วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

จีไอที ดันปรับโฉมจิวเวลรีไทย ยกระดับ ESG สร้างมูลค่าเพิ่ม ตอบโจทย์เทรนด์โลก

จีไอที ชี้ อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับโลก เปลี่ยนจากแข่งขันด้วยความสวยงามและราคา สู่ การดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืน มีธรรมาภิบาลแนะผู้ประกอบการไทยปรับตัว สร้างโอกาสขาย ตอบโจทย์เทรนด์โลก

นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ จีไอที (GIT) เปิดเผยว่า GIT จัดงาน “Responsible Jewelry for Sustainable World by GIT x NEXTOPIA” ระหว่างวันที่ 12–18 ส.ค. 2569 ณ โซน NEXTOPIA ศูนย์การค้าสยามพารากอน เพื่อเปิดพื้นที่ให้ภาครัฐ ผู้เชี่ยวชาญ และผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อทิศทางและการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม รวมถึงสร้างความเข้าใจว่า ตลาดจิวเวลรี่ในอนาคตจะไม่ได้แข่งขันกันเฉพาะด้านความสวยงาม แต่ต้องมีระบบธรรมาภิบาล ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และจริยธรรมทางธุรกิจเข้ามาเป็นส่วนสำคัญของการแข่งขัน

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวกำลังทำให้ “ความรับผิดชอบ” กลายเป็นองค์ประกอบใหม่ของมูลค่าสินค้า Luxury จากเดิมที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับดีไซน์ วัสดุ และภาพลักษณ์ของแบรนด์ ปัจจุบันเริ่มหันมาสนใจข้อมูลเบื้องหลังสินค้ามากขึ้น ตั้งแต่แหล่งที่มาของวัตถุดิบ วิธีการผลิต ไปจนถึงแนวทางการดำเนินธุรกิจของผู้ผลิตและแบรนด์

ที่ผ่านมา GIT มีบทบาทในการช่วยผู้ประกอบการไทยเตรียมความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดโลก ผ่านมาตรฐานและแนวทางสำคัญ อาทิ มาตรฐานของ Responsible Jewellery Council (RJC) มาตรฐาน GIT Standard 3001 ซึ่งมุ่งส่งเสริมการดำเนินธุรกิจตามหลัก Know Your Counterparty รวมถึงมาตรฐานคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (Carbon Footprint for Organization : CFO) พร้อมขยายการสนับสนุนไปยังผู้ประกอบการในวงกว้าง เพื่อให้อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยสามารถปรับตัวให้ทันกับกติกาการค้าและความคาดหวังของตลาดโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

จีไอที ดันปรับโฉมจิวเวลรีไทย ยกระดับ ESG สร้างมูลค่าเพิ่ม ตอบโจทย์เทรนด์โลก

นายทนง ลีลาวัฒนสุข รองผู้อำนวยการ (เทคนิค) GIT กล่าวว่า พฤติกรรมของผู้ซื้อในตลาดอัญมณีและเครื่องประดับกำลังเปลี่ยนไป โดยคำถามไม่ได้หยุดอยู่เพียงว่า “สินค้าสวยแค่ไหน” แต่เริ่มตั้งคำถามว่า “สินค้านี้มีคุณค่าอะไรอยู่เบื้องหลัง”

การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ความหมายของสินค้า Luxury ในอนาคตอาจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการสะท้อนความมั่งคั่งหรือสถานะทางสังคม แต่เป็นความหรูหราที่มีเรื่องราวและสามารถสะท้อนตัวตนของผู้สวมใส่ผ่านคุณค่าที่อยู่เบื้องหลังสินค้า

ผู้บริโภคจึงให้ความสนใจกับรายละเอียดมากขึ้น ทั้งแนวคิดการออกแบบ แหล่งที่มาของวัสดุ กระบวนการผลิต ตลอดจนแนวทางการดำเนินธุรกิจของแบรนด์ ซึ่งทั้งหมดกำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์และคุณค่าของสินค้า Luxury ในยุคใหม่

“การปรับตัวของผู้ประกอบการจึงไม่ควรเป็นเพียงการวิ่งตามกฎทีละข้อ แต่ควรนำหลักความรับผิดชอบมาเป็นส่วนหนึ่งของการวาง Positioning ของแบรนด์ ใช้ความคิดสร้างสรรค์และการออกแบบสร้างคุณค่าใหม่ และทำให้ผู้บริโภคเลือกแบรนด์ด้วยเหตุผลที่มากกว่าความสวยงามหรือราคา” นายทนงกล่าว

ทั้งนี้ เมื่อความรับผิดชอบกลายเป็นส่วนหนึ่งของคุณค่าที่ผู้บริโภคมองหา ก็จะเป็นแรงผลักดันกลับไปยังภาคการผลิตให้พัฒนางานออกแบบ เทคโนโลยี และกระบวนการผลิต เพื่อให้สามารถตอบโจทย์ตลาดยุคใหม่ได้มากขึ้น

จีไอที ดันปรับโฉมจิวเวลรีไทย ยกระดับ ESG สร้างมูลค่าเพิ่ม ตอบโจทย์เทรนด์โลก

ขณะที่นายภูวดล วรรธนะชัยแสง จาก GIT กล่าวว่า การดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมกำลังเปลี่ยนจากเรื่องของแนวคิดและความตั้งใจ ไปสู่การวัดผลที่ต้องมีข้อมูลรองรับ โดยเฉพาะข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งจะมีความสำคัญมากขึ้นต่อการดำเนินธุรกิจและการเข้าถึงตลาดต่างประเทศ

อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับมีพื้นฐานของเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) อยู่แล้ว ตั้งแต่การนำวัสดุกลับมาใช้ใหม่ การนำเศษหินหรือวัสดุเหลือใช้มาออกแบบและเจียระไนใหม่ ไปจนถึงการรีไซเคิลทองคำเก่า แนวทางเหล่านี้สะท้อนว่าการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าไม่ใช่เรื่องใหม่ของอุตสาหกรรม แต่สิ่งที่ตลาดให้ความสำคัญมากขึ้นคือ การจัดเก็บข้อมูลและสามารถพิสูจน์ผลลัพธ์ได้อย่างเป็นระบบ

ดังนั้น การเก็บข้อมูลการปล่อยคาร์บอนไม่ควรถูกมองเพียงเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ประกอบการมองเห็นต้นทุน การใช้พลังงาน และการใช้ทรัพยากรในแต่ละกระบวนการได้ชัดเจนขึ้น ซึ่งสามารถนำไปสู่การปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุนในระยะยาว

GIT จะเดินหน้าสนับสนุนผู้ประกอบการในการเตรียมความพร้อมและร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเป้าหมายไม่ได้อยู่เพียงการทำให้ผู้ประกอบการ “ผ่านมาตรฐาน” แต่ต้องการให้ข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมสามารถนำไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของการบริหารธุรกิจ และช่วยให้อุตสาหกรรมไทยปรับตัวได้ทันทั้งเป้าหมายด้านความยั่งยืนของประเทศและความต้องการของตลาดโลก

ด้านนายจักรพันธ์ สุวรรณวิจิตร จาก GIT กล่าวว่า การยกระดับความรับผิดชอบในอุตสาหกรรมโลหะมีค่าไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นกระบวนการพัฒนาที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตามวิวัฒนาการของอุตสาหกรรม ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีการหลอมทองคำ จากเตาถ่านหินไปสู่เตาแก๊สและเตาไฟฟ้า ตลอดจนการจัดการด้านชีวอนามัยในกระบวนการผลิตและการรีไซเคิลโลหะมีค่า

การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้สะท้อนว่า ผู้ประกอบการไทยมีประสบการณ์ในการปรับกระบวนการทำงานให้สอดคล้องกับมาตรฐานและความคาดหวังใหม่ของตลาดมาโดยตลอด ดังนั้น ความท้าทายในปัจจุบันจึงไม่ใช่การเริ่มต้นจากศูนย์ แต่เป็นการต่อยอดจากศักยภาพเดิมให้สามารถตอบสนองต่อมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและความรับผิดชอบที่เข้มข้นขึ้น

ขณะเดียวกัน คำถามของผู้ซื้อในตลาดโลกก็เปลี่ยนแปลงไป จากเดิมที่มุ่งเน้นเปอร์เซ็นต์ของโลหะมีค่า ความบริสุทธิ์ และความน่าเชื่อถือจากระบบการซื้อขายหรือเครื่องหมายรับรองแบบดั้งเดิม ปัจจุบันผู้ซื้อเริ่มต้องการข้อมูลที่ลงลึกมากขึ้น เช่น โลหะมีค่ามาจากการทำเหมืองหรือการรีไซเคิล ผู้ผลิตในแต่ละขั้นตอนของห่วงโซ่อุปทานเป็นใคร รวมถึงมีการดูแลแรงงานและสิ่งแวดล้อมอย่างไร