วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

'สภาพัฒน์’ ชี้โอกาสลงทุนรอบใหญ่ หนุนไทยต่อยอดดาต้าเซนเตอร์สู่ 'เอไอแชมเปียน'

‘สภาพัฒน์’ เผยลงทุนเอกชนพุ่งสูงสุดในรอบ 14 ปี เม็ดเงินลงทุนจริงทะลุ 5 แสนล้าน จากการเติบโตในหลายอุตสาหกรรมไม่ใช่แค่ดาต้าเซนเตอร์ ชงรัฐบาลเร่งปรับยุทธศาสตร์ดึงดาต้าเซนเตอร์สร้างมูลค่าเพิ่ม หนุนสร้าง "AI Champion" ต่อยอดสู่อุตสาหกรรมอนาคต ชี้เศรษฐกิจไทยปีนี้พ้นจุดต่ำสุด ชูจุดแข็งไทย "Safe Zone" ดึงเม็ดเงินลงทุนโลก

KEY POINTS

  • เลขาธิการสภาพัฒน์ เปิดเผยว่าการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวสูงสุดในรอบ 14 ปี โดยเฉพาะในกลุ่มดาต้าเซนเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์ต้นน้ำ ซึ่งเป็นฐานสำคัญในการรองรับเทคโนโลยี AI
  • สภาพัฒน์ ตั้งเป้าให้การลงทุนดาต้าเซนเตอร์เป็นโครงสร้างพื้นฐานเพื่อต่อยอดสู่ธุรกิจบริการคลาวด์ และการพัฒนา AI เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจ
  • เสนอแนวคิดสร้าง "AI Champion" ของไทย ผ่านการสนับสนุนธุรกิจ, ส่งเสริมการลงทุนเซมิคอนดักเตอร์ในประเทศ และผลักดันให้ผู้ลงทุนรายใหญ่ถ่ายทอดความเชี่ยวชาญให้บุคลากรไทย

วันนี้ (27 ส.ค.69) ในงาน KT Dialogue New Horizon หัวข้อ “Thailand Investment Playbook”  จัดโดย “กรุงเทพธุรกิจ” นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวในหัวข้อ The Future Investment Blueprint: Seizing Opportunities in AI and High-Tech Industries พิมพ์เขียวลงทุนแห่งอนาคต: โอกาสยุค AI และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชั้นสูงว่าทิศทางการลงทุนของประเทศไทย ในปัจจุบันกำลังเห็นสัญญาณการขยายตัวของการลงทุนภาคเอกชนอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2567 โดยล่าสุดในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ พบว่าการลงทุนภาคเอกชนเติบโตมากกว่า 13% สูงสุดในรอบ 14 ปี ซึ่งการลงทุนดังกล่าวไม่ได้จำกัดเพียงแค่กลุ่มอุตสาหกรรมดาต้าเซนเตอร์ ( Data Center) เท่านั้นแต่ยังรวมถึงอุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่ได้รับการส่งเสริมในช่วงก่อนหน้า โดยเฉพาะในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ต้นน้ำ เช่น การผลิตแผ่นวงจรพิมพ์ (PCB) และการออกแบบชิป (Chip Design) ซึ่งจะเป็นฐานสำคัญในการรองรับเทคโนโลยี AI ในอนาคต

'สภาพัฒน์’ ชี้โอกาสลงทุนรอบใหญ่ หนุนไทยต่อยอดดาต้าเซนเตอร์สู่ 'เอไอแชมเปียน'

โดยการลงทุนในปัจจุบันเริ่มเปลี่ยนผ่านจากการก่อสร้างโรงงานไปสู่ขั้นตอนการนำเข้าเครื่องจักร และอุปกรณ์เพื่อติดตั้งเตรียมการผลิต  โดยตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา มีเม็ดเงินลงทุนจริงที่เกิดขึ้นจากการส่งเสริมการลงทุนแล้วประมาณ 5 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากมาตรการกระตุ้น ของรัฐบาลที่จูงใจให้ผู้ประกอบการเร่งการลงทุนจริงให้เร็วขึ้น

อย่างไรก็ตามประเทศไทยยังมีความท้าทายในเรื่องความลึกของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ที่ยังไม่เพียงพอ ทำให้ต้องนำเข้าวัตถุดิบสูง ส่งผลให้ปัจจุบันไทยยังเสียเปรียบดุลการค้าในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ AI เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ที่มีฐานการผลิตต้นน้ำที่เข้มแข็งกว่า

'สภาพัฒน์’ ชี้โอกาสลงทุนรอบใหญ่ หนุนไทยต่อยอดดาต้าเซนเตอร์สู่ 'เอไอแชมเปียน'
ในส่วนของการลงทุน Data Center ที่เพิ่มขึ้นในประเทศไทยนั้นเลขาธิการสภาพัฒน์ กล่าวว่า ภาครัฐมีนโยบายในการสนับสนุนในโครงการที่มีการสร้างผลประโยชน์ให้กับเศรษฐกิจ แต่ต้องมีการกำหนดเงื่อนไขการส่งเสริมอย่างเหมาะสมเนื่องจากมีข้อมูลว่าธุรกิจนี้ใช้ทรัพยากรสาธารณะสูง ทั้งไฟฟ้า และน้ำ ซึ่งอาจกระทบต่อภาคส่วนอื่น

โดยเป้าหมายสำคัญคือ การทำให้ Data Center เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่นำไปสู่การสร้างธุรกิจต่อเนื่อง เช่น บริการคลาวด์ (Cloud) และการพัฒนา AI เพื่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มในระบบเศรษฐกิจอย่างแท้จริง แทนที่จะเป็นเพียงการเข้ามาตั้งศูนย์ข้อมูลเพื่อใช้งานเพียงอย่างเดียว ประเทศไทยมีบุคลากรที่มีความสามารถด้าน AI แต่ยังขาดการสนับสนุนที่เพียงพอ ทำให้เกิดภาวะสมองไหล สศช. จึงมีแนวคิดที่จะเสนอรัฐบาลสร้าง และพัฒนา "AI Champion" ของไทย ผ่านแนวทางต่างๆ  ได้แก่

1.ด้านธุรกิจ รัฐบาลควรพิจารณาจัดตั้ง “Venture Facility” เพื่อสนับสนุนบริษัท AI ของไทยให้สามารถสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลก โดยเฉพาะในกลุ่มการแพทย์ โลจิสติกส์ และการบริการ

2.ด้านเทคโนโลยี ควรมีการส่งเสริมการลงทุนในอุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์ และชิปในประเทศ เพื่อสนับสนุนระบบนิเวศของธุรกิจ AI

3.ด้านบุคลากร ต้องมีการเตรียมความพร้อมรองรับเทคโนโลยี ในอนาคต เช่น ควอนตัม (Quantum Computing) ที่จะเข้ามามีบทบาทต่อจาก AI ในอีกไม่เกิน 5 ปีข้างหน้า

นอกจากนี้ สศช. ยังเตรียมหารือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อกำหนดเงื่อนไขให้กลุ่มผู้ลงทุนรายใหญ่ (Hyperscalers) มีการถ่ายทอดความเชี่ยวชาญ (Expertise Sharing) ให้กับบุคลากรไทยมากขึ้น เพื่อยกระดับประเทศไทยจากการเป็นเพียงผู้ใช้งาน มาเป็นผู้สร้างมูลค่าเพิ่มในเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างยั่งยืน

สำหรับสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันว่าเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และมีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้นทำให้ สศช.ปรับคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจในปีนี้มาอยู่ที่ 2.2% จากเดิม 2%

“ในไตรมาสที่ 2 จีดีพีขยายตัวได้ 1.9% ซึ่งสูงกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ที่ 1.5% โดยได้รับแรงหนุนจากการส่งออกและการลงทุนที่เพิ่มขึ้น สศช. จึงปรับประมาณการ การเติบโตทางเศรษฐกิจทั้งปี 2567 ขึ้นมาอยู่ที่ค่ากลางที่ 2.2%” นายดนุชา กล่าว

นอกจากนี้ปัจจัยสำคัญนอกจากเศรษฐกิจไทยยังขยายตัวต่อเนื่องอีกสิ่งสำคัญคือ ประเทศไทยยังคงรักษาอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ในสายตาของสถาบันจัดอันดับความน่าถือไว้ได้ โดยสิ่งสำคัญคือ การที่ประเทศไทยดำเนินการตามนโยบายที่ประกาศไว้จริง โดยเฉพาะการบริหารจัดการงบประมาณภาครัฐที่มีการปรับลดงบประมาณหน่วยงานราชการลงไม่น้อยกว่า 30% เพื่อลดการขาดดุลงบประมาณ และควบคุมตัวชี้วัดต่างๆ ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติว่ารัฐบาลมีความจริงจังในการรักษาวินัยทางการคลัง

นอกจากนี้ในปัจจุบันประเทศไทยถูกมองว่าเป็นพื้นที่ปลอดภัย (Safe Zone) ท่ามกลางความไม่แน่นอนในหลายภูมิภาคทั่วโลก ส่งผลให้เกิดแนวโน้มการย้ายฐานการลงทุนที่นอกเหนือจากภาคอุตสาหกรรมเดิม โดยเฉพาะการจัดตั้งสำนักงานใหญ่ (Headquarter) และสำนักงานใหญ่ด้านดิจิทัล (Digital Headquarter) เนื่องจากนักลงทุนมองหาแหล่งลงทุนที่มีความมั่นคงและปลอดภัยในระยะยาว ซึ่งในเรื่องนี้เป็นโอกาสของประเทศไทยที่สำคัญเช่นกัน

เลขาธิการ สศช.กล่าวด้วยว่าแม้ภาพรวมเรื่องเศรษฐกิจจะมีปัจจัยบวก แต่ยังคงต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงจากภายนอก โดยเฉพาะ สถานการณ์ที่ไม่คาดคิด (Unexpected Shocks) หรือการเปลี่ยนแปลงนโยบายอย่างกะทันหันของผู้นำประเทศมหาอำนาจที่อาจกระทบต่อเศรษฐกิจโลก ทั้งนี้หากไม่มีปัจจัยลบที่รุนแรงในปีนี้ คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะยังคงเติบโตได้อย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งหลังของปีตามเป้าหมายที่วางไว้

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์