วันอังคาร ที่ 1 กันยายน 2569

Login
Login

ปตท. กางยุทธศาสตร์ 3 เสา ชะลอโรงงานใหม่ ดัน LNG Trading สู้สงครามการค้า

ปตท. กางแผนฝ่าความผันผวนพลังงานโลก ชู 3 เสาหลัก ลุยธุรกิจ "ต้นน้ำ-โครงสร้างพื้นฐาน-ก๊าซธรรมชาติ" ลดลงทุนโรงงานใหม่ ผนึกพันธมิตรฟื้นปิโตรเคมี ย้ำไทยยังต้องพึ่งก๊าซอีก 20-30 ปี

KEY POINTS

  • ปตท.เปิดเผยยุทธศาสตร์หลักที่สร้างกำไรมาจาก 3 เสาหลัก ได้แก่ ธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม, ธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น และธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ (Trading)
  • ปรับกลยุทธ์การลงทุนโดยจะลดน้ำหนักการสร้างโรงงานใหม่ เนื่องจากใช้เวลาพัฒนานาน และมีความเสี่ยงสูงจากสงครามการค้า และความผันผวนของตลาด
  • เร่งขยายธุรกิจการค้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG Trading) ในตลาดโลก ตั้งเป้าขยายพอร์ตโฟลิโอเป็น 15 ล้านตันภายในปี 2578 เพื่อสร้างการเติบโต และบริหารความเสี่ยง
  • สำหรับธุรกิจปิโตรเคมี และการกลั่น ใช้กลยุทธ์ Project Genesis ดึงพันธมิตรระดับโลกมาร่วมลงทุนเพื่อเสริมความแข็งแกร่ง แทนการลงทุนสร้างโรงงานใหม่เอง

สถานการณ์พลังงานโลกที่ผันผวนจากทั้งปัจจัยพื้นฐานด้านอุปสงค์-อุปทาน นโยบายของประเทศมหาอำนาจ และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ กำลังเปลี่ยนโจทย์ธุรกิจพลังงานจากการ “เร่งลงทุนเพื่อการเติบโต” ไปสู่การลงทุนที่ต้องคำนึงถึงความมั่นคง ความยืดหยุ่น และความคุ้มค่าของเงินทุนมากขึ้น

สำหรับประเทศไทยซึ่งยังพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศในระดับสูง ภารกิจของบริษัทพลังงานแห่งชาติอย่าง บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) จึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการสร้างผลตอบแทน แต่ต้องทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เพื่อให้ประเทศมีพลังงานเพียงพอในทุกสถานการณ์

ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ประเทศไทยนำเข้าน้ำมันดิบสูงถึง 90% และนำเข้าก๊าซธรรมชาติเกือบ 40% ส่งผลให้การสร้างความมั่นคงด้านพลังงานมีต้นทุน และภาระในการบริหารความเสี่ยงสูง แต่ท่ามกลางความผันผวนดังกล่าว ปตท. ยังสามารถรักษาผลประกอบการได้ดี โดยครึ่งปีแรกของปี 2569 มีกำไรสุทธิ 78,263 ล้านบาท

โดยโครงสร้างกำไรหลักมาจาก 3 เสาหลัก ได้แก่ ธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมของ ปตท.สผ. ธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น และธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ หรือ Trading 

สำหรับธุรกิจสำรวจ และผลิตปิโตรเลียม แม้ไตรมาสแรกจะเผชิญแรงกดดันจากโครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติที่ปรับตัวล่าช้ากว่าราคาน้ำมัน หรือ Price Delay เนื่องจากสัดส่วนการผลิตของ ปตท.สผ. เป็นก๊าซธรรมชาติประมาณ 70% และน้ำมันดิบ 30% แต่ไตรมาส 2 ผลการดำเนินงานปรับตัวดีขึ้นตามทิศทางราคาพลังงานโลก

ส่วนธุรกิจปิโตรเคมี และการกลั่นสามารถฟื้นตัวจากช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเผชิญภาวะขาดทุนสะสม โดยได้แรงหนุนจากค่าการกลั่น และส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ หรือ Margin ที่ปรับตัวดีขึ้นจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และข้อจำกัดด้านการขนส่ง ขณะที่จีนเผชิญข้อจำกัดด้านวัตถุดิบน้ำมันดิบ และลดกำลังการผลิตลง ส่งผลให้อุปทานในตลาดโลกลดลง และโรงกลั่นไทยสามารถเดินเครื่องได้เต็มกำลังมากขึ้น

ขณะที่ธุรกิจ Trading สามารถสร้างส่วนต่างกำไรจากการซื้อขายได้ดีในไตรมาส 2 ซึ่งเป็นช่วงที่ตลาดพลังงานโลกมีความผันผวนสูง

ปตท. กางยุทธศาสตร์ 3 เสา ชะลอโรงงานใหม่ ดัน LNG Trading สู้สงครามการค้า  

MissionX กดต้นทุน ยอดประหยัดทะลุ 2 หมื่นล้าน

กลุ่ม ปตท. เร่งสร้างความแข็งแรงจากภายใน ยกระดับผลการดำเนินงาน และสร้างมูลค่าเพิ่มจากความร่วมมือภายในกลุ่ม ปตท. กว่า 8,700 ล้านบาท ผ่าน Profit Enhancement Initiatives ซึ่งประกอบด้วย โครงการ MissionX  พร้อมทั้งขับเคลื่อน Digital Transformation ผ่านโครงการ AXIS มุ่งเน้นการนำ Digital Tools และ AI มาประยุกต์ใช้ในการทำงาน 

นอกจากนี้ ยังเดินหน้าเสริมความร่วมมือด้าน Supply Chain และ Marketing ทั้งใน และต่างประเทศผ่านโครงการ P1 และ D1 ควบคู่กับการดำเนินงานด้าน Financial Excellence (F1) เพื่อรักษาวินัยทางการเงิน และบริหารกระแสเงินสดของกลุ่ม ปตท. อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการเติบโตอย่างยั่งยืน และสร้างผลตอบแทนที่ดีแก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว ตลอดจนรักษาอันดับความน่าเชื่อถือในระดับที่เทียบเท่าระดับประเทศ ส่งผลให้สามารถรักษาเสถียรภาพพลังงาน และขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโต

"ยอดประหยัดเงินสะสมตลอดเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นมากกว่า 20,000 ล้านบาท จากในอดีตที่มาตรการปรับปรุงประสิทธิภาพภายในช่วยหนุนกำไรเพียงปีละประมาณ 2,000-3,000 ล้านบาท" 

ทั้งนี้ กลุ่ม ปตท. สนับสนุนมาตรการภาครัฐ และบรรเทาผลกระทบด้านราคาพลังงานต่อภาคประชาชน โดยมูลค่าการสนับสนุนมาตรการภาครัฐที่ประเมินได้ประมาณ 17,500 ล้านบาท โดยคิดเป็นสัดส่วนของ ปตท. กว่า 8,500 ล้านบาท

Project Genesis ดึง Global Champion พยุงปิโตรเคมี

หนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญคือ Project Genesis ซึ่ง ปตท. เตรียมดึงพันธมิตรต่างชาติระดับ Global Champion เข้ามาร่วมลงทุนในธุรกิจปิโตรเคมี และการกลั่น โดยยังคงให้ ปตท. เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ และควบคุมบริษัท Flagship ในกลุ่ม

สำหรับโจทย์ของการหาพันธมิตรไม่ได้อยู่ที่การหาเงินทุนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเป็นพันธมิตรที่แข็งแกร่งกว่า และสามารถเติมเต็มจุดอ่อนของ ปตท. โดยเฉพาะการเพิ่ม Margin ลดการแข่งขัน และเสริมขีดความสามารถในการแข่งขัน การเจรจากับพันธมิตรต่างชาติอยู่ภายใต้บริบทที่บริษัทพลังงานทั่วโลกกำลังทบทวน Capital Allocation ใหม่จากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่บางรายเริ่มมองเอเชียเป็นพื้นที่ ที่มีความมั่นคงมากขึ้น

"ปัจจัยที่ต้องรอความชัดเจนคือ ทิศทางนโยบายการปรับโครงสร้างราคาพลังงานของไทย เพราะมีผลโดยตรงต่อการประเมินความคุ้มค่าการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ"

แม้ปิโตรเคมีอาจฟื้นตัวได้ในช่วง 1-2 ปี แต่ปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินจากจีนยังเป็นแรงกดดันระยะยาว ทำให้การมีพันธมิตรที่เหมาะสมเป็นหนึ่งในเครื่องมือบริหารความเสี่ยงของอุตสาหกรรม

ปตท. กางยุทธศาสตร์ 3 เสา ชะลอโรงงานใหม่ ดัน LNG Trading สู้สงครามการค้า  

รุก LNG Trading ต่างประเทศ ตั้งเป้า 15 ล้านตันปี 2578

อีกขาธุรกิจที่ ปตท. เร่งสร้างการเติบโตคือ LNG Trading โดยใช้ความเชี่ยวชาญด้านก๊าซธรรมชาติ และเครือข่ายการค้าระหว่างประเทศขยายธุรกิจจากตลาดไทยสู่ตลาดโลก ตั้งเป้าขยาย LNG Portfolio ปริมาณ 3.7 ล้านตัน ภายในปี 2569 และขยายให้ได้ 10 ล้านตัน และ 15 ล้านตัน ภายในปี 2573 และ 2578 ตามลำดับ 

ทั้งนี้ ก๊าซธรรมชาติจะมีบทบาทสำคัญในการรักษาเสถียรภาพของระบบพลังงาน ในขณะที่ทั่วโลกอยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดรวมถึงประเทศไทย ซึ่งในวันที่ 14 – 17 ก.ย.นี้ ประเทศไทยได้รับโอกาสแสดงศักยภาพบนเวทีพลังงานโลก โดย ปตท. ร่วมกับกระทรวงพลังงาน และพันธมิตรภาครัฐ และเอกชน เป็นเจ้าภาพจัดงาน Gastech 2026 เวทีแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงนโยบายระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ 

กลยุทธ์สำคัญคือ การจัดหา LNG จากแหล่งต้นทุนแข่งขันได้ เช่น สหรัฐ และตะวันออกกลาง แล้วนำไปจำหน่ายให้กับตลาดเอเชียที่มีความต้องการสูง ซึ่งการเพิ่ม Volume จะช่วยสร้างความยืดหยุ่นในการบริหารความเสี่ยงด้านราคา และเพิ่มโอกาสสร้าง Margin ในตลาดต่างประเทศ

ในอีกด้าน ปตท. ยังต้องประเมินระหว่างการเข้าไปลงทุนในแหล่งผลิต LNG กับการซื้อขายโดยตรง หากการซื้อ LNG ให้ต้นทุนใกล้เคียงกับการลงทุนแต่ใช้เงินทุนน้อยกว่า บริษัทก็พร้อมเลือกการซื้อแทนการลงทุน เพื่อรักษาประสิทธิภาพของเงินทุน

ขณะเดียวกัน หากลูกค้าในต่างประเทศต้องการให้ ปตท. ร่วมลงทุนใน LNG Terminal เพื่อแลกกับสัญญารับซื้อขั้นต่ำ ก็จะพิจารณาเป็นรายกรณีตามความคุ้มค่า โดยขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษาโอกาสทั้งฝั่ง Supply เช่น สหรัฐ และฝั่ง Demand เช่น จีน เกาหลี และยุโรป 

ลงทุน 1 ล้านล้าน เน้นต้นน้ำ-โครงสร้างพื้นฐาน

แผนลงทุนของกลุ่ม ปตท. ในช่วง 5 ปี  (2569-2573) รวมกว่า 1 ล้านล้านบาท โดยเน้น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ ธุรกิจต้นน้ำ โครงสร้างพื้นฐาน และโครงการที่มีความจำเป็นต่อระบบพลังงานของประเทศ อาทิ ธุรกิจสำรวจ และผลิตปิโตรเลียมผ่าน ปตท.สผ. ทั้งการสำรวจ การลงทุนจริง และการควบรวม และซื้อกิจการ หรือ M&A, โครงสร้างพื้นฐานด้านก๊าซ และน้ำมัน ทั้งระบบท่อส่งก๊าซ การนำเข้า LNG การขยายโครงสร้างพื้นฐานก๊าซธรรมชาติ และโครงการพลังงานสะอาด (CFP) ของไทยออยล์ เป็นต้น

"การลงทุนเฉพาะ ปตท. ช่วง 1 ปีอยู่ที่ประมาณ 25,000 ล้านบาท การลงทุนโรงงานใหม่จะลดน้ำหนักลง เพราะโครงการประเภทนี้ใช้เวลาพัฒนา 3-4 ปี และเผชิญความเสี่ยงจากสงครามการค้า หากสร้างเสร็จแล้วตลาดเปลี่ยน อาจเกิดความเสี่ยงด้านการจำหน่าย จึงต้องพิจารณาเป็นรายโครงการ หรือ Case-by-case"

ปตท. กางยุทธศาสตร์ 3 เสา ชะลอโรงงานใหม่ ดัน LNG Trading สู้สงครามการค้า

รับ PDP 2026 ย้ำ “ก๊าซ” ยังจำเป็น แม้สัดส่วนลด

หนึ่งในโจทย์สำคัญของธุรกิจ ปตท. คือ การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานไทย โดยเฉพาะร่างแผน PDP 2026 ที่มีแนวโน้มเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน และลดสัดส่วนก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้า ซึ่งการลดสัดส่วนก๊าซธรรมชาติควรพิจารณาในเชิงเปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับพลังงานประเภทอื่น ไม่ได้หมายความว่าปริมาณการใช้ก๊าซในเชิง Absolute Value จะลดลง เพราะความต้องการใช้พลังงานของประเทศ และโลกยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

ดังนั้น ก๊าซธรรมชาติยังคงมีบทบาทเป็น Transition Fuel ที่ช่วยสร้างความมั่นคงให้ระบบพลังงาน ขณะที่ประเทศไทยยังจำเป็นต้องพึ่งพาก๊าซธรรมชาติไปอีกอย่างน้อย 20-30 ปี ปตท. จึงเดินหน้าจัดหาก๊าซทั้งจากแหล่งในประเทศ และ LNG นำเข้า เพื่อให้มี Supply เพียงพอรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้า และภาคอุตสาหกรรม

นอกจากความมั่นคงด้านพลังงานแล้ว ปตท. ยังมีบทบาทต่อระบบเศรษฐกิจผ่านอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 5% ของ GDP ประเทศ โดยในช่วงที่อุตสาหกรรมปิโตรเคมีเอเชียเผชิญปัญหากำลังการผลิตส่วนเกิน โรงงานในภูมิภาคกว่า 70% ต้องลดกำลังการผลิตลงเหลือประมาณ 60% เพื่อรับมือกับภาวะเศรษฐกิจ และตลาดที่อ่อนแอ แต่กลุ่ม ปตท. เลือกเดินเครื่องโรงงานเต็มกำลังอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาการจ้างงาน และช่วยพยุงระบบเศรษฐกิจในภาพรวม 

ค่าการกลั่น นโยบายรัฐ ตัวแปรลงทุน

อีกความเสี่ยงที่ ปตท. ต้องติดตามคือ ทิศทางนโยบายรัฐ โดยเฉพาะแนวคิดการนำส่วนต่างราคาน้ำมันหรือค่าการกลั่นมาช่วยลดภาระประชาชน ซึ่งประเด็นดังกล่าวมีผลต่อจิตวิทยาการลงทุน และการตัดสินใจของนักลงทุนต่างประเทศ บริษัทจึงต้องทำงานคู่ขนานทั้งการสร้างความเข้าใจกับภาครัฐเกี่ยวกับผลกระทบต่อธุรกิจ และการลงทุน และการสื่อสารกับนักลงทุนต่างประเทศให้เข้าใจบริบทของไทย 

ขณะเดียวกัน ปตท. เตรียมรับมือความไม่แน่นอนด้วยการทำ Stress Test ทั้งกรณีดีที่สุด และแย่ที่สุด เพื่อประเมินความสามารถในการรับแรงกระแทกจากสถานการณ์ต่างๆ ซึ่งบริษัทประเมินว่าความไม่แน่นอนด้านนโยบายอาจลากยาวไปถึงปีหน้า

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์