมิภาคอาเซียนได้ และในด้านการท่องเที่ยว โครงการสะพานทั้งสองแห่งจะช่วยเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวระหว่างฝั่งอ่าวไทยกับฝั่งอันดามัน รวมถึงยกระดับศักยภาพของพื้นที่รอบทะเลสาบสงขลาและพื้นที่เกาะลันตาให้สามารถพัฒนาเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวที่มีศักยภาพมากขึ้น
นายอนุทิน กล่าวด้วยว่า โครงการสะพานทั้งสองแห่งนี้ ต้องเดินหน้าให้แล้วเสร็จตามเป้าหมาย พื้นที่ทั้งสงขลา พัทลุง และกระบี่จะต้องเป็นสวรรค์ของประชาชน ไม่ใช่กลายเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างหรือการพัฒนา โดยกำชับให้ผู้เกี่ยวข้องควบคุมคุณภาพงานให้ได้มาตรฐาน ดำเนินการอย่างรอบคอบ และเร่งรัดงานให้แล้วเสร็จตามกำหนดสัญญา
นายพิชิต หุ่นศิริ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท เปิดเผยว่า จากมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติให้กระทรวงการคลังใช้แหล่งเงินกู้ต่างประเทศจากธนาคารโลก (World Bank) โดยมีสัดส่วนอยู่ที่ 70:30 แบ่งออกเป็น เงินกู้จากธนาคารโลก ร้อยละ 70 และเงินงบประมาณแผ่นดิน ร้อยละ 30 เพื่อดำเนินโครงการสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา และโครงการก่อสร้างสะพานเชื่อมเกาะลันตา ซึ่งแต่ละโครงการมีระยะเวลาดำเนินการ 1,080 วัน นับตั้งแต่วันแจ้งให้เริ่มปฏิบัติงาน
สำหรับโครงการก่อสร้างสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา จะช่วยเชื่อมโยงโครงข่ายการคมนาคมขนส่งให้เกิดความสมบูรณ์ เพิ่มศักยภาพในการเดินทางเชื่อมระหว่าง จังหวัดพัทลุง กับจังหวัดสงขลา บรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน โดยช่วยลดระยะทางประมาณ 80 กิโลเมตร หรือลดระยะเวลาในการเดินทางราว 2 ชั่วโมง ให้เหลือเพียงแค่ 10 นาที
ซึ่งสะพานดังกล่าวจะก่อสร้างเป็นสะพานขนาด 2 ช่องจราจร กว้างช่องจราจรละ 4 เมตร ไหล่ทางกว้างด้านละ 2.5 เมตร รูปแบบโครงสร้างสะพาน ประกอบด้วยส่วนของสะพานช่วงหลักที่มีความยาวช่วงสะพานยาวเป็นพิเศษ ยาวที่สุด 140 เมตร โดยรูปแบบสะพานช่วงหลักที่มีความเหมาะสมและเป็นไปตามข้อกำหนดช่องลอดของกรมเจ้าท่า คือ สะพานแบบคานขึง และส่วนของสะพานช่วงต่อเชื่อม
ทั้งสองข้างของสะพานช่วงหลัก มีรูปแบบเป็นสะพานคอนกรีตอัดแรงรูปกล่อง ช่วงความยาวสะพานประมาณ 40 เมตร รวมระยะทางราว 7 กิโลเมตร โดยใช้งบประมาณในการก่อสร้างรวม 4,604 ล้านบาท นอกจากนี้ โครงสร้างเสาสะพานหลักได้ออกแบบราวสะพานให้มีความสวยงาม โดยนำรูปแบบทางจิตกรรมมโนราห์ของท้องถิ่นมาประยุกต์ใช้ ทำให้สะพานแห่งนี้เป็นแลนด์มาร์คเพื่อเป็นการส่งเสริมเอกลักษณ์ของท้องถิ่นและสนับสนุนเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยว
นอกจากนี้ การดำเนินโครงการก่อสร้างสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา กรมทางหลวงชนบทและธนาคารโลก (World Bank) ยังได้ให้ความสำคัญในเรื่องการดูแลรักษาสภาพแวดล้อมและผลกระทบโดยรอบบริเวณพื้นที่โครงการก่อสร้างซึ่งต้องดูแลเป็นพิเศษ ควบคู่กับการอนุรักษ์โลมาอิรวดี และฟื้นฟูสภาพแวดล้อมในบริเวณทะเลสาบสงขลา
อีกทั้งกรมทางหลวงชนบทยังได้ร่วมมือกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช พัฒนาเป็นโครงการต้นแบบในการพิจารณาแนวทางการดำเนินการก่อสร้างให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อให้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมสามารถดำเนินควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
โดยเฉพาะโลมาอิรวดีที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศของทะเลสาบสงขลา รวมถึงยังได้หาแนวทางร่วมกับกรมประมง ในการสนับสนุนการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำบริเวณชายฝั่ง และการฟื้นฟูทรัพยากรประมง เพื่อให้โครงการก่อสร้างสอดรับกับวิถีชีวิต ตลอดจนส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนได้อย่างยั่งยืน
ในส่วนของโครงการก่อสร้างสะพานเชื่อมเกาะลันตา จะก่อสร้างเป็นสะพานขนาด 2 ช่องจราจร มีความกว้างของโครงสร้างสะพาน 13.50 เมตร ซึ่งโครงสร้างสะพานหลักออกแบบเป็นสะพานแบบคานขึง มีช่วงความยาวที่ยาวที่สุด 200 เมตร ส่วนโครงสร้างสะพานรอง ออกแบบเป็นสะพานแบบคอนกรีตอัดแรงรูปกล่อง ก่อสร้างโดยวิธีคานยื่นสมดุล รวมระยะทางทั้งสิ้น 2.240 กิโลเมตร งบประมาณในการก่อสร้างรวม 1,781 ล้านบาท
อย่างไรก็ดี ปัจจุบันประชาชนและนักท่องเที่ยวต้องใช้แพขนานยนต์ข้ามไปยังเกาะลันตาน้อย ก่อนเดินทางผ่านสะพานสิริลันตาเข้าสู่เกาะลันตาใหญ่ ซึ่งแพขนานยนต์ไม่เพียงพอต่อปริมาณการเดินทาง ส่งผลให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวต้องใช้เวลานานในการรอข้ามฟากนานที่สุดราว 2-3 ชั่วโมง เมื่อสะพานก่อสร้างแล้วเสร็จจะช่วยลดระยะเวลาในการเดินทางโดยเฉพาะในช่วงวันหยุดหรือเทศกาลจากเดิมต้องใช้เวลาราว 2-3 ชั่วโมง เหลือเพียง 2 นาที
นอกจากนี้ยังสามารถเคลื่อนย้ายผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลในจังหวัดกระบี่ได้อย่างรวดเร็วหากมีเหตุเจ็บป่วยฉุกเฉิน ช่วยสนับสนุนการบริหารจัดการทรัพยากรบนเกาะที่มีอย่างจำกัด และเป็นเส้นทางสำหรับอพยพประชาชนในกรณีเกิดภัยพิบัติ สนับสนุนอำนวยความสะดวกด้านพาณิชยกรรม อุตสาหกรรม กระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยว พร้อมทั้งยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในการเดินทางได้อย่างเต็มศักยภาพ





