วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม 2569

Login
Login

‘บางจาก’ เดิมพันฮ่องกง ปักฐานเอเชียเหนือ ต่อยอด ‘SAF-เทรดดิ้ง’ สู่เวทีโลก

ภายหลังซื้อบริษัท Chevron Hong Kong Limited (CHK) มูลค่า 270 ล้านดอลลาร์ ราวกว่า 8,000 ล้านบาท เสร็จสมบูรณ์เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.2569 พร้อมเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น Bangchak Hong Kong (BHK) ว่า นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการขยายธุรกิจของกลุ่มบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

พร้อมเปิดอัตลักษณ์ Bangchak Hong Kong ณ สำนักงานใหญ่ คลังน้ำมัน และสถานีบริการน้ำมัน ภายใต้แนวคิด Together, to Greater ต่อยอดจากการผสานธุรกิจภายหลังการเข้าซื้อหุ้นเอสโซ่ ประเทศไทยเมื่อปี 2566 เพื่อสร้างการเติบโตร่วมกันผ่านการผสานศักยภาพของบุคลากร ธุรกิจ และพันธมิตร ในระดับภูมิภาค

นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บางจาก กล่าวว่า การขยายการลงทุนครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการใช้ฮ่องกงเป็นประตูสู่เอเชียเหนือ (Gateway to North Asia) ครอบคลุมตลาดศักยภาพสูงทั้ง จีน ไต้หวัน และเกาหลีใต้ 

“ฮ่องกงมีสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เป็นระบบ มีกฎระเบียบชัดเจน และเป็นตลาดเสรี ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการลงทุนของบางจาก ที่มักประสบความสำเร็จในประเทศที่เจริญแล้ว เช่น นอร์เวย์ สหรัฐ และญี่ปุ่น”

‘บางจาก’ เดิมพันฮ่องกง ปักฐานเอเชียเหนือ ต่อยอด ‘SAF-เทรดดิ้ง’ สู่เวทีโลก

สำหรับเป้าหมายการสร้างรายได้ จากการเข้าซื้อกิจการและการขยายธุรกิจในต่างประเทศ เช่น บมจ.บางจาก ศรีราชา (BSRC) และบางจาก ฮ่องกง (BHK) จะเป็นฐานสำคัญในการเพิ่มรายได้และ EBITDA ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยปัจจุบันสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศอยู่ที่ประมาณ 30-50% และคาดว่าในปีนี้อาจอยู่ที่ 25-30% เนื่องจากตลาดในไทยมีความแข็งแกร่งขึ้น

“สัดส่วนรายได้ต่างประเทศที่เหมาะสมควรอยู่ที่ 30-40% เพราะหากเมื่อไหร่ที่รายได้จากต่างประเทศเกิน 50% อาจต้องเปลี่ยนสกุลเงินในการดำเนินงานเป็นสกุลเงินดอลลาร์ เพื่อการบริหารจัดการความเสี่ยงที่ดียิ่งขึ้น”

การทำธุรกิจที่ฮ่องกงในช่วง 3-5 ปีนี้ จะยังคงใช้แบรนด์เดิมภายใต้สัญลักษณ์ License by Bangchak เพื่อให้ผู้บริโภคเกิดการรับรู้และคุ้นเคยกับมาตรฐานของบางจากก่อน โดยในช่วงเวลาดังกล่าวจะมีกิจกรรมและแคมเปญการตลาดออกมาอย่างต่อเนื่องเพื่อแนะนำแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก

“เราจะสร้างความเหนือกว่าด้วยการนำเข้าผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เข้ามาเปิดตลาดฮ่องกง เช่น เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) และ HVO (Hydrotreated Vegetable Oil) ซึ่งเป็นไบโอดีเซลมาตรฐานสูง สามารถผลิตได้เองจากประเทศไทย เป็นตัวเลือกใหม่ในตลาดฮ่องกงเพื่อสร้างความแตกต่าง”

‘บางจาก’ เดิมพันฮ่องกง ปักฐานเอเชียเหนือ ต่อยอด ‘SAF-เทรดดิ้ง’ สู่เวทีโลก

ส่วนการปรับปรุงสถานีบริการในฮ่องกงส่วนใหญ่เป็นปั๊มขนาดเล็ก โดยจะแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างกันว่าสิ่งใดสามารถนำมาปรับใช้ได้บ้าง โดยเฉพาะความสะอาดของห้องน้ำ และการจัดบริเวณรอบสถานีบริการให้มีสิ่งอำนวยความสะดวก เป็นต้น แม้สินทรัพย์ที่ซื้อมาจะเป็นธุรกิจเชื้อเพลิงฟอสซิล แต่เป้าหมายหลักคือการต่อยอดสู่พลังงานสะอาดดังนั้น โครงสร้างพื้นฐานเดิม ทั้งท่อ ถัง และสถานีบริการ ถูกสร้างมาเพื่อรองรับของเหลว การนำเชื้อเพลิงชีวภาพมาใช้ จึงเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์การลดคาร์บอนได้ทันที

“เราพร้อมสนับสนุนภาครัฐฮ่องกงในเรื่องน้ำมันสีเขียว โดยจะนำเสนอทั้ง SAF ซึ่งบางจากก่อสร้างโรงงานมูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาท ในไทย รวมถึงน้ำมัน B24 สำหรับขนส่งทางเรือ เพื่อให้ครอบคลุมทั้งทางบก ทะเล และอากาศ”

นอกเหนือจากธุรกิจค้าปลีก บางจากเล็งเห็นศักยภาพของฮ่องกงในการเป็น Trading Hub และ Financial Hub เพื่อเสริมทัพบริษัทเทรดดิ้งเดิมที่มีอยู่ในสิงคโปร์และดูไบ ผ่านเครือข่าย บีซีพี เทรดดิ้ง (BCP Trading) เนื่องจากปริมาณการค้าขายน้ำมันทั่วโลกมีมูลค่ามหาศาลกว่า 300,000 ล้านบาทต่อวัน จึงจำเป็นต้องมีโครงสร้างทางการเงินที่แข็งแกร่งรองรับ

“การขยายการลงทุนในต่างประเทศ ต้องเลือกตลาดที่มีความชัดเจนในด้านโครงสร้างทางกฎหมาย และกลไกตลาดเป็นหลัก แม้ตลาดเกิดใหม่จะมีอัตราการเติบโตสูง แต่มีความเสี่ยงและความไม่แน่นอนสูงมาก ทั้งในด้านการเมือง กฎหมาย และภาษีที่เปลี่ยนแปลงได้ตามนโยบายของรัฐบาลในขณะนั้น”

บางจากจะยังคงมองหาโอกาสการลงทุนใหม่ๆ ผ่านกลยุทธ์ Cherry Picking หรือเลือกเฉพาะสินทรัพย์ที่ตอบโจทย์และสร้างผลตอบแทนที่ดี ไม่จำเป็นต้องซื้อทุกอย่าง แม้ในตลาดเอเชียเหนือจะมีความเสี่ยง แต่หากเป็นความเสี่ยงที่บริหารจัดการได้และสามารถต่อยอดธุรกิจได้ ก็พร้อมที่จะเข้าไปศึกษาเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน

‘บางจาก’ เดิมพันฮ่องกง ปักฐานเอเชียเหนือ ต่อยอด ‘SAF-เทรดดิ้ง’ สู่เวทีโลก

ด้านนางสาวจิราพรรณ เปาวรัตน์ Managing Director, Bangchak Hong Kong Limited (BHK) เปิดเผยว่า แม้ฮ่องกงจะเป็นเขตพื้นที่ขนาดเล็กแต่มีความสำคัญอย่างยิ่งในเชิงยุทธศาสตร์ ถือเป็นศูนย์กลางทางโลจิสติกส์ที่สำคัญของภูมิภาคเอเชีย และเป็น Gateway สู่เอเชียเหนือ ครอบคลุม 9 มณฑลในจีนตอนใต้ที่มีประชากรกว่า 88 ล้านคน ผ่าน 4 กลุ่มธุรกิจหลัก แบ่งเป็น

1. กลุ่มธุรกิจพาณิชย์ อุตสาหกรรม (CNI) และโลจิสติกส์ ถือว่าเติบโตมาก จะเป็นฟันเฟืองหลักที่จะผลักดันการเติบโตในอนาคต ตลาด CNI ในฮ่องกงมีสัดส่วนประมาณ 23% ของตลาดรวม ครอบคลุมกลุ่มลูกค้าในภาคการขนส่งและอุตสาหกรรมก่อสร้าง ปัจจุบันเริ่มมีการกำหนดให้ใช้เชื้อเพลิงชีวภาพในบางภาคส่วนแล้ว

2. กลุ่มธุรกิจน้ำมันเดินเรือ (Marine Fuel) เป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง จากการที่ฮ่องกงเป็นฮับการขนส่งทางเรือของภูมิภาค มีปริมาณการใช้สูงถึงปีละประมาณ 6,000 ล้านลิตร ก่อนการเข้าซื้อกิจการมียอดขายอยู่ที่ประมาณ 1,000 ล้านลิตรต่อปี โดยบางจากมีคลังน้ำมันอยู่ที่เกาะ Tsing Yi สามารถรุกตลาด Marine Oil ได้อย่างเต็มที่ และเตรียมนำผลิตภัณฑ์ B24 Bio-Marine Oil จากโรงกลั่นในไทยมาเปิดตลาด สอดรับกับนโยบายรัฐบาลฮ่องกงที่ประกาศให้ฮ่องกงเป็นศูนย์กลางเชื้อเพลิงเดินเรือสีเขียว

3. กลุ่มธุรกิจน้ำมันอากาศยาน (Aviation Fuel) น้ำมันเครื่องบินหรือน้ำมันเจ็ท (Jet Fuel) มีสัดส่วน 40% สูงสุดในฮ่องกง บางจากดำเนินการผ่านบริษัทร่วมทุน (JV) ส่งน้ำมันผ่านระบบท่อไปยังสนามบิน ตั้งเป้าที่จะรักษาฐานและขยายการเติบโตต่อเนื่องเพื่อรองรับการเป็นศูนย์กลางการบิน

4. กลุ่มธุรกิจค้าปลีก (Retail) ปัจจุบันมีสถานีบริการน้ำมัน 31 แห่ง มีส่วนแบ่งการตลาดราว 17% เป็นตลาดเสรี รัฐบาลไม่ได้กำหนดราคาน้ำมัน ผู้ค้าแต่ละรายสามารถกำหนดราคาเองได้ตามความเหมาะสมเพื่อการแข่งขัน สำหรับกลยุทธ์การตลาด จะมีทั้งการให้ส่วนลดและโปรโมชั่นร่วมกับห้างสรรพสินค้าหรือบัตรเครดิต สมาชิกต่างๆ รวมถึงการทำ Loyalty Program เพื่อดึงดูดลูกค้า

“ช่วงที่ผ่านมาการดำเนินงานเติบโตเฉลี่ยปีละ 2-3% กำไรราว 55 ล้านดอลลาร์ แม้ธุรกิจค้าปลีกจะมีสัดส่วนยอดขายเพียง 2% แต่สร้าง Margin ดีที่สุด ตามมาด้วยกลุ่ม Marine, Aviation และ CNI”