คุยกับ ‘บัณฑิต นิจถาวร’ กับวิวาทะ “แบงก์ชาติไม่ใช่ธนาคารเพื่อการพัฒนา”
ธนาคารแห่งประเทศไทย ถือเป็นหนึ่งในหน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลังที่ทำหน้าที่ "รักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ" ผ่านเครื่องมือทางการเงินอย่างการกำหนดทิศทางของอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเสถียรภาพทางด้านราคา รวมทั้งยังมีบทบาทในด้านการกำกับดูแลสถาบันทางการเงินซึ่งถือว่าเป็นฟันเฟืองสำคัญของระบบการเงิน
หากย้อนกลับไปดูที่พันธกิจของแบงก์ชาติที่ว่า "ยืนตรง มองไกล ยื่นมือ ติดดิน" ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สถาบันแห่งนี้มักถูกตั้งคำถามถึงการให้ความสำคัญกับการยืนตรง และมองไกลมากกว่าการยื่นมือติดดิน หรือถ้าแปลอย่างง่ายคือ แบงก์ชาติมักให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาระยะยาว และเชิงโครงสร้างมากกว่าปัญหาระยะสั้น
เหมือนกับคำที่ ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เคยให้สัมภาษณ์ไว้ทำนองว่า หลายคนมักยังไม่เห็นความสำคัญของการแก้ปัญหาระยะยาว แต่เมื่อเกิดวิกฤติหรือปัญหาขึ้นมา และหากธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ได้ทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ ทุกคนก็จะตั้งคำถามทันทีว่าทำไมในตอนนั้นสถาบันแห่งนี้จึงไม่เข้าไปแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างเพื่อป้องกันไม่ให้วิกฤติเศรษฐกิจเกิดขึ้น
มาถึงยุคของผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย คนปัจจุบัน วิทัย รัตนากร ซึ่งเพิ่งเข้ามาอยู่ในตำแหน่งยังไม่ถึงหนึ่งปี แบงก์ชาติในยุคนี้เริ่มให้ความสำคัญกับการยื่นมือ ติดดิน เพื่อแก้ไขปัญหา "ตรงหน้า" มากขึ้น ผ่านความพยายามขยายเครื่องมือของแบงก์ชาติที่เข้าไปดูแลกิจการใดก็ตามที่มีความเป็นไปได้ที่จะกระทบกับเสถียรภาพทางการเงิน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาทุนเทา สแกมเมอร์ การฟอกเงิน รวมทั้งการแสดงความคิดเห็นตรงไปตรงมากับเหตุการณ์ในปัจจุบันหลายเรื่องที่ผู้ว่าการแบงก์ชาติยุคก่อนๆ อาจเลือกไม่ทำ
คำถามคือ แล้วเส้นแบ่งของการทำงานเพื่อประโยชน์ของชาติในระยะยาว กับการเข้ามาดูแลปัญหาที่หลายคนอาจมองว่าอาจไม่ใช่พันธกิจหลักของแบงก์ชาติ คืออะไร วันนี้ กรุงเทพธุรกิจ ชวนคุยกับ ดร.บัณฑิต นิจถาวร อดีตรองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และประธานมูลนิธินโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล ถึงบทบาทปัจจุบันของแบงก์ชาติ รวมทั้งประเมินฉากทัศน์ทางเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลัง
แบงก์ชาติไม่ใช่ธนาคารเพื่อการพัฒนา?
อดีตรองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย อธิบายว่าแบงก์ชาติเป็นองค์กรที่มีพันธกิจเฉพาะตัว ไม่ได้เป็นธนาคารเพื่อการพัฒนาประเทศ แต่เป็นธนาคารเพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ ทั้งระบบการเงิน อัตราเงินเฟ้อ และดุลบัญชีเดินสะพัด เพื่อสร้างพื้นฐานให้ธุรกิจ และเศรษฐกิจเติบโตอยู่บนความมั่นคง
ส่วนบทบาทด้านอื่นที่เพิ่มขึ้น เขามองว่าเป็นความพยายามตอบรับเสียงวิจารณ์จากภายนอกว่าเป็นหอคอยงาช้างหรือไม่ ซึ่งทำได้ แต่ต้องไม่ลืมพันธกิจหลัก เพราะหากทำหลายเรื่องเกินไป โฟกัสในภารกิจหลักอาจจางลง และคนรุ่นใหม่ที่เข้ามาทำงานก็อาจสับสนกับสิ่งที่ตั้งใจเข้ามาทำตั้งแต่แรก
“บทบาทด้านอื่นๆ ผมก็มองว่าเหมือนกับพยายามที่จะ accommodate view จากข้างนอกกันนะว่าไอ้นี่หอคอยงาช้างหรือเปล่า ซึ่งมันเป็นการพยายาม accommodate แต่อย่าลืมพันธกิจหลัก ซึ่งก็คือ การรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ ผมคิดว่าอันนี้จะเป็นเพราะถ้าเกิดเราไปทำหลายๆ เรื่องเนี่ย โฟกัสของเราใน core mission ก็อาจจะจางลงถูกไหม”
อย่างไรก็ตาม เรื่องหนึ่งที่เขาเห็นว่าแบงก์ชาติเข้าไปช่วยได้ชัดเจนคือ หนี้ครัวเรือน ซึ่งเป็นหนี้ในระบบสถาบันการเงิน หากลูกหนี้ไม่มีความสามารถชำระก็จะกระทบไปถึงหนี้เสีย และย้อนกลับมากระทบสถาบันการเงินอีกทอด
“ชัดเจนเลยว่า [หนี้ครัวเรือน] เป็นปัญหาที่ผมเรียกว่าเป็นหินก้อนใหญ่ที่ทับเศรษฐกิจอยู่ตอนนี้ ทำให้คนจำนวนมากไม่สามารถใช้จ่ายได้เพราะติดเรื่องหนี้” ดร.บัณฑิต กล่าว
กระสุนทางการเงิน
เมื่อถามถึงเสียงประเมินว่าการลดดอกเบี้ยนโยบายจนเหลือ 1% นั้นลดมากเกินไปหรือไม่ ดร.บัณฑิต กล่าวว่า ในภาวะปกติดอกเบี้ยนโยบายไม่ควรต่ำกว่า 1% แม้ในช่วงที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจโลกสมัยที่เขาทำงานอยู่ที่แบงก์ชาติ (พ.ศ.2530 - 2552) อัตราดอกเบี้ยก็อยู่ที่ประมาณ 1% เพื่อรักษาพื้นที่นโยบายไว้ ยกเว้นช่วงโควิดที่ทุกอย่างร่วงลงซึ่งเป็นกรณีพิเศษ
ในเชิงเศรษฐศาสตร์ เขาชี้ว่าอัตราเงินเฟ้อล่าสุดเดือนกรกฎาคมอยู่ที่ 1.95% ขณะที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 1% เท่ากับอัตราดอกเบี้ยแท้จริงติดลบ ซึ่งหมายความว่านโยบายการเงินไทยอยู่ในเกณฑ์ผ่อนคลายมากเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอยู่แล้ว จึงไม่มีเหตุผลที่จะลดต่อ
"แต่อยากชวนมองว่าโจทย์ของเราไม่ใช่ตัวระดับดอกเบี้ย แต่อยู่ที่การกระจายสภาพคล่องมากกว่า" เขากล่าว พร้อมระบุว่าเมื่อธนาคารพร้อมปล่อยกู้แล้ว ต้องมั่นใจว่าธุรกิจอย่างเอสเอ็มอีเข้าถึงสินเชื่อได้ง่าย และไม่มีเงื่อนไขมากเกินไป โดยเฉพาะในปีหน้าเมื่อวัฏจักรการลดหนี้เริ่มกลับตัว ต้องมั่นใจว่าทั้งมีสภาพคล่องเพียงพอ และการกระจายสินเชื่อส่งต่อไปถึงคนที่ต้องการจริง
ในประเด็นเรื่องความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทย ดร.บัณฑิต ยืนยันว่าเศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำกว่าศักยภาพเพราะทรัพยากรพร้อมทุกอย่าง ทั้งเงินทุน ความมั่งคั่งของภาคธุรกิจ ทรัพยากรคน และองค์ความรู้ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่เขาระบุว่ามีความรู้ดีที่สุดตั้งแต่มีประเทศมา
สาเหตุที่เศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่าศักยภาพคือ การเลือกที่จะไม่ลงทุน โดยเฉพาะจากภาครัฐที่มองแต่เรื่องปัจจุบัน ทำให้ภาคเอกชนรู้สึกขาดทิศทาง และไม่ลงทุนตาม อัตราการลงทุนจึงลดลงเรื่อยๆ และเมื่อไม่ลงทุน การเติบโตก็ไม่มา ส่วนอีกหนึ่งเหตุผลคือ เศรษฐกิจโลกเปลี่ยนไปมากทั้งด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และความเสี่ยงรูปแบบใหม่ ขณะที่ไทยยังผลิตสินค้าเดิม
"ของเดิมที่เราผลิตใครก็ผลิตได้ เขาผลิตต้นทุนที่ต่ำกว่าอีก หลายที่จึงดึงเงินลงทุนไปหมด เราก็เลยถอยลงไปเรื่อยๆ นโยบายไม่ได้สนับสนุนการปรับตัว ขณะเดียวกันภาคธุรกิจ และภาครัฐเองก็ลงทุนน้อย มันก็เลยไม่มีแพลตฟอร์มที่จะไปสร้างสิ่งที่เกิดขึ้นในอนาคต” อดีตรองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยกล่าว
เพื่อผลักดันการเติบโตของเศรษฐกิจไทยอีกครั้ง เขาเห็นว่าไทยควรแข่งบนพื้นที่ ที่มีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบตามธรรมชาติ เพราะหากเลือกไปแข่งในธุรกิจเอไอหรือเทคโนโลยีที่คนอื่นไปไกลแล้ว ไทยก็จะเป็นเพียงผู้ตาม
เขาอ้างถึงหนังสือ Same as Ever ที่ระบุว่าแม้โลก และเทคโนโลยีจะเปลี่ยนเร็ว แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือ ความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ ทั้งอาหาร อากาศ และความเป็นอยู่ที่ดี ไทยจึงน่าจะมาแข่งในจุดนี้ ไม่ว่าจะเป็นการแปรรูปอาหาร การเป็นฮับด้านสุขภาวะหรือ Wellness การรักษาพยาบาล และธุรกิจบริการ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไทยได้เปรียบอยู่แล้ว และผลกระทบต่อคนส่วนใหญ่ของประเทศจะเกิดขึ้นทันที
มุมมองต่อทิศทางเศรษฐกิจไทย
สำหรับทิศทางการเติบโตของเศรษฐกิจไทยปี 2026 ดร.บัณฑิต อธิบายว่า ปีนี้เป็นปีที่ยากต่อเนื่องมาจากปีที่แล้ว จากภาษีทรัมป์ สู่สงคราม และช็อกราคาน้ำมัน ทำให้ภาพรวมครึ่งปีแรกเป็นภาพของเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และความไม่แน่นอนที่ยังสูง ทั้งในมิตินโยบาย ทิศทางสงคราม และตัวมาตรการภาษีเอง
อย่างไรก็ตาม เขามองว่าภายใต้แรงกดดันเหล่านี้ยังมีตัวช่วยอยู่หลายตัว ตัวแรกคือ การลงทุนของภาคธุรกิจโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเอไอ และอิเล็กทรอนิกส์ที่ทำให้ยังมีส่วนของเศรษฐกิจโลกที่กำลังเติบโต ตัวที่สองคือ ความสามารถของภาคเอกชนในการปรับตัว ซึ่งเห็นได้แม้ในประเทศไทยเอง และตัวที่สามคือ ความเชื่อมั่นของตลาดการเงินที่มีต่อฝีมือธนาคารกลางทั่วโลก จนบทสนทนาในตลาดกลายเป็นเรื่องว่าจะขึ้นดอกเบี้ยหรือยัง มากกว่าจะลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
สิ่งที่เขาสังเกตเห็นชัดคือ การเติบโตที่ไม่เสมอภาค "เศรษฐกิจโลกจะเติบโตได้ต่อเนื่องแม้ในอัตราที่ชะลอลง แต่ความเสมอภาคคือ มันไม่กระจายตัวอย่างเท่าเทียม บางประเทศก็ได้ประโยชน์เยอะ บางประเทศก็โดนหนัก"
หากมองไปที่ครึ่งปีหลัง ดร.บัณฑิต กล่าวว่า ปัจจัยภายนอกที่กระทบไทยแน่นอนคือ ราคาน้ำมัน ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าสงครามจะจบอย่างไร โดยมีความเป็นไปได้สองทาง ทางแรกคือ สงครามระลอกสองจบเร็วด้วยการเจรจาเหมือนระลอกแรก ราคาน้ำมันยืนระยะอยู่ประมาณ 80 ดอลลาร์ เงินเฟ้อสูงขึ้นเพียงชั่วคราวโดยเงินเฟ้อพื้นฐานไม่เปลี่ยน
ทั้งหมดจะทำให้ดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐไม่จำเป็นต้องปรับขึ้น และครึ่งปีหลังจะไม่รุนแรงไปกว่าครึ่งปีแรก ซึ่งในกรณีนี้ไทยจะได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่ไม่สูงขึ้น ประกอบกับความพยายามขวนขวายหาแหล่งน้ำมันจากที่ต่างๆ ในช่วงที่ผ่านมา ส่วนอีกทางคือ สงครามดำเนินต่อไป ซึ่งในกรณีนี้ฉากทัศน์ต่างๆ ก็จะดำเนินไปในทิศทางตรงกันข้าม
อย่างไรก็ตาม อดีตรองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยรายนี้ ระบุว่า โมเมนตัมขณะนี้ถูกจุดขึ้นด้วยการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่เริ่มเข้ามา และความมั่นใจของนักลงทุนที่มองว่าการเมืองเริ่มมีเสถียรภาพ สิ่งที่จะทำให้โมเมนตันนี้ไปต่อได้คือ การทำนโยบายที่สร้างความมั่นใจให้ทั้งภาคธุรกิจไทย และนักลงทุนต่างชาติ
"อย่าลืมว่าในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ เลยเดือนกันยายนไป เราอาจจะไม่มีแรงกระตุ้นจากโครงการของรัฐแล้ว อันที่สองก็คือ ความสนใจของชาวโลกเกี่ยวกับเอไอ มันก็อาจจะชิฟต์ไปที่อื่น"
เมื่อถามต่อถึงเมื่อถามถึงผลประโยชน์ของเม็ดเงินลงทุนต่างประเทศต่อประชาชนคนทั่วไป ดร.บัณฑิต ระบุว่าธุรกิจไอทีที่เข้ามาลงทุนเป็นธุรกิจที่ค่อนข้างเอ็กคลูซีฟคือ ต้องการแรงงานประเภทที่ไทยอาจมีน้อย ต้องการคุณภาพโครงสร้างพื้นฐานที่ไทยอาจมีน้อย และประโยชน์อาจไม่ส่งต่อถึงคนธรรมดา
"มันอาจจะเป็นการลงทุนที่ให้ประโยชน์จริงในแง่ของมูลค่าเพิ่มต่อจีดีพี แต่มูลค่าเพิ่มตัวนี้มันไม่ได้กระจายไปสู่คนส่วนใหญ่ มันก็เลยเป็น K-Shape พูดง่ายๆ” เขากล่าว
ทางออกที่เขาเสนอคือ การเขียนเงื่อนไขให้ชัด ทั้งการกำหนดให้บริษัทเหล่านี้ใช้ห่วงโซ่อุปทานในประเทศ การบังคับให้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีในแง่ความรู้ตามแบบที่จีนเคยทำจนสามารถผลิตเองได้มากขึ้น การให้ทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยเพื่อสร้างศูนย์เรียนรู้ และศูนย์วิจัย รวมถึงการเปิดหลักสูตรพัฒนาทักษะโดยใช้ความรู้จากบุคลากรของบริษัทเหล่านั้น
เขาย้ำว่าสิ่งเหล่านี้อยู่แค่เอื้อม เพราะบริษัทต่างชาติได้ประโยชน์จากการยกเว้นภาษี จากโครงสร้างพื้นฐาน และจากโควตาส่งออกของไทยอยู่แล้ว "มันอยู่ที่ว่าเราจะ push เราจะมีฟอร์มที่จะเข้าไปบอกเขาว่าสิ่งเหล่านี้คนไทยต้องการ ถ้าเราไม่พูด เราไม่ขอ หรือเราไม่เขียน มันก็คงจะไม่มี incentive" ดร.บัณฑิต ทิ้งท้าย
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





