background-default

วันเสาร์ ที่ 17 มกราคม 2569

Login
Login

'คงกระพัน' รีเซ็ต ปตท. ขายธุรกิจไม่ทำกำไร ปั้นโครงสร้างพื้นฐานโตยั่งยืน

'คงกระพัน' รีเซ็ต ปตท. ขายธุรกิจไม่ทำกำไร ปั้นโครงสร้างพื้นฐานโตยั่งยืน

บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเกมรุกปรับโครงสร้างพอร์ตโฟลิโอครั้งใหญ่ เดินหน้าแผนยุทธศาสตร์สร้างความแข็งแกร่งจากภายใน (Asset Monetization) “ไล่ปิด-ขายทิ้ง” บริษัทย่อยที่ไร้กิจกรรมและไม่สร้างผลตอบแทนอย่างเด็ดขาด อาทิ ธุรกิจถ่านหินและธุรกิจที่ไม่ใช่แกนหลัก เผยตัวเลขการขายหุ้นธุรกิจอีวีบริษัทย่อยของ “อรุณ พลัส“ มูลค่ากว่า 83 ล้านบาท

พร้อมปรับทัพธุรกิจ Life Science สู่โมเดล “Self-funding” ลดภาระแม่ ล่าสุดไฟเขียว Lotus ทุ่มเงินกว่า 2 หมื่นล้านบาท เทคโอเวอร์ "Alvogen US" ขยายฐานตลาดโลก ขณะที่ฝั่งโครงสร้างพื้นฐานรวมศูนย์ทรัพย์สินดัน "PTT Tank" ขึ้นแท่นแฟล็กชิป ย้ำชัดการผ่าตัดองค์กรครั้งนี้เพื่อสร้างผลตอบแทนยั่งยืน ไม่กระทบการดำเนินงานหลัก

ผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนแรกของปี 2568 กลุ่ม บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) มีกำไรสุทธิรวมของบริษัทและบริษัทย่อยอยู่ที่ 64,632 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ทำได้ 80,761 ล้านบาท หรือลดลง 16,129 ล้านบาท คิดเป็น 20.0%

การปรับตัวของกำไรสุทธิในงวดดังกล่าว มีสาเหตุสำคัญจากการหดตัวของผลกำไรจากการดำเนินงานก่อนหักค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ซึ่งลดลง 44,986 ล้านบาท หรือ 14.8% เมื่อเทียบกับ 9M2567 โดยปัจจัยหลักที่กดดันผลการดำเนินงานมีดังนี้

1. ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยลดลง โดยราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยใน 9 เดือนเท่ากับ 71.3 ดอลลาร์/บาร์เรล ปรับตัวลดลงจาก 81.6 ดอลลาร์/บาร์เรล ในช่วงเดียวกันของปี 2567 ส่งผลให้รายได้และมาร์จิ้นจากธุรกิจที่อิงราคาน้ำมันหดตัว

2. ค่าเงินบาทแข็งค่า โดยเฉลี่ยแข็งค่าขึ้นเป็น 33.3 บาท/ดอลลาร์ เทียบกับ 35.9 บาท/ดอลลาร์ ใน 9 เดือนของปี 2567 ทำให้รายได้และกำไรที่อ้างอิงดอลลาร์มีมูลค่าตามเงินบาทลดลงเมื่อแปลงกลับเป็นรายได้ในประเทศ

3. ผลการดำเนินงานของกลุ่มธุรกิจหลักชะลอ ทั้งกลุ่มสำรวจและผลิตปิโตรเลียม โดยผลตอบแทนลดลงตามราคาขายเฉลี่ย กลุ่มปิโตรเคมีและการกลั่น Spread ของผลิตภัณฑ์และ Market GRM อ่อนตัว และธุรกิจก๊าซธรรมชาติ ที่กำไรขั้นต้นของโรงแยกก๊าซลดลง ต่างได้รับผลกระทบจากสภาวะตลาดข้างต้น

แม้ว่าผลการดำเนินงานจากธุรกิจปกติจะอ่อนตัว แต่ กลุ่ม ปตท. ย่อยได้มีการรับรู้ รายการที่มิได้เกิดขึ้นเป็นประจำสุทธิ (ตามสัดส่วนของ ปตท.) ประมาณ 5,000 ล้านบาท ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรของบริษัทร่วมที่ได้ประโยชน์จากการซื้อกิจการในราคาต่ำกว่ามูลค่ายุติธรรม และการควบรวมโรงกลั่นของกลุ่มเชลล์ในสิงคโปร์ของ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP ซึ่งช่วยอ่อนแรงผลกระทบของกำไรจากการดำเนินงานหลักในงวดนี้

สถานะการเงินและการบริหารความเสี่ยง

ทั้งนี้ กลุ่ม ปตท. ยังคงมีฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง และมีการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนผ่านมาตรการ natural hedge ซึ่งช่วยจำกัดผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาทต่อผลการดำเนินงาน นอกจากนี้ ยังคงเดินหน้ามาตรการเพื่อสร้างผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้น เช่น โครงการซื้อหุ้นคืน (Treasury Stock) และการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล ตามกรอบนโยบายที่ประกาศก่อนหน้า

เพื่อรองรับความเสี่ยงจากสภาวะตลาดพลังงานและอัตราแลกเปลี่ยน ปตท. ดำเนินการตามแผนบริหารพอร์ตและการปรับโครงสร้างธุรกิจ (Asset Monetization) เพื่อลดการถือครองทรัพย์สินที่ไม่สร้างผลตอบแทน เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในธุรกิจที่เป็นแกนหลัก และตั้งฐาน Infrastructure Flagship (เช่น การรวมทรัพย์สินใน PTT Tank) เพื่อสร้าง Synergy และเสริมสภาพคล่องระยะยาว

นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT เปิดเผยถึงทิศทางและแผนกลยุทธ์ของกลุ่ม ปตท. ว่า ในช่วงไตรมาส 3 ปี 2568 เป็นต้นไป กลุ่ม ปตท. กำลังอยู่ในช่วงการปรับพอร์ตการดำเนินงาน (Portfolio Optimization) อย่างเข้มข้น 

ทั้งนี้ เพื่อบริหารจัดการทรัพย์สินให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และสร้างความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว โดยมุ่งเน้นการทบทวนกลยุทธ์ทั้งในธุรกิจหลัก (Hydrocarbon) และธุรกิจใหม่ (Non-Hydrocarbon) เพื่อกำจัดจุดอ่อนและเสริมสร้างจุดแข็ง

เปิดปฏิบัติการตัด “เนื้อร้าย” ปิดบริษัทไร้กิจกรรม-ขายธุรกิจนอกสายตา

ยุติ-เลิกกิจการบริษัทที่ไม่สร้างผลตอบแทน

ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ดังกล่าว กลุ่ม ปตท. ได้ดำเนินการอย่างเด็ดขาดในการยุติการลงทุนและเลิกกิจการในบริษัทย่อยที่ไม่สร้างผลตอบแทน หรือไม่มีกิจกรรมทางธุรกิจที่มีนัยสำคัญแล้ว เพื่อลดต้นทุนการบริหารจัดการและทำให้โครงสร้างกลุ่มบริษัทมีความคล่องตัวขึ้น โดยมีความเคลื่อนไหวทางการเงินและการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างที่สำคัญ ดังนี้

1. ปิดฉากธุรกิจถ่านหินถาวร เดินหน้าตามนโยบาย Coal Exit โดยอนุมัติให้ปิดบริษัท PTTIH (PTT International Holdings Limited) บริษัทย่อยที่ถือหุ้น 100% ซึ่งคาดว่าจะจดทะเบียนเลิกกิจการแล้วเสร็จภายในปี 2569

2. ขายทิ้งธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าที่ไม่ใช่แกนหลัก โดยบริษัท อรุณ พลัส โมบิลิตี้ โฮลดิ้ง จำกัด (AMH) ได้เจรจาขายเงินลงทุนหุ้นสามัญทั้งหมด 50.001% ในบริษัท นีโอ โมบิลิตี้ เอเชีย จำกัด (NMA) ให้กับกลุ่มมิลเลนเนียม กรุ๊ป (MGC-Asia Greentech) โดยมี มูลค่าการซื้อขายรวมทั้งสิ้น 83,000,055.33 บาท ส่งผลให้ NMA พ้นสภาพการเป็นบริษัทย่อยของกลุ่ม ปตท. ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2568

3. ยุบรวม-เลิกกิจการบริษัทย่อยหลายแห่ง กลุ่ม ปตท. ได้ดำเนินการจดทะเบียนเลิกกิจการและชำระบัญชีกลุ่มบริษัทย่อยที่หมดภารกิจแล้ว อาทิ บริษัท อินโนโพลีเมด จำกัด (IMD) ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนกับ IRPC (ปตท.ถือ 40%) มีทุนจดทะเบียน 282 ล้านบาท คาดเลิกกิจการเสร็จในปี 2568 และบริษัท สปอร์ต เซอร์วิสเซส อัลไลแอนซ์ จำกัด (SSS) มี ทุนจดทะเบียน 5 ล้านบาท จดทะเบียนเลิกกิจการแล้วเสร็จเมื่อ มิ.ย. 2568

นอกจากนี้ ยังรวมถึงบริษัทอื่น ๆ เช่น T-ECOSYS, PTTGE TH และล่าสุดคือ Swap & Go ที่เตรียมเลิกกิจการภายในปี 2569 ซึ่ง ปตท. ยืนยันว่า การปิดตัวของบริษัทเหล่านี้ไม่มีผลกระทบต่อการดำเนินงานหลัก

ชูธง A1 Strategy รวมศูนย์สินทรัพย์

นายคงกระพัน กล่าวเน้นย้ำถึงกลยุทธ์สำคัญในการสร้างการเติบโตคือ Asset Monetization (A1) หรือการสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพย์สินที่มีอยู่ โดยในไตรมาส 3/2568 ปตท. ได้เริ่มดำเนินการรวมทรัพย์สินด้านโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ที่กระจัดกระจาย เช่น ถังเก็บน้ำมัน ท่าเทียบเรือ และทรัพย์สินที่เกี่ยวข้อง เข้ามาไว้ภายใต้การบริหารจัดการของ บริษัท พีทีที แทงค์ เทอร์มินัล จำกัด (PTT Tank)

โดยมีเป้าหมายคือ การยกระดับ PTT Tank ให้เป็น Infrastructure Flagship ของกลุ่ม ปตท. เพื่อให้เกิดการบูรณาการ (Synergy) ลดความซ้ำซ้อน และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหาร โดย PTT Tank จะเข้าซื้อทรัพย์สินและดำเนินการให้เช่าหรือให้บริการกลับแก่บริษัทในกลุ่มอย่าง บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล (GC) และร่วมจัดตั้งบริษัทร่วมกับ บมจ.ไทยออยล์ (TOP) เพื่อบริหารทรัพย์สินระยะยาว รวมถึงการที่ PTT Tank เข้าซื้อหุ้น บริษัท ไทยแท้งค์เทอร์มินัล จำกัด (TTT) จาก GC อีกด้วย

ลุยธุรกิจ Life Science ทุ่ม 2 หมื่นล้านตลาด

สำหรับกลุ่มธุรกิจวิทยาศาสตร์เพื่อชีวิต (Life Science) ซึ่งเป็น New S-Curve สำคัญ ทั้งนี้ ปตท. ได้ปรับแผนกลยุทธ์ครั้งใหญ่เพื่อเพิ่มศักยภาพในการขยายงานภายใต้นโยบายการพึ่งพาแหล่งเงินทุนของตนเอง (Self-funding) เพื่อลดภาระการสนับสนุนทางการเงินจากบริษัทแม่โดยตรง

นอกจากนี้ ปตท. ได้อนุมัติการปรับโครงสร้างการถือหุ้นใน Lotus Pharmaceutical Company Limited (Lotus) โดยทยอยจำหน่ายหุ้นบางส่วนไม่เกิน 2% ผ่านตลาดหลักทรัพย์ไต้หวัน ส่งผลให้สถานะของ Lotus เปลี่ยนจาก “บริษัทย่อย” มาเป็น “บริษัทร่วม” (Associated Company) ของ ปตท. (โดยยังคงสัดส่วนการถือหุ้นใหญ่ไม่ต่ำกว่า 36% ผ่าน INBA)

การปรับสถานะนี้ เป็นการเปิดทางให้ Lotus มีความคล่องตัวในการระดมทุนเพื่อขยายกิจการ โดยล่าสุด ปตท. ได้สนับสนุนให้ Lotus เข้าซื้อหุ้นทั้งหมดของบริษัท New Alvogen Group Holdings Inc. (Alvogen US) ซึ่งเป็นดีลขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าส่วนของผู้ถือหุ้นประมาณ 658 ล้านดอลลาร์ (หรือประมาณ 2.2 หมื่นล้านบาท) ซึ่งการลงทุนระดับมหึมานี้สอดคล้องกับกลยุทธ์ Self-funding ที่ให้บริษัทลูกเติบโตด้วยลำแข้งตัวเอง

อัปเดตความคืบหน้า "จีพีเอสซี-โออาร์"

ในส่วนของบริษัทแกนหลักอื่นๆ บมจ.โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ (GPSC) ได้รายงานการขายหุ้นทั้งหมด 40% ในบริษัท ไทย โซล่าร์ รีนิวเอเบิล จำกัด (TSR) จำนวนกว่า 23.3 ล้านหุ้น และชี้แจงกรณีโครงการพลังงานสะอาด (CFP) ของไทยออยล์ที่มีการบอกเลิกสัญญาก่อสร้างหลักว่า ไม่กระทบต่อผลตอบแทนการลงทุนของ GPSC ในส่วนของหน่วยผลิตไฟฟ้า (ERU) โดยคาดว่าจะโอนกรรมสิทธิ์โครงการ ERU ได้ในช่วงไตรมาส 1 ปี 2572

ด้าน บมจ.ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก (OR) เดินหน้าธุรกิจใหม่ร่วมกับพันธมิตร จัดตั้ง ธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) ภายใต้ชื่อ “ธนาคาร คลิกซ์ จำกัด (มหาชน)” หรือ VBCo โดย OR ถือหุ้นทางอ้อมผ่านบริษัทโฮลดิ้งในสัดส่วน 20% ร่วมกับธนาคารกรุงไทย (41%) และ ADVANC (39%)

นายคงกระพัน กล่าวทิ้งท้ายว่า การบริหารจัดการพอร์ตโฟลิโอเชิงรุกที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ ปตท. ในการสร้างความแข็งแกร่งทางการเงิน ควบคู่ไปกับการดูแลผู้ถือหุ้นผ่านเครื่องมือต่างๆ ทั้งโครงการซื้อหุ้นคืน (Treasury Stock) และการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและผลตอบแทนที่ยั่งยืนในระยะยาว