จับตาอนุฯ แผน PDP เร่งจัดสมดุล “ความมั่นคง-ค่าไฟ-พลังงานสะอาด” เปิดทางเทคโนโลยี BESS-Direct PPA วางบทบาทโรงไฟฟ้าก๊าซและ SMR รองรับดีมานด์ “Data Center-เอไอ” 17 ส.ค. นี้ ยืนยันเดินหน้าจบภายในปีนี้เหตุเป็นแผนสำคัญที่นักลงทุน Data Center รอคอย
KEY POINTS
- การประชุมคณะอนุกรรมการฯ วันที่ 17 ส.ค. จะเป็นจุดสำคัญในการกำหนดทิศทางของแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP 2026) โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงของระบบ ต้นทุนค่าไฟฟ้า และการเพิ่มพลังงานสะอาด เพื่อรองรับโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่
- แผน PDP 2026 มีโจทย์ใหญ่คือการออกแบบระบบไฟฟ้าเพื่อรองรับความต้องการไฟฟ้าที่พุ่งสูงขึ้นจากกลุ่ม Data Center และ AI ซึ่งคาดการณ์ว่าจะมีความต้องการสูงสุดถึง 19,808 เมกะวัตต์
- จะมีการพิจารณาสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน (RE) และการนำระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) มาใช้ เพื่อตอบสนองความต้องการไฟฟ้าสีเขียวที่มีเสถียรภาพของกลุ่ม Data Center และนักลงทุนต่างชาติ
- คาดว่าจะมีความชัดเจนเกี่ยวกับกลไก Direct PPA ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่อย่าง Data Center สามารถจัดหาไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนได้โดยตรง เพื่อดึงดูดการลงทุนจากบริษัทระดับโลก
- การประชุมจะกำหนดบทบาทของโรงไฟฟ้าหลัก (เช่น ก๊าซธรรมชาติ) และเทคโนโลยีใหม่ (เช่น SMR) เพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าโดยรวม รองรับความผันผวนของพลังงานหมุนเวียน และไม่สร้างภาระต้นทุนให้ผู้ใช้ไฟฟ้ารายอื่น
การประชุมคณะอนุกรรมการที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP 2026) วันที่ 17 ส.ค. 2569ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของการวางโครงสร้างระบบไฟฟ้าไทยในระยะยาว โดยคาดว่าจะเริ่มเห็นความชัดเจนในหลายประเด็นสำคัญ
ตั้งแต่สัดส่วนพลังงานหมุนเวียน (RE) กำลังผลิตสำรอง บทบาทโรงไฟฟ้าหลัก ระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) การรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าจาก Data Center และ AI ตลอดจนกลไก Direct PPA และการวางบทบาทเทคโนโลยีนิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ SMR
แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า การประชุมคณะอนุกรรมการฯ วันที่ 17 ส.ค.นี้ คาดว่าจะมีข้อสรุปหรืออย่างน้อยจะเห็นความชัดเจนมากขึ้นในประเด็นสำคัญของการจัดทำ PDP 2026 โดยเฉพาะทิศทางโครงสร้างระบบไฟฟ้าไทยในระยะยาว ว่าจะสามารถจัดสมดุลระหว่าง 3 เป้าหมายสำคัญ ได้แก่ ความมั่นคงของระบบ ต้นทุนค่าไฟฟ้า และการเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดได้อย่างไร ก่อนเดินหน้าไปสู่การจัดทำรายละเอียดและเสนอแผนตามขั้นตอนต่อไป
ทั้งนี้ อาจยังไม่ใช่วันที่จะเคาะร่างแผน PDP 2026 ทั้งฉบับ แต่เป็นวันที่จะเริ่มเห็นภาพชัดขึ้นว่า โดยแนวคิดและประเด็นต่างๆ ที่มีการหารือกันมาตลอดกระบวนการจัดทำแผนจะตกผลึกไปในทิศทางใด โดยเฉพาะการออกแบบระบบไฟฟ้าให้สามารถรองรับโครงสร้างเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ ซึ่งมีความต้องการใช้ไฟฟ้าจากภาคดิจิทัลและ Data Center เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
RE โจทย์ใหญ่ เปลี่ยนระบบรับ “โซลาร์-ลม”
อย่างไรก็ตาม หนึ่งในประเด็นที่คาดว่าจะมีความชัดเจนมากขึ้น คือ สัดส่วนพลังงานหมุนเวียน (RE) ภายใต้ร่าง PDP ฉบับใหม่ ว่าพลังงานหมุนเวียนจะเข้ามาอยู่ในระบบไฟฟ้าในสัดส่วนเท่าใด และสามารถเพิ่มกำลังผลิตได้เร็วเพียงใด รวมถึงการออกแบบระบบไฟฟ้าเพื่อรองรับแหล่งพลังงานที่มีความผันผวนสูง เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม
สำหรับโจทย์ดังกล่าวมีความสำคัญมากขึ้นจากเป้าหมายของประเทศไทยที่ต้องการเพิ่มการใช้พลังงานสะอาด ขณะเดียวกันภาคอุตสาหกรรมและนักลงทุนต่างชาติให้ความสำคัญกับการใช้ไฟฟ้าสีเขียวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่ม Data Center และอุตสาหกรรมดิจิทัล ที่ไม่ได้ต้องการเพียงไฟฟ้าปริมาณมาก แต่ยังต้องการไฟฟ้าที่มีความมั่นคงและมีแหล่งที่มาจากพลังงานสะอาดเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมของธุรกิจ
ดังนั้น การเพิ่ม RE ในระบบจึงไม่ได้พิจารณาเพียงจำนวนเมกะวัตต์ที่จะเข้ามาใหม่ แต่ต้องพิจารณาควบคู่ไปกับความสามารถของระบบไฟฟ้าในการบริหารความผันผวนของการผลิต โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่โซลาร์หรือพลังงานลมไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ตามความต้องการ
วางบทบาทโรงไฟฟ้าหลัก คุมเสถียรภาพระบบ
ขณะเดียวกัน การเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนไม่ได้หมายความว่าโรงไฟฟ้าที่สามารถจ่ายไฟได้ตามความต้องการจะหมดความสำคัญ เพราะระบบไฟฟ้ายังคงจำเป็นต้องมีกำลังผลิตที่สามารถรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าได้ตลอดเวลา เพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบ โดยเฉพาะในช่วงที่การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนอยู่ในระดับต่ำ
ประเด็นที่ PDP 2026 ต้องกำหนดให้ชัดจึงรวมถึง บทบาทของโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติและเทคโนโลยีผลิตไฟฟ้ารูปแบบใหม่ ว่าจะถูกวางไว้ในระบบไฟฟ้าแห่งอนาคตอย่างไร รวมถึงแนวทางบริหารกำลังผลิตเดิมที่มีอยู่ และสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่มีผลโดยตรงต่อทั้งความมั่นคงและต้นทุนของระบบไฟฟ้า
ดังนั้น โจทย์สำคัญคือ หากประเทศไทยเดินหน้าเพิ่ม RE ในระดับสูง ระบบจะต้องมีกำลังผลิตที่ยืดหยุ่น และสามารถเข้ามาช่วยรองรับระบบในช่วงที่พลังงานหมุนเวียนผลิตไฟฟ้าได้น้อย ขณะเดียวกันต้องไม่สร้างกำลังผลิตส่วนเกินมากเกินไปจนกลายเป็นภาระต้นทุนของผู้ใช้ไฟฟ้าในอนาคต
BESS ตัวช่วยสำคัญ หากดัน RE สูง
อีกองค์ประกอบที่มีแนวโน้มถูกนำมาพิจารณาอย่างจริงจังภายใต้ PDP 2026 คือ ระบบกักเก็บพลังงาน หรือ BESS (Battery Energy Storage System) เพราะหากไทยเพิ่มสัดส่วน RE ในระดับสูง ระบบจำเป็นต้องมีเครื่องมือสำหรับบริหารความไม่แน่นอนของพลังงานหมุนเวียน
ทั้งนี้ หลักการสำคัญคือ การเก็บไฟฟ้าในช่วงที่แหล่งพลังงานหมุนเวียนสามารถผลิตได้มาก และนำกลับมาใช้ในช่วงที่ความต้องการไฟฟ้าสูงหรือช่วงที่การผลิตจากโซลาร์และลมลดลง
ดังนั้น BESS จะไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเป็นเทคโนโลยีเสริม แต่มีโอกาสกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของโครงสร้างระบบไฟฟ้าในอนาคต โดยเฉพาะหากนโยบายของร่างแผน PDP ฉบับใหม่เดินหน้าเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนอย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ตาม การกำหนดขนาดและรูปแบบการลงทุน BESS จะต้องพิจารณาควบคู่กับต้นทุนของเทคโนโลยี การลงทุนโครงข่ายไฟฟ้า และรูปแบบการบริหารระบบ เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดไม่กลายเป็นแรงกดดันต่อค่าไฟฟ้าของผู้บริโภค
รับดีมานด์ Data Center-เอไอ พุ่งแรง
อีกโจทย์ใหญ่ที่ PDP 2026 ไม่สามารถมองข้ามได้ คือ ความต้องการใช้ไฟฟ้าจาก Data Center และ AI ซึ่งมีลักษณะเฉพาะแตกต่างจากภาคธุรกิจทั่วไป เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้ไฟฟ้าปริมาณมาก และต้องการความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในระดับสูง
นอกจากปริมาณไฟฟ้าแล้ว ผู้ประกอบการ Data Center ยังให้ความสำคัญกับการเข้าถึงไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดมากขึ้น ทำให้แผน PDP ต้องตอบโจทย์ให้ได้ว่า ประเทศไทยจะจัดสรรกำลังผลิตและพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอย่างไรเพื่อรองรับการลงทุนกลุ่มนี้
ประเด็นสำคัญคือ การรองรับ Data Center ต้องไม่ทำให้ต้นทุนการจัดหาไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้ากลุ่มอื่นเพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น หรือเกิดการผลักภาระต้นทุนจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ไปยังผู้ใช้ไฟฟ้าทั้งระบบ
กรอบความต้องการ 6,799-19,808 MW
สำหรับการจัดทำค่าพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้าสำหรับจัดทำแผน PDP2026 เมื่อวันที่ 24 มี.ค. 2569 ที่ผ่านมา สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กำหนดฉากทัศน์ความต้องการใช้ไฟฟ้าของ Data Center ตั้งแต่ปี 2569-2593 รวม 3 กรณี ดังนี้
1.กรณีต่ำ เฉพาะส่วนที่มีความชัดเจนแล้ว ซึ่งได้รับส่งเสริมการลงทุนหรืออยู่ระหว่างขอรับส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) โดยมีความพร้อมในการจ่ายไฟ โดยปี 2569 จะมีความต้องการ 1,065 เมกะวัตต์ และจะเพิ่มก้าวกระโดดในปี 2576 อยู่ที่ 6,376 เมกะวัตต์ และสิ้นสุดแผนในปี 2593 จะมีความต้องการ 6,799 เมกะวัตต์
2.กรณีกลาง เป็นการมองบนสมมติฐานของกรณีต่ำ บวกกับส่วนที่มีศักยภาพในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้ารองรับ โดยปี 2569 จะมีความต้องการ 1,065 เมกะวัตต์ และจะเพิ่มก้าวกระโดดในปี 2576 อยู่ที่ 8,002 เมกะวัตต์ และสิ้นสุดแผนในปี 2593 จะมีความต้องการ 8,811 เมกะวัตต์
3.กรณีสูง เป็นการประเมินทั้งหมดที่ยื่นหรือติดต่อขอใช้ไฟฟ้าจากการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) โดยปี 2569 จะมีความต้องการ 4,004 เมกะวัตต์ และเพิ่มขึ้นก้าวกระโดดตั้งแต่ปี 2570 จนเริ่มนิ่งในปี 2576 ที่มีความต้องการ 19,085 เมกะวัตต์ และสิ้นสุดแผนในปี 2593 จะมีความต้องการ 19,808 เมกะวัตต์
ดังนั้น PDP 2026 จึงต้องทำหน้าที่มากกว่าการกำหนดว่าจะสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มอีกกี่เมกะวัตต์ แต่ต้องออกแบบระบบผลิตไฟฟ้า ระบบส่ง และการจัดสรรกำลังผลิตให้สอดรับกับโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ที่กำลังเกิดขึ้น
จับตา Direct PPA เปิดเกมไฟฟ้าสีเขียว
ขณะที่อีกประเด็นสำคัญที่ต้องจับตา คือ นำร่อง Direct PPA 2,000 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นกลไกที่จะเปิดโอกาสให้ผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่สามารถจัดหาไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนได้โดยตรง การกำหนดแนวทาง จะมีผลต่อหลายส่วนของระบบ ตั้งแต่รูปแบบการจัดหาไฟฟ้า การลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ไปจนถึงการบริหารจัดการโครงข่ายไฟฟ้าในอนาคต
โดยเฉพาะเมื่อ Data Center และอุตสาหกรรมดิจิทัลต้องการไฟฟ้าสีเขียวเพิ่มขึ้น การเปิดช่องทางให้ผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่สามารถเข้าถึงพลังงานหมุนเวียนโดยตรง จึงเป็นหนึ่งในกลไกที่ภาคธุรกิจจับตา เพราะจะมีผลต่อความสามารถของไทยในการดึงดูดการลงทุนจากบริษัทระดับโลกที่มีเป้าหมายลดการปล่อยคาร์บอน
อย่างไรก็ตาม Direct PPA ก็ต้องถูกออกแบบให้สอดคล้องกับโครงสร้างระบบไฟฟ้าของประเทศ ทั้งในด้านการใช้โครงข่าย การบริหารสมดุลไฟฟ้า และผลกระทบต่อต้นทุนโดยรวมของระบบ
ลุ้น SMR วางเป็นกำลังผลิต-เลือกระยะยาว
สำหรับเทคโนโลยี SMR (Small Modular Reactor) หรือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ต้องติดตามว่า จะถูกวางไว้ใน PDP 2026 ในฐานะกำลังผลิตทางเลือกสำหรับระยะยาวมากน้อยเพียงใด แม้ SMR จะเป็นเทคโนโลยีที่ถูกจับตามองในฐานะแหล่งผลิตไฟฟ้าที่สามารถจ่ายไฟได้อย่างต่อเนื่อง และมีศักยภาพในการสนับสนุนเป้าหมายลดการปล่อยคาร์บอน แต่การนำมาใช้จริงยังเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย ทั้งต้นทุน เทคโนโลยี กฎระเบียบ ความพร้อมของประเทศ รวมถึงการยอมรับของสังคม
ดังนั้น การวาง SMR ไว้ใน PDP 2026 จึงต้องพิจารณาในมิติระยะยาว ไม่ใช่เพียงเรื่องของการเพิ่มกำลังผลิต แต่รวมถึงความพร้อมของระบบนิเวศด้านนิวเคลียร์และกรอบกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องด้วย
ยืนยัน PDP ไม่ใช่แค่ “เพิ่มโรงไฟฟ้า”
แหล่งข่าว กล่าวต่อว่า หัวใจสำคัญของร่างแผน PDP 2026 ไม่ได้อยู่ที่คำถามว่าจะสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มอีกกี่เมกะวัตต์ แต่คือการออกแบบระบบไฟฟ้าใหม่ให้สอดคล้องกับโครงสร้างเศรษฐกิจที่กำลังเปลี่ยนแปลง
“ประเด็นใหญ่ที่สุดของ PDP 2026 ไม่ใช่แค่ว่าจะสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มอีกกี่เมกะวัตต์ แต่มันเป็นการออกแบบระบบไฟฟ้าใหม่ให้สอดคล้องกับโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ด้วย”
ดังนั้น การประชุมคณะอนุกรรมการวันที่ 17 ส.ค.นี้ จะมีความสำคัญต่อการเห็นทิศทางว่า แนวคิดต่างๆ ที่มีการหารือกันมาตลอดช่วงการจัดทำ PDP จะเริ่มตกผลึกไปในทิศทางใด ทั้งสัดส่วน RE กำลังผลิตสำรอง BESS โรงไฟฟ้าก๊าซ SMR รวมถึงการรองรับ Data Center และการเปิดตลาดไฟฟ้าผ่าน Direct PPA
หากที่ประชุมสามารถหาข้อสรุปได้ในระดับคณะอนุกรรมการ ก็จะเดินหน้าสู่กระบวนการเปิดรับฟังข้อคิดเห็นสาธารณะ (ประชาพิจารณ์) และเข้าสู่ขั้นตอนประกาศใช้ตามลำดับ แต่หากยังมีประเด็นที่มีความเห็นแตกต่างกัน ก็จำเป็นต้องนำกลับไปศึกษาเพิ่มเติมต่อไป
อย่างไรก็ตาม มั่นใจว่าแผน PDP 2026 จะสามารถจัดทำให้แล้วเสร็จภายในปี 2569 แน่นอน เนื่องจากเป็นแผนสำคัญที่ภาคเอกชนและนักลงทุนกำลังรอ โดยเฉพาะกลุ่ม Data Center ที่ต้องใช้ข้อมูลเกี่ยวกับศักยภาพและทิศทางระบบไฟฟ้าของไทยประกอบการตัดสินใจลงทุน
17 ส.ค. จุดเริ่มเห็นภาพไฟฟ้าไทย 10-20 ปี
ทั้งนี้ วันที่ 17 ส.ค. 2569 จึงอาจยังไม่ใช่วันที่จะต้องเคาะร่างแผน PDP 2026 ทั้งฉบับ แต่ถือเป็นอีกหนึ่งวันสำคัญที่จะทำให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่า ระบบไฟฟ้าไทยในอีก 10-20 ปีข้างหน้าจะเดินไปในทิศทางใด
ซึ่งคำตอบของ PDP 2026 จะไม่ได้มีผลเฉพาะต่อผู้ผลิตไฟฟ้าหรือภาคพลังงานเท่านั้น แต่จะเชื่อมโยงไปถึงความสามารถของประเทศในการรองรับการลงทุนใหม่ โดยเฉพาะ Data Center และอุตสาหกรรมดิจิทัล การเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด ตลอดจนความสามารถในการควบคุมต้นทุนค่าไฟฟ้าและรักษาความมั่นคงของระบบ
ท้ายที่สุด โจทย์สำคัญที่สุดจึงอยู่ที่การออกแบบสมดุลระหว่างไฟฟ้าที่มั่นคง ไฟฟ้าที่สะอาด และไฟฟ้าที่มีต้นทุนเหมาะสม พร้อมตอบคำถามว่า ใครจะเป็นผู้รับภาระต้นทุนของการเปลี่ยนผ่านระบบไฟฟ้าไทยในครั้งนี้
เพราะ PDP 2026 จึงไม่ใช่เพียงแผนจัดหากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับใหม่ แต่กำลังกลายเป็นหนึ่งในแผนยุทธศาสตร์ที่จะกำหนดทิศทางโครงสร้างเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในยุค Data Center และ AI





