“รัฐบาล” ลุยยกระดับประสิทธิภาพราชการครั้งใหญ่ ลดขนาดหน่วยงานรัฐ พร้อมจัดระเบียบราชการส่วนกลางในภูมิภาค และราชการส่วนภูมิภาค ตั้งเป้าลดซ้ำซ้อน ลดงบประมาณประเทศ
KEY POINTS
- “รัฐบาล” ลุยยกระดับประสิทธิภาพราชการครั้งใหญ่ ลดขนาดหน่วยงานรัฐ พร้อมจัดระเบียบราชการส่วนกลางในภูมิภาค
- ตั้งเป้าลดความซ้ำซ้อน ลดงบประมาณ โดยมีกว่า 3,700 หน่วยงาน ที่ตั้งตามอำนาจรัฐมนตรี ต้องทบทวนความจำเป็นและภารกิจ โดยให้รายงาน ก.พ.ร.ภายใน 3 เดือน
- เปิดทางย้ายกลับส่วนกลาง-เออร์ลี่รีไทร์ ตั้งกฎเข้มให้ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลทดแทน
- “ศุลกากร” พร้อมชี้แจงความจำเป็นในการตั้งหน่วยงานในภูมิภาค พร้อมใช้เทคโนโลยีช่วย
รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล เดินหน้าปรับโครงสร้างส่วนราชการ โดยเริ่มจากการปรับปรุงแนวทางการจัดส่วนราชการในภูมิภาค ซึ่งข้อมูลในเดือนมิ.ย.2569 มีจำนวน 10,010 หน่วยงาน เป็นจำนวนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากก่อนปี 2560 ที่มี 9,990 หน่วยงาน
ทั้งนี้หน่วยงานระดับกรมหลายแห่งตั้งหน่วยงานในภูมิภาคเพิ่มขึ้น อาทิ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.), สำนักงบประมาณ, กรมศุลกากร, กรมทรัพยากรธรณี, กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง, สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม, กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน
รวมทั้งเมื่อจำแนกหน่วยงานที่ตั้งในภูมิภาค 10,010 หน่วยงาน แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1.ส่วนราชการส่วนภูมิภาคระดับจังหวัด 2,496 หน่วยงาน และระดับอำเภอ 5,321 หน่วยงาน รวม 7,817 หน่วยงาน 2.หน่วยงานส่วนกลางในภูมิภาครวม 2,193 หน่วยงาน
ทั้งนี้จำนวนดังกล่าวไม่รวมกระทรวงที่มี พ.ร.บ.เป็นการเฉพาะคือ กระทรวงกลาโหม, กระทรวงศึกษาธิการ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.)
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ประเมินผลกระทบการทำงานส่วนราชการในภูมิภาค 10,010 หน่วยงาน กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) 7,842 หน่วยงาน มีบุคลากรรัฐปฏิบัติงานในภูมิภาคถึง 438,470 คน ครอบคลุมข้าราชการ พนักงานราชการ และลูกจ้างประจำ ซึ่งเกิดความซ้ำซ้อนการทำงาน รวมถึงประชาชนสับสน และไม่สะท้อนความคุ้มค่า
ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 11 ส.ค.2569 เห็นชอบตามข้อเสนอ ก.พ.ร.ให้ยกเลิกมติ ครม.วันที่ 4 เม.ย.2560 เรื่องการปรับปรุงแนวทางการจัดส่วนราชการในภูมิภาค เพื่อให้สอดคล้อง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และยกเลิกมติ ครม.วันที่ 18 ก.ย.2550 เรื่องแนวทางการจัดส่วนราชการในภูมิภาค เพื่อไม่ให้ส่วนราชการเกิดความสับสนในทางปฏิบัติ
- รัฐบาลชี้ซ้ำซ้อน-กฎหมายไม่รองรับ
นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การยุบเลิกการจัดตั้งหน่วยงานส่วนกลางในภูมิภาคเนื่องจากมีหน่วยงานรัฐหลายแห่งตั้งหน่วยงานสาขาแต่ละจังหวัด โดยทำงานทับซ้อนอำนาจหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัด และมีลักษณะกฎหมายไม่รองรับตามระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน
รวมทั้งก่อนหน้านี้คณะกรรมการ ก.พ.ร.มีมติชัดเจนให้เปลี่ยนสภาพหน่วยงานเหล่านี้จากการเป็นสำนักงานสาขาไปสู่การใช้ระบบออนไลน์ และเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เข้ามาให้บริการประชาชนแทน และให้บุคลากรสามารถโอนย้ายกลับส่วนกลางหรือเข้าร่วมโครงการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนดตามความสมัครใจ
- สั่งห้ามเพิ่มหน่วยงานส่วนกลางในภูมิภาค
ทั้งนี้มติ ครม.มีมติให้ส่วนราชการที่มีส่วนกลางในภูมิภาคหรือราชการส่วนภูมิภาคดำเนินการ ดังนี้
1.ยุติการจัดตั้งหน่วยงานส่วนกลางในภูมิภาคเพิ่มขึ้นใหม่ และให้ทบทวนความจำเป็นในการคงอยู่ของหน่วยงานที่มีอยู่ในปัจจุบันโดยให้พิจารณาถ่ายโอนภารกิจให้ อปท.หรือให้ภาคส่วนอื่นดำเนินการแทน และปรับปรุงการทำงานโดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์
ทั้งนี้ หากยังมีความจำเป็นต้องคงอยู่ในพื้นที่ ให้ส่วนราชการจัดทำข้อเสนอการปรับเปลี่ยนจากส่วนกลางในภูมิภาคเป็นราชการส่วนภูมิภาคในระยะเวลา 1 ปี และกำหนดให้เสนอสำนักงาน ก.พ.ร.ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่ ครม.มีมติเห็นชอบ
2.ส่วนราชการที่มีราชการส่วนภูมิภาค ให้ทบทวนความจำเป็นในการคงอยู่ของหน่วยงานที่มีอยู่ในปัจจุบัน โดยให้รวมหน่วยงานในสังกัดกระทรวงที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ไปอยู่ภายใต้ส่วนราชการเดียว (One Roof) และให้ส่วนราชการจัดทำข้อเสนอการรวมหน่วยงานในสังกัดกระทรวงที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว ในระยะ 1 ปี เสนอสำนักงาน ก.พ.ร. ภายใน 3 เดือนนับแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ
3.ให้ส่วนราชการตามข้อ และส่วนราชการที่มีกฎหมายให้อำนาจแก่รัฐมนตรีในการออกประกาศกำหนดตั้งหน่วยงาน โดยชะลอการเสนอขอปรับโครงสร้างหน่วยงานจนกว่า ก.พ.ร.จะพิจารณาข้อเสนอของส่วนราชการแล้วเสร็จ
4.ให้ส่วนราชการที่จัดตั้งโดยอำนาจของรัฐมนตรีตามกฎหมายในการออกประกาศกำหนดตั้งหน่วยงาน ต้องสอบถามความเห็น ก.พ.ร. ก่อน และนำความเห็น ก.พ.ร. เสนอประกอบการพิจารณาของ ครม.ในการออกกฎกระทรวงหรือประกาศกระทรวงจัดตั้งหน่วยงาน
5.กรณีการกำหนดให้มีการจัดตั้งส่วนราชการ และหน่วยงานของรัฐขึ้นใหม่ในพื้นที่ตามร่างกฎหมายใหม่ ให้ส่วนราชการต้องสอบถามความเห็น ก.พ.ร.ก่อนการรับฟังความเห็นร่างกฎหมายนั้น
- หน่วยงานเข้าข่ายทบทวน 3,708 แห่ง
แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ข้อเสนอการแก้ปัญหาความซ้ำซ้อนของส่วนราชการส่วนกลางในภูมิภาค และราชการส่วนภูมิภาค โดยถือเป็นแผนงานสำคัญในการปฏิรูปเพื่อลดกำลังคนในส่วนราชการที่ซ้ำซ้อน ซึ่งนำไปสู่การลดค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรภาครัฐ และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของหน่วยงานราชการมากขึ้น
รวมทั้งจากการตรวจสอบข้อมูลของ ก.พ.ร.พบว่าปัจจุบันมีหน่วยงานตั้งอยู่ในภูมิภาคสูงถึง 10,010 หน่วยงาน โดยในจำนวนนี้มีหน่วยงานที่เข้าข่ายต้องทบทวนความจำเป็นเร่งด่วน 3,708 หน่วยงาน หรือคิดเป็น 1 ใน 3 ของทั้งหมด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายที่ให้อำนาจรัฐมนตรีออกประกาศกำหนดจนทำให้เกิดภาวะหน่วยงานล้น และปฏิบัติงานทับซ้อนกันในพื้นที่เดียว
- “สนง.คลังเขต-แขวงทางหลวง” เข้าข่าย
รวมทั้งยกตัวอย่างของหน่วยงานกลุ่มเป้าหมายเข้าข่ายสู่กระบวนการพิจารณา เช่น สำนักงานคลังเขต 1-9 กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง, แขวงทางหลวง กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม, แขวงทางหลวงชนบท กรมทางหลวงชนบท กระทรวงคมนาคม, ด่านศุลกากร กรมศุลกากร กระทรวงการคลัง
ทั้งนี้การปฏิรูปครั้งนี้ครอบคลุมกรอบอัตรากำลังบุคลากรภาครัฐในพื้นที่ ซึ่งรวมถึงข้าราชการ พนักงานราชการ และลูกจ้างประจำ รวม 438,870 คน โดยรัฐบาลสั่งการทุกกระทรวงตรวจสอบ และยืนยันความจำเป็นของหน่วยงานในสังกัดในพื้นที่จังหวัด แล้วจัดทำข้อเสนอการปรับปรุงส่งให้ ก.พ.ร.ภายในระยะเวลา 3 เดือน นับแต่ ครม.เห็นชอบ
- ชูโมเดล “One Roof” และเทคโนโลยีดิจิทัล
แหล่งข่าวกล่าวว่า แนวทางหลักในการจัดระเบียบใหม่จะเน้นที่ 2 ยุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่
1.การจัดรูปแบบ One Roof คือ การควบรวมส่วนราชการในสังกัดกระทรวงเดียวกันที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เดียวกันให้มาอยู่ภายใต้หน่วยงานเดียว เพื่อความเป็นเอกภาพ และลดค่าใช้จ่ายการบริหารจัดการ เช่น กรณีสำนักงานพาณิชย์จังหวัด ที่เป็นศูนย์รวมภารกิจกระทรวงพาณิชย์ในพื้นที่ ซึ่งเป็นโมเดลในการจัดรูปแบบ One Roof
2.การนำเทคโนโลยีมาใช้แทนคน โดยปรับปรุงกระบวนการทำงานโดยนำเทคโนโลยีดิจิทัล (e-Service) มาทดแทนในภารกิจที่ดำเนินการผ่านระบบได้ เพื่อลดความจำเป็นในการจัดตั้งหน่วยงานใหม่ และลดการใช้ทรัพยากรบุคคลระยะยาว
ทั้งนี้มีเป้าหมายสุดท้ายของแผนการเพื่อลดภาระงบประมาณรายจ่ายภาครัฐระยะยาว และเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการประชาชนให้รวดเร็ว ไม่ซ้ำซ้อน และคุ้มค่าต่อทรัพยากรของชาติสูงสุด
- “ศุลกากร” ชี้แจงความจำเป็นพร้อมใช้เทคโนโลยี
นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า มติ ครม.เกี่ยวกับการจัดระเบียบส่วนราชการส่วนกลางในภูมิภาคที่ระบุให้หน่วยงานในภูมิภาค รวมถึงกรมศุลกากรทบทวนการดำเนินงาน และความจำเป็นของหน่วยงานในภูมิภาคทั้งด่านศุลกากรในพื้นที่จังหวัดต่างๆ ตนยังไม่ทราบถึงรายละเอียดของมติดังกล่าว
รวมทั้งคาดว่าการออกนโยบายทบทวนโครงสร้างภาครัฐในลักษณะนี้ จะเกี่ยวพันกับหลายหน่วยงานไม่ใช่เพียงกรมศุลกากรเท่านั้น ซึ่งต้องอาศัยการพิจารณาเนื้อหาสาระในแต่ละตำแหน่งหรืออัตรากำลังอย่างรอบคอบ และต้องใช้เวลาพอสมควร
“ประเด็นคือ เรายังไม่เห็นข้อมูล เขายังไม่ได้ส่งมา แต่เราก็ต้องไปแก้ต่างให้หน่วยงานเรา โดยพิจารณาจากที่เขาขอทบทวนในอัตราไหน ตำแหน่งไหน ที่จังหวัดไหน ซึ่งประเด็นเหล่านี้ต้องไปดูในรายละเอียด”
อย่างไรก็ดีในแง่ของแนวทางการบริหารจัดการหากมีความจำเป็นต้องทบทวนหรือยุบเลิกด่านศุลกากรบางแห่ง ก็อาจใช้วิธีเกลี่ยอัตรากำลังพล รวมถึงการนำเทคโนโลยีเข้ามาทดแทนเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน
“หน่วยงานไหนที่ไม่จำเป็นก็อาจจะยุบเลิกแล้วเกลี่ยใช้อัตรากำลังเอา แล้วเราก็จะดูว่าเราใช้เทคโนโลยีเข้าช่วยได้หรือไม่”
ทั้งนี้ กรมศุลกากรจะร่วมศึกษา และพิจารณาแนวทางที่เหมาะสมอีกครั้ง หากได้รับข้อมูลปลีกย่อยที่สมบูรณ์จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





