บี.กริม เพาเวอร์ Transform หน่วยงานธุรกิจ จัดทัพองค์กรรองรับ Infrastructure แห่งอนาคต ในแผนพลังงานชาติ PDP 2026 เตรียมพร้อมสำหรับ IPP ทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงเทรนด์การใช้พลังงานโลก มุ่งสู่ Energy Tech Company แบบครบวงจร
ประเทศไทยกำลังยืนอยู่หน้าโอกาสด้านพลังงานครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เคยเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามจังหวะเศรษฐกิจ กำลังถูกจุดติดด้วยแรงขับเคลื่อนชุดใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน
Data Center และปัญญาประดิษฐ์ที่ต้องการไฟฟ้ามหาศาลตลอด 24 ชั่วโมง ยานยนต์ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ไฟของทั้งประเทศ คลื่นการลงทุนในพื้นที่ EEC และกติกาการค้าโลกที่กำหนดให้ต้องผลิตสินค้าด้วยพลังงานสะอาด "ทั้งหมดนี้ คือโอกาสครั้งประวัติศาสตร์ของผู้ที่พร้อมที่สุด"
ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศฉบับใหม่ หรือ PDP 2026 (Power Development Plan 2026) ซึ่งคาดว่าจะเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ (Public Hearing) ในเดือนส.ค.นี้ สะท้อนขนาดของโอกาสได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการคาดการณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่จะเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าในระยะยาว เป้าหมายสัดส่วนพลังงานสะอาดที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
การเปิดเสรีให้ผู้ผลิตไฟฟ้าซื้อขายไฟฟ้าโดยตรงกับผู้ใช้ไฟรายใหญ่ผ่านกลไก Direct PPA (Direct Power Purchase Agreement) โดยใช้โครงข่ายสายส่งภายใต้หลักเกณฑ์ TPA (Third Party Access) การวางโครงข่ายอัจฉริยะและระบบกักเก็บพลังงานให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานหลัก ตลอดจนการเปิดจัดหากำลังผลิตไฟฟ้าใหม่ ซึ่งรวมถึงโควตาสำหรับโรงไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (IPP) ทั้งในและต่างประเทศ เช่น ไทย (ตามแผน PDP 2026) เวียดนาม และ มาเลเซีย เป็นต้น
ในขณะเดียวกัน มติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติทั้ง 7 ประการล่าสุด ก็ได้วางกติกาสำคัญเพิ่มเติม ตั้งแต่การกำหนดให้ผู้ใช้ไฟรายใหญ่รับผิดชอบต้นทุนของตนเอง การเปิดเสรีการซื้อขายไฟฟ้าสะอาด ไปจนถึงการปฏิรูปโครงสร้างราคาไฟฟ้าให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงมากยิ่งขึ้น
นายนพเดช กรรณสูต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจในประเทศไทย มาเลเซีย และโซลูชั่นธุรกิจอุตสาหกรรม บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ความต้องการใช้ไฟฟ้าระยะยาวของประเทศคาดว่าจะสูงถึงราว 77,374 เมกะวัตต์ กรณีสูง (High Case) ภายในปี 2593 โดยเฉพาะโครงการ Data Center ในพื้นที่ EEC คาดว่าจะมีความต้องการใช้ไฟฟ้าราว 3,000-4,000 เมกะวัตต์ และนักลงทุนกลุ่ม AI และ Data Center จำนวนมากต้องการพัฒนาโรงไฟฟ้าเพื่อใช้เอง (Captive Power Plant) เพื่อความมั่นคงด้านพลังงานที่สะอาดและมีเสถียรภาพสูงรองรับธุรกิจ
สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่แค่ตัวเลขความต้องการที่เพิ่มขึ้น แต่คือคุณภาพของความต้องการที่เปลี่ยนไป ดีมานด์ยุคใหม่ไม่ได้ต้องการแค่ “ไฟฟ้าที่มากขึ้น” หากต้องการสามสิ่งพร้อมกัน ไฟฟ้าที่นิ่งและเชื่อถือได้ในระดับ mission-critical (มาตรฐานความเสถียรระดับสูงสุด ที่ระบบทำงานต่อเนื่องไม่หยุดชะงัก) ไฟฟ้าที่สะอาดพิสูจน์ได้ตามมาตรฐานสากล และไฟฟ้าที่ฉลาดพอจะบริหารความผันผวนของพลังงานหมุนเวียนได้แบบเรียลไทม์ ผู้เล่นที่ตอบได้เพียงข้อใดข้อหนึ่ง จะไม่เพียงพออีกต่อไป
คำถามสำคัญของอุตสาหกรรมพลังงานไทยในวันนี้จึงไม่ใช่ “แผนจะประกาศเมื่อไหร่” แต่คือ “ใครพร้อมดำเนินการได้ทันที หลังแผนประกาศ” และนั่นคือคำถามที่ บี.กริม เพาเวอร์ เตรียมคำตอบไว้ล่วงหน้าแล้ว
นายนพเดช ชี้ว่าการประกาศใช้แผน PDP ให้เกิดความชัดเจนโดยเร็ว คือปัจจัยสำคัญต่อการขับเคลื่อนการลงทุนด้านพลังงานของประเทศ เพราะหากนโยบายล่าช้า จะกระทบความสามารถในการแข่งขันของไทยเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย เวียดนาม และสิงคโปร์ ที่เดินหน้านโยบายรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคตไปไกลแล้ว ขณะที่ประเทศไทยมีศักยภาพก้าวขึ้นเป็น AI Hub ของภูมิภาค หากสามารถเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและดิจิทัลได้อย่างทันท่วงที
Transform หน่วยงานธุรกิจ จัดทัพองค์กร พร้อมก่อนแผนประกาศ
นายนพเดช กล่าวว่า สำหรับ บี.กริม เพาเวอร์ ได้ตอบโจทย์สำคัญของประเทศครั้งนี้ด้วยการตัดสินใจเชิงโครงสร้างที่ลงมือทำจริงไปแล้ว ตลอดช่วงที่ผ่านมา องค์กรได้ transform ตัวเองอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่การเปลี่ยนโลโก้หรือคำนิยาม แต่คือการจัดทัพองค์กรใหม่ ตั้งหน่วยธุรกิจ ผนึกพันธมิตรระดับโลก และลงทุนในสนามใหม่ ภายใต้จุดหมายเดียวที่ชัดเจน
การก้าวจากผู้ผลิตไฟฟ้าชั้นนำ สู่การเป็น Energy Tech Company ที่ครบวงจร องค์กรที่มีทั้งพลังงาน เทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ทำงานร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว พร้อมรองรับ Infrastructure แห่งอนาคตของประเทศในทุกมิติ
การจัดทัพครั้งนี้ประกอบด้วย 4 หน่วยงานหลักที่ออกแบบมาให้เสริมพลังซึ่งกันและกัน
หน่วยงานที่หนึ่ง บี.กริม บียอนด์บริดจ์ หัวหอกธุรกิจดิจิทัลแห่งอนาคต บี.กริม เพาเวอร์ จัดตั้งบริษัท บี.กริม บียอนด์บริดจ์ จำกัด ขึ้นเป็นหน่วยธุรกิจที่โฟกัสธุรกิจดิจิทัลโดยเฉพาะ ด้วยพันธกิจการเป็นผู้นำด้าน Digital Infrastructure-as-a-Service (DIaaS) บนสองแกนธุรกิจ ได้แก่ Energy Platform-as-a-Service ที่นำการพยากรณ์ด้วยอัลกอริทึมมาเสริมประสิทธิภาพการใช้พลังงานผ่านระบบบริหารจัดการและซื้อขายพลังงานอัจฉริยะ
พร้อมรองรับการเปิดใช้โครงข่ายสายส่งภายใต้หลักเกณฑ์ TPA (Third Party Access) รวมถึง Industrial Digital Services ที่ให้บริการโซลูชันยกระดับการดำเนินงานของภาคอุตสาหกรรม สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการของลูกค้า
แกนธุรกิจเหล่านี้ไม่ได้เริ่มจากศูนย์ แต่ต่อยอดจากสินทรัพย์ที่จับต้องได้จริง โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ Smart Micro Grid ที่ยาวที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ความยาวรวม 216.76 กิโลเมตร ที่ให้บริการภาคอุตสาหกรรมอยู่แล้วในทุกวันนี้ เป็นรากฐานที่จะพา บี.กริม เพาเวอร์ ก้าวสู่บทบาทผู้รวบรวมและบริหารจัดการพลังงาน (Energy Aggregator) ในอนาคต
ขณะที่ร่าง PDP 2026 เพิ่งบรรจุเรื่อง TPA และ Smart Grid เข้าสู่แผนระดับชาติ แพลตฟอร์มของ บี.กริม บียอนด์บริดจ์ ถูกออกแบบมารองรับสิ่งเหล่านี้ตั้งแต่วันก่อตั้ง สอดรับข้อเสนอเชิงโครงสร้างที่ บี.กริม เพาเวอร์ ผลักดันมาอย่างต่อเนื่อง
การเปลี่ยนผ่านจากระบบผู้ซื้อรายเดียว (Single Enhanced Buyer) สู่ TPA (Third Party Access) ที่มีอัตราค่าบริการสายส่ง (Wheeling Charge) ที่เป็นธรรม เปิดทางการซื้อขายไฟฟ้าแบบ Peer-to-Peer พร้อมเร่งลงทุน Smart Grid และเทคโนโลยี Grid Forming เพื่อรองรับการเชื่อมต่อแหล่งผลิตไฟฟ้าหลากหลายประเภทอย่างมีเสถียรภาพ
หน่วยงานที่สอง บี.กริม ไอเน็ต ผนึกกำลังเพื่ออธิปไตยดิจิทัลของไทย ความร่วมมือครั้งสำคัญกับไอเน็ต ผู้นำด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและคลาวด์ระดับประเทศที่มีประสบการณ์กว่า 31 ปี ก่อตั้งบริษัทร่วมทุน บี.กริม ไอเน็ต เพื่อยกระดับนิคมอุตสาหกรรมไทยสู่ Smart Industrial Estate สอดรับยุทธศาสตร์ของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยที่ครอบคลุมนิคมฯ กว่า 80 แห่งและโรงงานกว่า 5,400 แห่งทั่วประเทศ ด้วยโซลูชันครบวงจรตั้งแต่การจัดการพลังงานอัจฉริยะ แพลตฟอร์มติดตามการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ไปจนถึงระบบความปลอดภัยคลาวด์และ AI
หัวใจของหน่วยงานนี้คือการหลอมรวมเทคโนโลยีปฏิบัติการด้านพลังงาน (OT) เข้ากับเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) อย่างไร้รอยต่อเป็น One-stop Solution รายแรกในตลาด และที่สำคัญ แพลตฟอร์มและโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดพัฒนาและบริหารจัดการภายในประเทศไทย เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านข้อมูลและอธิปไตยดิจิทัล (Digital Sovereignty) ของประเทศ ในวันที่ข้อมูลกลายเป็นทรัพยากรยุทธศาสตร์
หน่วยงานที่สาม ดิจิทัล เอดจ์ บี.กริม เจ้าของโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจ AI ในธุรกิจ Data Center บี.กริม เพาเวอร์ ผ่าน ดิจิทัล เอดจ์ บี.กริม ก้าวขึ้นเป็นผู้พัฒนาและผู้ดำเนินการโดยตรง ด้วยโครงการ hyperscale ขนาด 96 เมกะวัตต์ มูลค่า 26,000 ล้านบาท ที่จังหวัดชลบุรี ซึ่งมีความคืบหน้ากว่า 45% และเตรียมเปิดดำเนินการบางส่วนภายในปลายปี 2569
จุดที่ทำให้หน่วยงานนี้มีความหมายเป็นพิเศษคือ บี.กริม เพาเวอร์ ยืนอยู่ทั้งสองฝั่งของสมการ Data Center ฝั่งหนึ่งคือการเป็นผู้พัฒนาและดำเนินการเอง อีกฝั่งคือการเป็นผู้จ่ายไฟที่มั่นคงและสะอาดให้ Data Center รายใหญ่ ความเข้าใจจากการเป็นเจ้าของโครงการเอง ทำให้รู้ลึกถึงความต้องการของลูกค้ากลุ่มนี้ดีกว่าใคร ทั้งมาตรฐานความเสถียรระดับ mission-critical ความต้องการพลังงานสะอาดที่พิสูจน์ได้ และการเติบโตของ load ที่ต้องมีการวางแผนล่วงหน้า
มติ กพช. ล่าสุดกำหนดให้ Data Center และผู้ใช้ไฟรายใหญ่ต้องรับผิดชอบต้นทุนของตนเอง ไม่ผลักภาระสู่ประชาชน กติกาใหม่นี้เป็นผลดีโดยตรงต่อ บี.กริม เพาเวอร์ เพราะเมื่อผู้ใช้ไฟรายใหญ่ต้องยืนบนต้นทุนจริงของตัวเอง สิ่งที่เขามองหาคือผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนที่จ่ายไฟให้โดยตรงได้อย่างมั่นคง โปร่งใส และแข่งขันได้
ซึ่งคือสิ่งที่ บี.กริม เพาเวอร์ ทำให้ภาคอุตสาหกรรมมากว่า 30 ปี และพร้อมส่งมอบให้ Data Center รายใหญ่หลายรายที่กำลังทยอยลงทุนในประเทศไทย
หน่วยงานที่สี่ พอร์ตพลังงานสะอาดระดับภูมิภาค จากนิคมไทยสู่เวทีโลก การ transform ของ บี.กริม เพาเวอร์ ยืนอยู่บนรากฐานพลังงานสะอาดที่แข็งแรงและขยายตัวต่อเนื่อง ภายใต้ยุทธศาสตร์ GreenLeap – Global and Green ที่ตั้งเป้ากำลังการผลิตตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า 10,000 เมกะวัตต์ โดยมีสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนมากกว่า 50% ภายในปี 2573 มุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ. 2050
ในประเทศ พอร์ตพลังงานสะอาดครอบคลุมครบทุกรูปแบบ โซลาร์ฟาร์ม โซลาร์ลอยน้ำ โซลาร์รูฟท็อป และพลังงานลม ให้บริการทั้งภาคอุตสาหกรรมในนิคมและโครงการภายใต้นโยบายรัฐ พร้อมความร่วมมือกับองค์กรชั้นนำในการติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์ในโรงงาน เพื่อพาภาคการผลิตไทยเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดอย่างเป็นรูปธรรม
ในต่างประเทศ บี.กริม เพาเวอร์ สร้างหมุดหมายในหลากหลายตลาดพร้อมกัน อาทิ
เกาหลีใต้ การลงทุนโครงการพลังงานลมนอกชายฝั่ง Nakwol 1 ขนาด 365 เมกะวัตต์
ฟิลิปปินส์ โซลาร์ ARECO 65 เมกะวัตต์ พร้อม pipeline พัฒนากว่า 1 กิกะวัตต์ รวมถึงที่ญี่ปุ่นและเวียดนาม การเติบโตยังเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง และก้าวล่าสุดคือการขยายสู่ตลาดพัฒนาแล้วฝั่งตะวันตก
สหรัฐอเมริกา ด้วยพอร์ตโรงไฟฟ้าพลังน้ำในแคลิฟอร์เนียและภูมิภาค New England ในตลาดที่ดีมานด์จาก AI และ Data Center กำลังพุ่งสูง
"ประสบการณ์เหล่านี้ช่วยให้ บี.กริม เพาเวอร์ พร้อมแล้ว สำหรับร่าง PDP 2026 ที่ตั้งเป้าพลังงานสะอาดในสัดส่วนที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ"
พร้อมสำหรับ IPP สนามที่ บี.กริม เพาเวอร์ เตรียมตัวมาตลอด
หนึ่งในหมุดหมายสำคัญของร่าง PDP 2026 คือการเปิดจัดหากำลังผลิตไฟฟ้าใหม่เพื่อรองรับดีมานด์ที่กำลังเติบโต ซึ่งรวมถึงโควตาโรงไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (IPP) และนี่คือสนามที่ บี.กริม เพาเวอร์ พร้อมเข้าร่วมการจัดหากำลังผลิตใหม่อย่างเต็มความสามารถ
ความพร้อมนี้ไม่ใช่คำประกาศลอยๆ แต่ยืนอยู่บนหลักฐานที่จับต้องได้: ประสบการณ์พัฒนาและเดินเครื่องโรงไฟฟ้ามากว่า 30 ปี ในฐานะหนึ่งในผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ที่สุดของประเทศ ความเชี่ยวชาญด้านโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติประสิทธิภาพสูงที่เป็นกำลังหลักของระบบ ความน่าเชื่อถือทางการเงินที่ผ่านการพิสูจน์ในตลาดทุนทั้งในและต่างประเทศ และ track record การส่งมอบโครงการตรงเวลาในทุกตลาดที่เข้าไปลงทุน
เมื่อการจัดหากำลังผลิตใหม่ภายใต้โควตา IPP (Independent Power Producer) เริ่มต้น บี.กริม เพาเวอร์ พร้อมเข้าร่วมด้วยต้นทุนที่แข่งขันได้และมาตรฐานที่ตลาดยอมรับ เพราะสำหรับเรา นี่ไม่ใช่แค่การขยายกำลังการผลิต แต่คือการร่วมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้ประเทศในทศวรรษที่สำคัญที่สุด ทั้งในไทย (PDP 2026) เวียดนาม และ มาเลเซีย เป็นต้น
สี่หน่วยงาน หนึ่งระบบนิเวศ พร้อมรองรับ Infrastructure แห่งอนาคต
นายนพเดช กล่าวว่า สิ่งที่ทำให้การ Transform หน่วยงานธุรกิจครั้งนี้แตกต่างจากการขยายธุรกิจทั่วไป คือทั้งสี่หน่วยงานไม่ได้แยกกันทำ แต่ประกอบกันเป็นระบบนิเวศเดียว
โรงไฟฟ้าที่เชื่อถือได้และพอร์ตพลังงานสะอาดครบรูปแบบทั้งในและต่างประเทศ คือฐานการผลิต บี.กริม บียอนด์บริดจ์ ที่มีทั้ง Smart Micro Grid และ Energy Platform คือระบบประสาทที่ทำให้พลังงานฉลาดขึ้น Data Center และโซลูชันดิจิทัลของ บี.กริม ไอเน็ต คือดีมานด์แห่งอนาคต
ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ บี.กริม เป็นเจ้าของเอง พร้อมประสบการณ์จากหลากหลายตลาดทั่วโลก
นี่คือความหมายที่แท้จริงของการเป็น Energy Tech Company ที่ครบวงจร ไม่ใช่บริษัทพลังงานที่มีแผนกไอที และไม่ใช่บริษัทเทคโนโลยีที่ขายไฟ แต่คือองค์กรที่ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่ของพลังงานยุคใหม่ ตั้งแต่การผลิตไฟฟ้าที่มั่นคงและสะอาด การส่งผ่านโครงข่ายอัจฉริยะ การบริหารจัดการด้วยแพลตฟอร์มและ AI ไปจนถึงการเป็นเจ้าของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ดีมานด์ยุคใหม่ต้องพึ่งพา
โครงสร้างแบบนี้ทำให้ไม่ว่า Infrastructure แห่งอนาคตของประเทศจะมาในรูปแบบใด ทั้งโครงข่ายอัจฉริยะ ระบบกักเก็บพลังงาน ตลาดไฟฟ้าเสรี หรือเทคโนโลยีการผลิตใหม่ บี.กริม เพาเวอร์ พร้อมแล้วสำหรับทุกสนาม
เมื่อวางภาพนี้ทาบกับทิศทางของ PDP 2026 และมติ กพช. ทั้ง 7 ข้อ จะพบว่าแทบทุกหมุดหมายของนโยบาย จากการเปิดเสรีไฟฟ้าสะอาด โครงข่ายอัจฉริยะ โควตากำลังผลิตใหม่ ไปจนถึงความรับผิดชอบต่อต้นทุนของผู้ใช้ไฟรายใหญ่ ล้วนวิ่งเข้าหาสิ่งที่ บี.กริม เพาเวอร์ ลงมือสร้างไว้ก่อนหน้านี้แล้ว
ร่วมพันธมิตร สำหรับ SMR มองไกลกว่ากรอบของแผนปัจจุบัน
นายนพเดช กล่าวว่า นอกจากนี้ บี.กริม เพาเวอร์ ยังเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานสำหรับเทคโนโลยีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรจากยุโรปและจีน บนหลักคิดเรื่อง “อธิปไตยทางพลังงาน” (Energy Sovereignty) ที่ประกอบด้วยความมั่นคง ความเพียงพอ และการพึ่งพาตนเอง เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงและความผันผวนของราคา LNG ในตลาดโลก
และการเติบโตทั้งหมดนี้เดินคู่ไปกับการพัฒนาศักยภาพของประเทศ หลายโครงการของบริษัทใช้ผู้รับเหมาคนไทย 100% และมีบุคลากรไทยราว 90% ของการดำเนินงาน สะท้อนแนวทางการเติบโตที่ยกระดับอุตสาหกรรมไทยไปพร้อมกัน
สำหรับหลายองค์กร แผนพลังงานชาติฉบับใหม่คือโจทย์ของการปรับตัว แต่สำหรับ บี.กริม เพาเวอร์ มันคือคำอธิบายของเส้นทางที่เลือกเดินมาตลอด
การ transform ครั้งนี้ไม่ใช่การเริ่มต้นจากศูนย์ แต่คือการจัดทัพสินทรัพย์และความเชี่ยวชาญกว่า 30 ปี ให้พร้อมสำหรับทุกสนามใหม่ในฐานะ Energy Tech Company ที่ครบวงจร
จากโควตา IPP ที่พร้อมเข้าร่วม ไปจนถึง Infrastructure แห่งอนาคตที่พร้อมรองรับ เมื่อแผนพลังงานแห่งชาติประกาศ บี.กริม เพาเวอร์ จะไม่ใช่ผู้เล่นที่ต้องปรับตัวตามเกม แต่คือผู้เล่นที่เกมกำลังเดินเข้าหา





