เมื่อคุณเดินผ่านแผงปลาในตลาดสดแล้วสะดุดตากับป้ายราคา “ปลาหมอคางดำ” กิโลกรัมละ 20 บาท เสียงถกเถียงในหัวมักจะเริ่มต้นขึ้นทันที ฝั่งหนึ่งร้องเตือนว่า “อย่าซื้อ กินไม่ได้อันตราย!” แต่อีกฝั่งก็แย้งขึ้นมาว่า “กินได้สิ ไม่อันตรายหรอก”
ท่ามกลางกระแสข่าวสารและคลิปวิดีโอในโลกออนไลน์ที่โหมกระหน่ำแชร์ต่อกันนับพันครั้ง คำถามเรียบง่ายจึงกลับกลายเป็นความสับสนก้อนใหญ่ของสังคมว่า ตกลงแล้วเราควรเชื่อข้อมูลชุดใดกันแน่
ในยุคที่ข่าวสารแพร่สะพัดรวดเร็ว สิ่งที่น่ากลัวที่สุดอาจไม่ใช่ตัว “ปลาหมอคางดำ” ที่กำลังแหวกว่ายอยู่ในแหล่งน้ำธรรมชาติ แต่มันคือการที่สังคมด่วนตัดสินใจจากอารมณ์ความรู้สึกและความกลัว โดยปราศจากการตรวจสอบข้อเท็จจริงให้รอบด้านเสียก่อน
ความจริงที่สังคมไทยยังคงสับสนและต้องทำความเข้าใจใหม่โดยด่วน คือการแยกแยะระหว่าง “วิกฤตทางนิเวศ” กับ “ความปลอดภัยด้านอาหาร” ให้ขาดจากกันอย่างสิ้นเชิง
ในมิติสิ่งแวดล้อม ผลกระทบจากการรุกรานของชนิดพันธุ์ต่างถิ่นคือความจริงเชิงประจักษ์ที่ปฏิเสธไม่ได้ การแพร่พันธุ์อย่างรวดเร็ว การแย่งชิงทรัพยากร และการทำลายระบบนิเวศแหล่งน้ำพื้นถิ่น ล้วนสร้างความเสียหายต่อความหลากหลายทางชีวภาพได้กว้างขวางซึ่งประเด็นนี้คือวิกฤตระดับชาติที่จำเป็นต้องได้รับการกำจัดและควบคุมจำนวนอย่างจริงจังและต่อเนื่อง
ทว่า ในมิติของผู้บริโภค สถานะทางนิเวศกับความปลอดภัยด้านอาหารคือคนละเรื่องกัน การที่ปลาชนิดหนึ่งสร้างแรงกระแทกเชิงลบต่อธรรมชาติ ไม่ได้แปลว่าเนื้อของมันจะปนเปื้อนสารเคมี โลหะหนัก หรือเชื้อโรคอันตรายโดยอัตโนมัติ การชี้วัดความปลอดภัยบนโต๊ะอาหารจำเป็นต้องอาศัยเกณฑ์มาตรฐานการผลิตและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่จำเพาะเจาะจง ซึ่งต้องไม่นำมาปะปนกับสถานะการแพร่ระบาดในระบบนิเวศ
การแยกแยะประเด็นเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อลดทอนความรุนแรงของปัญหา หากแต่เป็นการปลดล็อกให้สังคมก้าวไปสู่ทางออกที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพราะตราบใดที่ยังมีความเข้าใจผิด สังคมย่อมหลงทางและตกอยู่ในวังวน
บทเรียนสากลจากนานาประเทศสะท้อนตรงกันว่า เมื่อการกวาดล้างสัตว์รุกรานให้หมดสิ้นไปจากธรรมชาติเป็นเรื่องทำได้ยาก ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการจึงต้องเดินหน้าแบบคู่ขนาน นั่นคือ การควบคุมประชากร ควบคู่กับการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่จับได้อย่างเหมาะสม
การนำปลามาแปรรูปไม่ได้หมายความว่าปัญหาทั้งหมดได้รับการคลี่คลายแล้ว ในทำนองเดียวกัน การบริหารจัดการประชากรก็ไม่ได้แปลว่าเราเมินเฉยต่อการฟื้นฟูธรรมชาติ ทั้งสองแนวทางต้องขับเคลื่อนไปพร้อมกันภายใต้บรรทัดฐานของวิทยาศาสตร์
ขณะเดียวกัน ปมปัญหาเรื่องต้นตอของการแพร่ระบาดและความรับผิดชอบที่ตามมา จำเป็นต้องถูกคลี่คลายผ่านกระบวนการยุติธรรม โดยข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ต้องถูกขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ขณะที่ข้อพิพาททางกฎหมายต้องถูกตัดสินด้วยพยานหลักฐานในชั้นศาล
การปล่อยให้กระแสสังคมเข้าครอบงำกระบวนการพิจารณาคดีมีแต่จะสร้างความบิดเบือน การแยกแยะสองสิ่งนี้ออกจากกันอย่างเด็ดขาด จึงเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้ทุกภาคส่วนเดินหน้าได้อย่างเที่ยงธรรม
คำถามที่สังคมไทยต้องร่วมกันขบคิดในวันนี้ อาจไม่ใช่แค่ว่าปลาหมอคางดำรับประทานได้หรือไม่ แต่คือเราจะทำอย่างไรให้การตัดสินใจของส่วนรวมถูกขับเคลื่อนด้วยข้อมูลที่รอบด้าน มากกว่าความกลัว และขับเคลื่อนการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมด้วยความรู้ แทนที่จะปล่อยให้กระแสสังคมเป็นตัวชี้นำ เพราะเมื่อข้อเท็จจริงกระจ่างชัด การตัดสินใจของสังคมย่อมมั่นคง และนั่นคือจุดเริ่มต้นเดียวที่จะนำพาเราไปสู่ทางออกที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง



