วันอาทิตย์ ที่ 16 สิงหาคม 2569

Login
Login

ย้อนรอย 34 ปี ไทยออก กม.ลด VAT 23 ฉบับ ถึงเวลาขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม รักษาเสถียรภาพการคลัง?

ข้อจำกัดทางการคลังของประเทศไทยเป็นประเด็นที่มีการพูดถึงมานานหลายปีโดยในการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีประเทศไทยมีการขาดดุลงบประมาณต่อเนื่องมานานกว่า 20 ปี และการขาดดุลงบประมาณที่เพิ่มขึ้นส่งผลต่อความยั่งยืนทางการคลังเห็นได้จากตัวเลขการขาดดุลการคลังของประเทศที่สูงกว่าระดับ 3% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศซึ่งเป็นกรอบความยั่งยืนทางการคลังที่ตัวเลขนี้เกินกว่าระดับ 3% มานานหลายปี

ที่ผ่านมามีข้อเสนอในการเพิ่มรายได้ของประเทศหลายช่องทางรวมทั้งการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) โดยข้อเสนอนี้ได้มีการบรรจุไว้ในแผนการคลังระยะปานกลาง 2570 – 2573 ที่ให้เริ่มมีการขยับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มตั้งแต่ปีงบประมาณ 2571 เป็นต้นไปก่อนที่จะกลับไปใช้อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มที่ 10% ในปี 2573 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของแผนการคลังระยะปานกลาง

อย่างไรก็ตามในทางปฏิบัติประเทศไทยยังไม่ได้มีการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มกลับไปอยู่ที่ระดับ 10% เหมือนในช่วงปี 2540 – 2542 แต่ใช้วิธีการออกพระราชกฤษฎีกาลดภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 10% มาเหลือ 7% ซึ่งการปรับลดภาษีมูลค่าเพิ่มแม้จะช่วยรักษาระดับการบริโภคในประเทศไว้ได้แต่ก็ก่อให้เกิดคำถามว่าเราจะสามารถขยับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มขึ้นตามแผนได้หรือไม่โดยเฉพาะในภาวะที่พื้นที่ทางการคลัง(Fiscal Space) ของประเทศเหลืออยู่จำกัด ขณะที่รายจ่ายภาครัฐที่รัฐบาลปัจจุบันมีแผนจะผ่าตัดระบบราชการลดงบประมาณประจำยังไม่เห็นผลทันทีใน 1-2 ปีงบประมาณนี้

ล่าสุดที่ประชุม ครม.เมื่อวันที่ 28 ก.ค.ที่ผ่านมามีมติเห็นชอบให้ขยายเวลาการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตรา 7% ต่อไปอีก 1 ปี โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 – 30 ก.ย.2570

  • เปิดสถิติการใช้กฎหมายลด VAT ไทยรวม 23 ฉบับ

จากการตรวจสอบย้อนหลังพบว่านับตั้งแต่มีการใช้นโยบายปรับลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มตั้งแต่ปี 2535 จนถึงปัจจุบันประเทศไทยมีการตราพระราชกฤษฎีกาที่เกี่ยวข้องกับการปรับอัตราภาษีมาแล้วรวมทั้งสิ้น 23 ฉบับ แบ่งเป็น

  • พระราชกฤษฎีกาเพื่อลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มเหลือ 7% ในช่วงปี 2535-2540 จำนวน 1 ฉบับ
  • พระราชกฤษฎีกาเพื่อปรับขึ้นเป็นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มเป็น 10% ในช่วงสั้นๆ ปี 2540-2542 จำนวน 1 ฉบับ
  • พระราชกฤษฎีกาเพื่อลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มเหลือ 7% ตั้งแต่ปี 2542 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน อีกจำนวน 21 ฉบับ

คลังย้ำความจำเป็นลด VAT ประคองเศรษฐกิจ

ทั้งนี้กระทรวงการคลังรายงานให้ ครม.รับทราบว่าการตัดสินใจคงอัตราภาษีในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจเนื่องจากภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังเผชิญความท้าทายจากหลายปัจจัย เช่น ภาระหนี้สินภาคครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง, ปัญหาคุณภาพสินเชื่อของ SMEs, ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่กระทบต่อต้นทุนพลังงานและความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าโลก

อย่างไรก็ตามหากรัฐบาลเลือกที่จะไม่ขยายระยะเวลาลดภาษีและกลับไปจัดเก็บในอัตราตามประมวลรัษฎากรที่ 10% (หรือจัดเก็บจริงที่ 11.11% เมื่อรวมภาษีท้องถิ่น) คาดว่าจะทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้นไม่เกิน 3 แสนล้านบาทต่อปี (ภายใต้สมมติฐานว่าการบริโภคไม่ลดลง)

กระทรวงการคลังวิเคราะห์ว่าหากมีการปรับขึ้นภาษีจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อค่าใช้จ่ายของประชาชนและภาคธุรกิจ ซึ่งจะฉุดรั้งการขยายตัวของเศรษฐกิจให้ไม่เป็นไปตามเป้าหมายได้ ทั้งนี้การขยายเวลาดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อการประมาณการรายได้ในปีงบประมาณพ.ศ. 2570 เนื่องจากได้มีการคำนวณรายได้โดยใช้อัตราภาษีปัจจุบันไว้แล้วมาตรการนี้จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษาเสถียรภาพและสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป

  • สภาพัฒน์แนะทยอยขึ้น VAT 

ในประเด็นการคงการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มที่ 7% มีความเห็นจากหน่วยงานด้านเศรษฐกิจที่น่าสนใจดังนี้

1.สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ให้ความเห็นว่าการขยายระยะเวลาการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มต่อไปอีก 1 ปีตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2570 มีความสอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ต้องการแรงส่งจากการบริโภคของประชาชนอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ดีเนื่องจากระบบเศรษฐกิจและการเงินโลกในระยะปานกลางยังมีปัจจัยเสี่ยงที่จะสร้างความผันผวนและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและประชาชนในประเทศอย่างต่อเนื่อง ขณะที่เงื่อนไขทางการคลังเริ่มเป็นข้อจำกัดต่อการพัฒนาประเทศอย่างชัดเจนมากขึ้นและอาจพัฒนาเป็นปัจจัยเสี่ยงระยะข้างหน้าหากไม่ได้รับการปรับโครงสร้างอย่างจริงจังในขณะเดียวกันแผนการคลังระยะปานกลาง (ปีงบประมาณ 2570 - 2573)

กำหนดให้เพิ่มอัตราการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มเป็น 8.5% ในปีงบประมาณ 2571 และปรับเพิ่มเป็น 10% ในปีงบประมาณ 2573 หรือให้ดำเนินมาตรการปรับโครงสร้างภาษีเพิ่มเติมที่ทำให้รัฐบาลมีรายได้เทียบเท่ากับแนวทางดังกล่าว เพื่อให้บรรลุเป้าหมายลดการขาดดุลการคลังให้อยู่ในระดับไม่เกิน 3% ของ GDP ภายในปี 2572 ดังนั้น สศช.จึงมีความเห็นว่ากระทรวงการคลังควรเร่งสร้างความชัดเจนในแนวทางการเพิ่มรายได้และทำความเข้าใจกับประชาชน และภาคส่วนต่างๆ ให้ทราบถึงเงื่อนไขทางการคลังและความจำเป็นที่ภาครัฐจะต้องเพิ่มการจัดเก็บรายได้ควบคู่ไปกับการร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการปรับโครงสร้างทางด้านการใช้จ่าย และการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการทรัพย์สินของภาครัฐ เพื่อให้มีวงเงินงบประมาณที่เพียงพอสำหรับการพัฒนาประเทศและรักษาเสถียรภาพและความยั่งยืนทางการคลังในระยะยาว

ทั้งนี้อาจพิจารณาเริ่มปรับเพิ่มรายได้เป็นขั้นบันได โดยไม่ต้องรอจนถึงปี 2571 เนื่องจากเงื่อนไขและความผันผวนของเศรษฐกิจโลกยังมีแนวโน้มที่จะเป็นข้อจำกัดและปัจจัยเสี่ยงต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่อง

  • สำนักงบฯแนะคำนึงเสถียรภาพการคลัง

2.สำนักงบประมาณให้ความเห็นว่าการขยายระยะเวลาการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มออกไปอีก 1 ปี ตามข้อเสนอของกระทรวงการคลัง เป็นไปเพื่อสนับสนุนการอุปโภคบริโภคภายในประเทศ การประกอบธุรกิจ และเศรษฐกิจไทยให้ขยายตัวได้ตามเป้าหมาย อีกทั้งยังเป็นการเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทยให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจ นักลงทุน และประชาชน ตลอดจนช่วยให้ภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนไม่มีภาระทางภาษีเพิ่มขึ้น

โดยการขยายระยะเวลาการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าวไม่ก่อให้เกิดการสูญเสียรายได้ของรัฐเพิ่มเติม และไม่มีผลกระทบต่อประมาณการรายได้รัฐบาลในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 อย่างไรก็ดีกระทรวงการคลังควรพิจารณาหาแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้อย่างเป็นรูปธรรมเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการจัดเก็บรายได้ให้เพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืนรองรับภาระงบประมาณที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคม เพื่อเป็นการรักษาเสถียรภาพทางการคลังและลดระดับการขาดดุลงบประมาณให้เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ในแผนการคลังระยะปานกลาง 2570 – 2573

ในเรื่องนี้ต้องจับตาดูต่อไปว่าเมื่อสิ้นสุดกรอบระยะเวลาในการลดการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 10% มาเหลือ 7% ในปีงบประมาณ 2571 ที่จะเริ่มต้นในวันที่ 1 ต.ค. 2570 รัฐบาลจะตัดสินใจปรับขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มตามแผนการคลังระยะปานกลางที่กำหนดไว้หรือไม่

เพราะหากไม่ปรับขึ้นตามแผนที่วางไว้และรัฐบาลยังไม่สามารถหารายได้เพิ่มเติมก็มีความเสี่ยงที่ประเทศไทยจะเผชิญกับปัญหาวิกฤตการคลังได้ในอนาคต