"เอกนัฏ" เผยหลังครม. เคาะแต่งตั้งปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่ ย้ำคุณสมบัติสำคัญต้องกล้าตัดสินใจ เดินหน้าสานต่อนโยบายปฏิรูปโครงสร้างราคาน้ำมัน เน้นจัดการผลประโยชน์ส่วนเกินจากโรงกลั่น-ตัดลดค่าใช้จ่ายไม่จำเป็น พร้อมปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าเป็นธรรม ส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคา ผ่านการสนับสนุนเงินช่วยเหลือ-เพิ่มโควตารับซื้อคืน
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า วันนี้ (18 ส.ค. 2569) ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติแต่งตั้งนายฉันทานนท์ วรรณเขจร เป็นปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่ โดยเป็นผู้ได้รับการพิจารณาคัดเลือกมาอย่างเหมาะสมหลังคัดกรองจากผู้มีคุณสมบัติหลายคน
ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำว่าภารกิจสำคัญของกระทรวงต่อจากนี้ไม่ได้อาศัยเพียงแค่ความรู้ความสามารถหรือประสบการณ์เท่านั้น แต่ต้องการผู้นำที่มีความกล้าในการตัดสินใจและกล้าท้าชนกับอุปสรรคเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศและประชาชน
ตั้งปลัดใหม่เน้น "คนกล้า" ร่วมขับเคลื่อนงานระยะยาว
โดยในการพิจารณาบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่นี้ นายเอกนัฏเป็นผู้ที่เสนอชื่อนายฉันทานนท์ด้วยตัวเอง โดยปลัดคนใหม่จะจะเกษียณอายุราชการในปี พ.ศ. 2573 มีอายุราชการเหลืออีกประมาณ 4-5 ปี สอดคล้องกับวาระการทำงานที่จะช่วยให้การขับเคลื่อนนโยบายและการทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาพลังงานทั้งในระยะกลางและระยะยาวดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง
ท่ามกลางวิกฤตพลังงานที่ประเทศเผชิญอยู่ ถือเป็นโอกาสที่ดีที่กระทรวงพลังงานจะเดินหน้าปรับปรุงและเปลี่ยนเชิงระบบครั้งใหญ่ ซึ่งจำเป็นต้องได้ผู้ร่วมงานที่พร้อมเดินหน้าไปในทิศทางเดียวกัน มีความอดทน และความกล้าในการตัดสินใจที่จะเปลี่ยนแปลงระบบเดิม
โดยภารกิจการรื้อโครงสร้างพลังงานไทยถือเป็นงานที่มีความท้าทายสูง หลังจากได้มีโอกาสพูดคุยถึงแนวทางการทำงานร่วมกับปลัดคนใหม่แล้ว ได้รับการยืนยันว่านายฉันทานนท์พร้อมที่จะสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลอย่างเต็มที่
“ในเส้นทางที่จะเดินต่อไปในอนาคตเนี่ย ไม่ได้โรยด้วยความสบายแน่นอน ก็ต้องสู้กัน ใครพร้อมสู้กับผมก็มาด้วยกันได้”
เดินหน้าสานต่อภารกิจ “รื้อโครงสร้างราคาน้ำมัน”
สำหรับความคืบหน้าในการปฏิรูปโครงสร้างราคาน้ำมัน นายเอกนัฏกล่าวว่า ที่ผ่านมากระทรวงพลังงานได้ริเริ่มการทำงานรูปแบบใหม่ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยใช้อำนาจตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 เข้าไปจัดสรรผลประโยชน์ส่วนเกินจากกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันกลับคืนมาช่วยลดราคาให้กับประชาชน คิดเป็นมูลค่าเกือบ 20,000 ล้านบาท
แนวทางนี้แตกต่างจากนโยบายในอดีตที่มักใช้วิธีนำเงินกองทุนน้ำมันมาอุดหนุน หรือใช้วิธีลดภาษีสรรพสามิต ซึ่งนายเอกนัฏเปรียบเทียบว่าเป็นการช่วยเหลือแบบ “กระเป๋าซ้าย กระเป๋าขวา” ที่สุดท้ายก็เป็นการลดรายได้ของประเทศหรือทิ้งภาระไว้ในอนาคต
โดยมาตรการดังกล่าวจะมีการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง โดยจะมีการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ทุกเดือน เพื่อคำนวณประโยชน์ส่วนเกินที่เกิดขึ้นในรอบเดือนและนำกลับมาลดราคาขายปลีกน้ำมันหน้าสถานีบริการน้ำมันให้กับประชาชนอย่างเป็นธรรม
ขณะเดียวกัน กระทรวงฯ ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา “รื้อโครงสร้างราคาน้ำมัน” ครั้งใหญ่ โดยเล็งตัดลดค่าใช้จ่ายแฝงในสูตรราคาน้ำมันที่อิงราคาสิงคโปร์ที่ไม่จำเป็นออกไป เช่น ค่าขนส่ง ค่าประกันภัย ค่าสูญเสีย รวมถึงการเก็บเงินสำรองที่บวกเข้าไปในโครงสร้างราคา
รวมถึงการทบทวนเงินนำส่งกองทุนอนุรักษ์พลังงานในทุกมิติ โดยระบุว่าหากกองทุนเก็บเงินไปแล้วไม่ได้ถูกนำไปใช้ประโยชน์อย่างแท้จริงก็ควรพิจารณาลดเงินนำส่งลง
“แม้ส่วนลดเหล่านี้จะดูเหมือนเป็นจำนวนเงินต่อลิตรเพียงเล็กน้อย เช่น 40-50 สตางค์ต่อลิตร แต่เมื่อนำมาคูณกับปริมาณการใช้น้ำมันของคนทั้งประเทศตลอดทั้งปีแล้ว จะมีมูลค่าสูงถึงระดับหมื่นล้านบาทซึ่งเป็นประโยชน์สำคัญที่ประเทศชาติและประชาชนไม่ควรเสียไป” นายเอกนัฏกล่าว
จัดระเบียบโครงสร้างค่าไฟ - ดันโซลาร์เซลล์ครัวเรือนบรรจุแผน PDP
ในด้านการปรับโครงสร้างระบบไฟฟ้า นายเอกนัฏกล่าวว่า กระทรวงพลังงานได้เริ่มดำเนินมาตรการไปแล้วในหลายขั้นเพื่อคืนความเป็นธรรมให้แก่ประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการดึงค่าไฟสาธารณะออกจากบิลค่าไฟของประชาชน และการปรับปรุงโครงสร้างราคาเพื่อลดราคาค่าไฟลงเหลือไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วยสำหรับผู้ใช้ไฟ 200 หน่วยแรก
ตลอดจนการเปิดตลาดรับซื้อไฟฟ้าสะอาดโดยตรง (Direct PPA) เสรีสำหรับทุกกลุ่มอุตสาหกรรม โดยไม่มีข้อจำกัดอยู่เพียงธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์เท่านั้น
ขั้นตอนต่อไป กระทรวงพลังงานเตรียมบูรณาการร่วมกับกระทรวงการคลังและกระทรวงมหาดไทย โดยให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) รับหน้าที่เป็นศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ หรือ One Stop Service เพื่ออำนวยความสะดวกในการสนับสนุนประชาชนติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน (Solar Rooftop)
สำหรับโครงการสนับสนุนติดตั้งโซลาร์เซลล์ดังกล่าว รัฐบาลจะมีเงินสนับสนุนช่วยเหลือในลักษณะของส่วนลดมูลค่า 50,000 บาทต่อหลังคาเรือน และจะทำการขยายโควตาการรับซื้อไฟฟ้าคืนจากประชาชนเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล จากเดิมทั่วประเทศจำกัดไว้เพียง 100 เมกะวัตต์ จะขยับเปิดรับขึ้นเป็น 500 เมกะวัตต์ และจะขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
“ตอนนี้สิ่งที่เราต้องการคือเปลี่ยนหลังคาของประชาชนให้เป็นโรงไฟฟ้า โดยจะรวมเข้าไว้ในแผนผลิตพลังงานหรือแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) ที่กำลังจะเคาะออกมาอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าด้วย”
โดยภารกิจทั้งหมดนี้ ต้องทำควบคู่กันไปทั้ง 2 มิติ คือการเผชิญหน้าและบรรเทาผลกระทบเฉพาะหน้าให้ประชาชนแบบวันต่อวัน และการเร่งรัดปรับปรุงโครงสร้างราคาทั้งระบบเพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบพลังงานที่ให้ความเป็นธรรม ยั่งยืน และถาวร





