สภาพัฒน์ฯ ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายของอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ที่ใช้ทรัพยากรไฟฟ้าและน้ำมหาศาล แต่สร้างประโยชน์ให้คนในพื้นที่จำกัด จึงเสนอให้สร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมถอดบทเรียนการกำกับดูแลจากต่างประเทศใน 4 มิติหลัก ได้แก่ การจัดการพลังงานและน้ำ, มาตรฐานสิ่งแวดล้อม, การบังคับใช้สินค้าและบริการในประเทศ (Local Content) และการเก็บภาษีเพื่อพัฒนาท้องถิ่น
KEY POINTS
- สภาพัฒน์ฯ ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายของอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ที่ใช้ทรัพยากรไฟฟ้าและน้ำมหาศาล แต่สร้างประโยชน์ให้คนในพื้นที่จำกัด จึงเสนอให้สร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม
- ถอดบทเรียนการกำกับดูแลจากต่างประเทศใน 4 มิติหลัก ได้แก่ การจัดการพลังงานและน้ำ, มาตรฐานสิ่งแวดล้อม, การบังคับใช้สินค้าและบริการในประเทศ (Local Content) และการเก็บภาษีเพื่อพัฒนาท้องถิ่น
- ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายสำหรับไทยคือการเร่งจัดตั้งหน่วยงานกำกับดูแล, กำหนดสัดส่วนการใช้วัสดุและแรงงานในประเทศ, และส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดควบคู่กับเทคโนโลยีประหยัดทรัพยากร
การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของอุตสาหกรรมศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ หรือ ดาต้าเซ็นเตอร์ กำลังนำมาซึ่งความท้าทายใหม่สำหรับรัฐบาลทั่วโลก แม้จะเป็นฟันเฟืองสำคัญในเศรษฐกิจดิจิทัล แต่การลงทุนหลักพันล้านนี้กลับดึงทรัพยากรมหาศาล ทั้งไฟฟ้า น้ำ และที่ดิน ไปจนถึงคำถามที่ว่า “คนในพื้นที่ได้อะไร?”
ปัจจุบันประเทศไทยมีกิจการดาต้าเซ็นเตอร์เปิดเชิงพาณิชย์ 42 แห่ง และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยกิจการดาต้าเซ็นเตอร์(Data Center) และคลาวด์เซอร์วิส ขอรับการส่งเสริมการลงทุน 36 โครงการ มูลค่า 728,000 ล้านบาท แต่ไทยยังไม่มีหน่วยงานหลักกำกับดูแลตั้งแต่ต้นจนจบ และไม่มีกฎหมายที่ครอบคลุมลักษณะเฉพาะดาต้าเซ็นเตอร์เองก็เริ่มตื่นตัวรับมือเรื่องนี้อย่างจริงจัง ประเทศมีการตั้ง “คณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์” ขึ้นมากำกับดูแล ล่าสุด รายงานจากสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประจำไตรมาสที่ 2/2569 ได้ถอดบทเรียนจากต่างประเทศไว้อย่างน่าสนใจ โดยแบ่งการรับมือออกเป็น 4 มิติหลัก ดังนี้
1.) วิกฤตพลังงานและน้ำ (Energy & Water Management) ทรัพยากรคือ หัวใจของดาต้าเซ็นเตอร์ หลายประเทศจึงต้องงัดมาตรการเด็ดขาดเพื่อไม่ให้กระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน
สั่งเบรกโครงการชั่วคราว
ในปี 2566 ประเทศไอร์แลนด์ เผชิญปัญหาดาต้าเซ็นเตอร์สูบไฟฟ้าไปถึง 21% ของทั้งประเทศ จนไฟในเมืองดับลินไม่พอใช้ รัฐบาลจึงสั่งระงับการอนุมัติโครงการใหม่ยาวไปจนถึงปี 2571
เช่นเดียวกับประเทศสิงคโปร์ เคยสั่งระงับโครงการใหม่ช่วงปี 2562–2565 เพื่อทบทวนผลกระทบด้านพลังงานและน้ำ ก่อนจะเปิดรับอีกครั้งด้วยเงื่อนไขที่โหดกว่าเดิม บังคับใช้พลังงานสะอาดและเกณฑ์ขั้นสูง โดยกำหนดให้ดาต้าเซ็นเตอร์ใหม่ต้องมีค่า PUE (ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน) ไม่เกิน 1.3 และบังคับใช้พลังงานสะอาดอย่างน้อย 50% รวมถึงต้องนำเทคโนโลยีระบายความร้อนแบบใช้น้ำน้อย (Immersive Cooling) มาใช้ปกป้องภาคเกษตรกรรม
ขณะที่อีกตัวอย่างคือประเทศเนเธอร์แลนด์ โครงการของ Microsoft แย่งน้ำในพื้นที่เกษตรกรรมไปถึง 84 ล้านลิตรในช่วงภัยแล้ง ส่วนมาเลเซีย (รัฐยะโฮร์) แก้ปัญหาโดยการไม่อนุมัติดาต้าเซ็นเตอร์ระดับ Tier 1 และ 2 ซึ่งใช้น้ำเยอะ แต่เปิดรับเฉพาะ Tier 3 และ 4 ที่มีเทคโนโลยีประหยัดน้ำขั้นสูงเท่านั้น
2.) ยกระดับมาตรฐานสิ่งแวดล้อม (Environmental Standards) โดยแนวคิดไม่ใช่แค่เรื่องการใช้ทรัพยากร แต่ต้องโปร่งใสและไม่สร้างมลพิษ
สหภาพยุโรป (EU): บังคับให้ทุกแห่งต้องส่งข้อมูลการใช้พลังงานและน้ำเข้าสู่ “ฐานข้อมูลกลาง” และกำลังทำระบบจัดเกรด (Rating Scheme) เพื่อโชว์ให้เห็นว่าใครเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่ากัน สหรัฐอเมริกา: เน้นคุมมลพิษจากเครื่องปั่นไฟสำรอง เช่น กรณีบริษัท xAI ในรัฐมิสซิสซิปปี ที่ติดตั้งกังหันก๊าซ 27 เครื่องจนเกิดข้อพิพาททางกฎหมาย เพราะปล่อยมลพิษทางอากาศกระทบสุขภาพชุมชนรอบข้าง
3.) บังคับใช้สินค้าและบริการในประเทศ (Local Content Rule)
ข้อเสียเปรียบของอุตสาหกรรมนี้คือ “ลงทุนสูง แต่จ้างงานต่ำ” (ตัวอย่างเช่น โครงการของ Meta ในสวีเดน ใช้คนงานก่อสร้าง 1,700 คน แต่จ้างงานประจำจริงแค่ 160 คน)
มาเลเซีย (รัฐสลังงอ): อุดช่องโหว่นี้ด้วยการบังคับให้ดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหม่ ต้องใช้สินค้าและบริการในประเทศไม่น้อยกว่า 30% ครอบคลุมตั้งแต่งานวิศวกรรม ระบบทำความเย็น ไปจนถึงงานออกแบบ เพื่อบังคับให้เกิดการจ้างงานท้องถิ่นและการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Tech Transfer) อย่างแท้จริง
4.) แปลงภาษีสู่การพัฒนาชุมชน (Local Tax Sharing) ในเมื่อเข้ามาใช้ทรัพยากรในพื้นที่ ท้องถิ่นก็ต้องได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า
สหรัฐอเมริกา (รัฐเวอร์จิเนีย): เมือง Loudoun County ออกแบบระบบภาษีเฉพาะเจาะจงสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ สามารถรีดรายได้เข้าท้องถิ่นได้สูงถึง 890 ล้านดอลลาร์ต่อปี เงินก้อนนี้นำกลับไปสร้างถนนใหม่มูลค่ากว่า 1 พันล้านดอลลาร์ และสร้างโรงเรียนให้เด็กๆ ในพื้นที่ได้ถึง 36 แห่ง
บทเรียนเหล่านี้จากต่างประเทศชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยไม่สามารถมองดาต้าเซ็นเตอร์เป็นเพียงเม็ดเงินลงทุนมหาศาลได้อีกต่อไป แต่ต้องสร้างสมดุลระหว่างการเป็นฮับเทคโนโลยีของภูมิภาค กับการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและกระจายรายได้สู่คนไทยอย่างแท้จริง
นางสาววรวรรณ พลิคามิน รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงรายงานภาวะสังคมระบุว่า ทิศทางอุตสาหกรรมปี 2568-2573 ทั่วโลกปัจจุบันมีการลงทุนสะสมดาต้าเซ็นเตอร์ 6.7 ล้านล้านดอลลาร์ โดยเอเชียแปซิฟิกมีสัดส่วนต้องการ 34% ของโลก
สศช. มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมดาต้าเซนเตอร์ และสร้างมูลค่าเพิ่ม 4 ข้อสำคัญ ได้แก่
1.) เร่งพัฒนาระบบกำกับดูแล จัดตั้งหน่วยงานหลักในการประสานงานและติดตามโครงการ นำระบบประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) มาประเมินก่อนก่อสร้างควบคู่ปรับกฎหมายเฉพาะให้สอดคล้องดาต้าเซ็นเตอร์
2.) ดึงทุนไทยสู่ห่วงโซ่มูลค่า โดยกำหนดสัดส่วนการใช้วัสดุ สินค้า บริการ และแรงงานในประเทศ (Local content) สนับสนุนการจับคู่ธุรกิจ ยกระดับมาตรฐาน และเร่งพัฒนาทักษะแรงงานให้ตรงเป้าอุตสาหกรรม
3.) เปิดพื้นที่การมีส่วนร่วม เปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่ร่วมวางแผนและประเมินก่อนอนุมัติโครงการ พร้อมวางกรอบการติดตามและมาตรการเยียวยาผลกระทบ
4.) เพิ่มประสิทธิภาพใช้ทรัพยากร ส่งเสริมเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน นำเทคโนโลยีลดใช้ไฟฟ้าและน้ำมาบังคับใช้ รวมถึงรายงานข้อมูลใช้พลังงานและน้ำที่ชัดเจน





