ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ โดยมุ่งยกระดับตัวเองให้เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานโลก หนึ่งในความพยายามดังกล่าวคือการดึงดูดธุรกิจและการลงทุน Data Center
ซึ่งถูกมองว่าเป็นความหวังใหม่ของเศรษฐกิจไทย และอาจเป็นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจแห่งอนาคตที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศได้
ในช่วงที่ผ่านมา ไทยประกาศตัวอย่างชัดเจนว่าต้องการเป็นศูนย์กลาง (hub) ด้าน Data Center ของภูมิภาค และภาพการลงนามข้อตกลงกับบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ก็ถูกนำเสนอราวกับเป็นชัยชนะทางเศรษฐกิจครั้งแล้วครั้งเล่า
อย่างไรก็ตาม การแข่งขันเพื่อดึงดูดการลงทุนด้าน Data Center ที่ผ่านมากลับดำเนินไปโดยปราศจากการกำหนดตัวชี้วัด (KPI) ที่ชัดเจน มุ่งเน้นเพียงปริมาณของการลงทุนและจำนวนโครงการที่ดึงเข้ามาได้
โดยไม่มียุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมว่าจะบริหารจัดการอย่างไรให้ธุรกิจ Data Center สร้างผลกระทบเชิงบวก (positive externality) ต่อระบบเศรษฐกิจไทยในภาพรวมได้มากที่สุด
เป็นที่ทราบกันดีว่าธุรกิจ Data Center ไม่สามารถสร้างงานได้ในระดับเดียวกับอุตสาหกรรมดั้งเดิม เนื่องจากเป็นธุรกิจที่ใช้แรงงานค่อนข้างน้อย ยิ่งไปกว่านั้น งานทักษะสูงบางส่วนอาจยังต้องพึ่งพาบุคลากรจากต่างประเทศ ส่วนการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่หลายฝ่ายคาดหวังนั้นก็เกิดขึ้นได้ยากเช่นกัน
เพราะการลงทุนในไทยกระจุกตัวอยู่ในห่วงโซ่มูลค่าเพียงช่วงกลางน้ำ ได้แก่ การก่อสร้าง ที่ดิน ระบบไฟฟ้า และการบริหารจัดการอาคาร ขณะที่กิจกรรมต้นน้ำ เช่น การออกแบบและผลิตชิป ตลอดจนกิจกรรมปลายน้ำ เช่น บริการคลาวด์และการพัฒนาโมเดล ยังคงเกิดขึ้นนอกประเทศเป็นส่วนใหญ่
แม้หลายฝ่ายจะโต้แย้งว่าการลงทุนใน Data Center จะช่วยกระตุ้นให้เกิดอุตสาหกรรมชิ้นส่วนและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง แต่ก็ปฏิเสธได้ยากว่าอุตสาหกรรมเหล่านี้จะไม่ได้เกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติเพียงเพราะมีการลงทุนใน Data Center
หากบริษัทประเมินว่าผู้ผลิตในประเทศยังไม่สามารถผลิตสินค้าได้ตามมาตรฐาน คุณภาพ หรือต้นทุนที่ต้องการ การนำเข้าชิ้นส่วนจากต่างประเทศย่อมเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ากว่าการจัดหาหรือผลิตภายในประเทศ
หากพิจารณาจากมุมนี้ ควบคู่กับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่อาจตามมาจากการใช้น้ำและพลังงานไฟฟ้าในปริมาณมหาศาล ก็จะเห็นได้ว่าธุรกิจ Data Center สร้างผลกำไรให้กับกลุ่มทุนที่ถือครองที่ดินในทำเลยุทธศาสตร์และควบคุมโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานเป็นหลัก มากกว่าจะกระจายประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม
คำถามที่ตามมาก็คือ รัฐจะออกแบบและกำหนดนโยบายอย่างไรเพื่อให้การลงทุนใน Data Center สร้างประโยชน์ได้มากกว่าที่เป็นอยู่ ในปัจจุบันจะเห็นได้ว่ารัฐบาลเริ่มตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว และยอมรับว่าความพยายามที่ผ่านมาหยุดอยู่เพียงการดึงดูดการลงทุนผ่านการมอบสิทธิประโยชน์ของ BOI โดยขาดกลไกกำกับดูแลที่เป็นระบบ
จึงนำมาสู่การจัดตั้ง “ซูเปอร์บอร์ด” ในรูปของคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซนเตอร์ ซึ่งประกอบด้วย รองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายเป็นประธาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลฯ มหาดไทย และพลังงาน เป็นรองประธาน พร้อมด้วยปลัดกระทรวง
เลขาธิการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ควบคู่ไปกับการประกาศปรับเกณฑ์การพิจารณาสิทธิประโยชน์ของให้ครอบคลุมรอบด้านมากขึ้น
แม้จะเป็นเจตนารมณ์ที่ดี แต่แนวทางดังกล่าวยังมีปัญหาอย่างน้อยสองประการ 1.เกณฑ์ที่ประกาศออกมายังคงเป็นเพียงกรอบบนกระดาษ นอกเหนือจากเป้าหมายด้านการรักษาความมั่นคงทางพลังงาน การจัดสรรทรัพยากรน้ำอย่างเป็นธรรม และการควบคุมผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว เป้าหมายทางเศรษฐกิจกลับไม่ได้ถูกระบุไว้อย่างชัดเจนในตัวระเบียบ
แม้ภาครัฐจะสื่อสารต่อสาธารณะถึงความต้องการส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา การเชื่อมโยงกับซัพพลายเชนภายในประเทศ และการสร้างงานทักษะสูงก็ตาม รัฐบาลระบุเพียงว่าจะนำเป้าหมายเหล่านี้มาใช้ประกอบการพิจารณา แต่ยังไม่ได้อธิบายว่าจะใช้กลไกใดในการผลักดันให้เกิดผลตามที่ต้องการ
ช่องว่างดังกล่าวนำไปสู่คำถามสำคัญอย่างน้อยสองข้อ ข้อแรก ใครจะเป็นผู้กำหนดว่า “ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม” หมายถึงอะไร และต้นทุนด้านใดบ้างที่จะถูกนำมาคำนวณในการประเมินความคุ้มค่า ข้อสอง เมื่อเป้าหมายเหล่านี้ถูกแปลงเป็นเกณฑ์บังคับใช้จริง เกณฑ์ดังกล่าวจะตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงและข้อจำกัดของเศรษฐกิจไทยมากน้อยเพียงใด
เพราะท้ายที่สุดแล้ว จะมีสักกี่เจ้าที่สามารถตอบโจทย์เหล่านี้ได้ หากคอขวดที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ความเต็มใจของนักลงทุน แต่อยู่ที่ศักยภาพและความพร้อมของฐานอุตสาหกรรมและแรงงานไทยเอง
2.ปัญหาความล่าช้า เพราะในทางปฏิบัติ คณะกรรมการชุดนี้มิได้มีอำนาจอนุมัติหรือกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ได้โดยตรง หากแต่ต้องประชุมเพื่อจัดทำข้อเสนอ ก่อนเสนอต่อคณะรัฐมนตรี จากนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงจะนำมติดังกล่าวไปปฏิบัติ กว่ากระบวนการทั้งหมดจะครบวงจร โครงการจำนวนไม่น้อยย่อมเดินหน้าไปไกลแล้ว
ข้อจำกัดทั้งสองประการนี้ย่อมก่อให้เกิดความไม่แน่นอน ซึ่งกลายเป็นต้นทุนของการลงทุน เพราะไม่อาจคาดการณ์ได้ว่ากฎเกณฑ์ในการกำกับดูแลจะออกมาในรูปใดและเมื่อไหร่
ขณะเดียวกัน เวลาก็ไม่ได้อยู่ข้างประเทศไทย ในการแข่งขันที่ความเร็วในการเปิดใช้งานเป็นปัจจัยสำคัญ ความได้เปรียบเชิงทำเลย่อมมีความหมายน้อยลง หากโครงการต้องรอกระบวนการกำหนดกติกาที่ยังไม่มีความชัดเจน
รัฐบาลจึงเสี่ยงตกอยู่ในสถานะที่อาจเสียทั้งสองทาง คือไม่สามารถกำกับดูแลโครงการที่อนุมัติไปแล้วให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ ขณะเดียวกันก็สร้างความลังเลให้กับการลงทุนรอบใหม่ที่ยังมาไม่ถึง



