“ปกรณ์” เผย ครม.ไฟเขียว ลุยรื้อโครงสร้างกำลังคนภาครัฐ ทยอยยุบส่วนกลางในภูมิภาค คาดลดกำลังคนในส่วนนี้ได้กว่า 30,000 อัตรา พร้อมตั้งเป้าระยะยาวหั่นงบประจำเหลือ 30% จากปัจจุบัน 70% ชี้สอดคล้องตามมาตรฐานประเทศที่พัฒนาแล้ว
KEY POINTS
- คณะรัฐมนตรีเห็นชอบแผนปฏิรูประบบกำลังคนภาครัฐ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งบประมาณ
- ตั้งเป้าหมายลดงบประมาณรายจ่ายประจำจากปัจจุบันที่สูงถึง 73% ให้เหลือ 30% เพื่อเพิ่มงบลงทุนให้ประเทศ
- มาตรการหลักคือ การตรึงเพดานอัตรากำลังสูงสุด ยุบเลิกตำแหน่งที่ไม่จำเป็น และยุติการตั้งหน่วยงานส่วนกลางในภูมิภาคเพิ่มเติม
- คาดว่าจะสามารถลดอัตรากำลังคนได้มากกว่า 30,000 ตำแหน่ง โดยเน้นการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในการบริการ
วันนี้ (11 ส.ค.69) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)เห็นชอบเสนอการปฏิรูประบบการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ โดย การดำเนินการครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายสำคัญของรัฐบาล เนื่องจากปัจจุบันงบประมาณประเทศประมาณ 73% ถูกใช้ไปกับรายจ่ายประจำ ทำให้เหลืองบประมาณสำหรับการลงทุน และพัฒนาประเทศในสัดส่วนที่จำกัดมากจึงจำเป็นต้องเร่งทบทวนโครงสร้าง และภารกิจของหน่วยงานภาครัฐ เพื่อให้การใช้งบประมาณมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ทั้งนี้ในเรื่องนี้ได้มีการนำเสนอมาตรการจาก 2 หน่วยงานหลัก ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เพื่อปรับปรุงทั้งโครงสร้างกำลังคน และรูปแบบการทำงานของภาครัฐ สำหรับแนวทางของสำนักงาน ก.พ. มี 4 มาตรการหลัก ประกอบด้วย
1.การตรึงอัตรากำลัง โดยกำหนดให้จำนวนบุคลากรที่มีอยู่ในปัจจุบันเป็นเพดานอัตรากำลังสูงสุด หรือ Ceiling ของส่วนราชการ และหน่วยงานภาครัฐ พร้อมขอความร่วมมือให้หน่วยงานอื่นนำแนวทางดังกล่าวไปปรับใช้ โดยคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ
2.การยุบเลิกตำแหน่งที่ไม่จำเป็น ทั้งในประเภทวิชาการ และประเภททั่วไป โดยจะไม่กระทบต่อผู้ที่ครองตำแหน่งอยู่ในปัจจุบัน
3.การยุบเลิกสายงานที่ไม่มีความจำเป็นต้องมีบุคลากรจำนวนมาก ซึ่งเป็นการปรับตามภารกิจของหน่วยงาน และ 4.เป็นการปรับโครงสร้าง และภารกิจของหน่วยงานให้มีความทันสมัย และรัดกุมมากขึ้น โดยเน้นการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการให้บริการประชาชนอย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียงการจัดซื้อคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์เทคโนโลยีเท่านั้น
ขณะที่แนวทางของ ก.พ.ร. มุ่งลดภาระจากโครงสร้างหน่วยงานราชการส่วนกลางที่ไปจัดตั้งอยู่ในส่วนภูมิภาค ซึ่งปัจจุบันมีอยู่เป็นจำนวนมาก โดยจะยุติการจัดตั้งหน่วยงานส่วนกลางในภูมิภาคเพิ่มเติม และกำหนดให้จำนวนที่มีอยู่ในปัจจุบันเป็นเพดานสูงสุด สำหรับหน่วยงานที่มีอยู่เดิม จะมีการทบทวนบทบาท และภารกิจ ก่อนทยอยยุบเลิกอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อไม่ให้กระทบต่อการให้บริการประชาชน โดยตั้งเป้าหมายลดจำนวนหน่วยงานลงจากที่มีอยู่ในปัจจุบันอย่างต่อเนื่อง
“หัวใจสำคัญของการปรับบทบาทภาครัฐในยุคใหม่คือ การเปลี่ยนจากรัฐที่ทำหน้าที่ควบคุมหรือกำกับดูแล มาเป็นรัฐที่ทำหน้าที่อำนวยความสะดวกให้ประชาชน เพื่อให้การบริการภาครัฐมีความทั่วถึง มีประสิทธิภาพ และใช้ต้นทุนให้น้อยที่สุด ส่วนเป้าหมายการลดอัตรากำลัง เบื้องต้นคาดว่าจะสามารถลดได้มากกว่า 30,000 อัตรา โดยแต่ละหน่วยงานต้องกลับไปทบทวนบทบาท และภารกิจของตัวเองว่า งานใดสามารถลดขั้นตอน งานใดสามารถใช้เทคโนโลยีเข้ามาทดแทน หรือภารกิจใดไม่จำเป็นต้องดำเนินการในรูปแบบเดิม ก่อนจัดทำแผนเสนอสำนักงาน ก.พ. เพื่อทยอยปรับลดอัตรากำลังต่อไป ขณะที่ ก.พ.ร. จะจัดทำรายละเอียดของแผน และนำมาเปิดเผยให้ประชาชนรับทราบต่อไป
เมื่อถามว่ามีเป้าหมายหรือไม่ว่า งบประมาณประจำจะลดลงเหลือกี่เปอร์เซ็นต์นายปกรณ์ กล่าวว่า เป้าหมายจะลดลงให้เหลือ 30% จากปัจจุบัน 70% ซึ่งเป็นเป้าหมายที่เสนอไว้แต่ยังไม่ได้เสนอรัฐบาล โดยเป้าหมายงบประจำที่ 30% นี้ถือว่าสอดคล้องกับประเทศที่พัฒนาแล้ว
“เป้าหมายนี้เราจะพยายามครับ เพราะถ้าเราไม่ทำตอนนี้ อนาคตลูกหลานจะเดือดร้อน เราต้องยอมรับความจริงกันว่านี่คือ ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้วเราต้องแก้ไข” นายปกรณ์ กล่าว
นายปกรณ์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตามการปรับเปลี่ยนโครงสร้างกำลังคน และงบประมาณจะไม่สามารถเห็นผลได้อย่างรวดเร็วภายใน 1-2 ปี เพราะเป็นการปฏิรูปโครงสร้างขนาดใหญ่ จำเป็นต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง และค่อยเป็นค่อยไป โดยอาจต้องใช้เวลาผลักดันถึง 8 ปี ไม่ใช่เพียงกรอบเวลา 4 ปีของรัฐบาลหนึ่งรัฐบาลเท่านั้น
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





