นักเศรษฐศาสตร์ ประเมินน้ำท่วมกรุงเทพฯ “ดร.อมรเทพ" ชี้กระทบเศรษฐกิจวงจำกัด ห่วงซ้ำเติมกำลังซื้อ-ความเชื่อมั่น แนะรัฐลงทุนป้องกันมากกว่าแจกเงิน ห่วงประชาชนลดความเชื่อมั่นรัฐบาล “ดร.ธนวรรธน์” ระบุผลกระทบต่างจังหวัดหนักกว่ากรุงเทพฯ “ดร.อัทธ์” คาดกระทบเศรษฐกิจเมืองหลวงหมื่นล้าน ส.อ.ท.ยอมรับภาคธุรกิจตั้งรับไม่ทัน
KEY POINTS
- สถานการณ์น้ำท่วมใน กทม. และหลายจังหวัดคาดว่าสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจระยะสั้นทั่วประเทศราว 10,000-25,000 ล้านบาท และฉุด GDP ของประเทศ
- ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ไม่ทันได้เตรียมตัวรับมือ ทำให้เกิดผลกระทบเป็นวงกว้างต่อห่วงโซ่อุปทาน การผลิต การขนส่ง และการเดินทางของแรงงาน
- ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดในกรุงเทพฯ คือกลุ่มค้าส่ง-ค้าปลีก รองลงมาคือการเงิน-ประกันภัย อสังหาริมทรัพย์ และการท่องเที่ยว
สถานการณ์ฝนตกต่อเนื่องในวันที่ 24-26 ก.ย.2569 โดยมีลักษณะของกลุ่มเมฆฝนที่หมุนวนและแช่ตัวอยู่กับที่ ซึ่งทำให้เกิดน้ำท่วมในหลายพื้นที่บริเวณกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมทั้งเกิดปัญหาเกินศักยภาพระบบระบายน้ำของกรุงเทพมหานคร
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผย “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบปัญหาน้ำท่วมใน 21 จังหวัด คาดว่าส่งผลให้การเดินทางของประชาชนลดลง
รวมทั้งส่งให้มูลค่าการจับจ่ายใช้สอยในระบบเศรษฐกิจช่วงที่ 25-27 ก.ย.2569 ลดลง และห้างบางแห่งในกรุงเทพฯ เจอน้ำท่วมทำให้ยอดขายลดลง ขณะที่สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงอาจได้รับผลกระทบปริมาณการขาย
“ความเสียหายที่กระทบเศรษฐกิจไทยระยะสั้น 3 วัน จะกระทบเศรษฐกิจภาพรวมทั้งประเทศเสียหาย 1 หมื่นล้านบาท ฉุดจีดีพีลดลงเพียง 0.05% ไม่กระทบเศรษฐกิจมากนัก เนื่องจากคาดว่าเขตพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลอาจเกิดปัญหาระยะสั้นเพียง 3 วัน แต่ในต่างจังหวัดอาจเกิดปัญหานานกว่าราว 3-7 วัน ”นายธนวรรธน์ กล่าว
ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย (CIMB Thai) เปิดเผย “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า การประเมินผลกระทบเศรษฐกิจจากสถานการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯ และพื้นที่อื่นหากท่วมขังเพียง 2-3 วัน บางพื้นที่ผลกระทบต่อเศรษฐกิจรวมอยู่วงจำกัด แต่มีหลายส่วนต้องติดตาม โดยเฉพาะการบริโภค การท่องเที่ยว ภาคก่อสร้างและผลกระทบต่อความเชื่อมั่น
1.ด้านการบริโภค ช่วงแรกประชาชนจะชะลอซื้อสินค้าขนาดใหญ่และหันไปใช้จ่ายอาหารและของจำเป็นมากขึ้น ขณะที่หลังน้ำลดอาจมีการใช้จ่ายเพื่อซ่อมแซมสิ่งของที่ได้รับความเสียหาย
ทั้งนี้กำลังซื้อและความเชื่อมั่นที่ลดลงอาจทำให้ประชาชนไม่เพิ่มการใช้จ่ายมากนัก อีกทั้งปัญหาด้านการขนส่งยังเป็นข้อจำกัด เพราะแม้มีเงิน แต่หากการขนส่งมีปัญหาก็ไม่สามารถส่งมอบสินค้าได้ตามปกติ
2.การท่องเที่ยว ข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วมอาจทำให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติลดการเดินทางในช่วงนี้ แต่ไม่น่าจะยกเลิกทั้งหมด โดยอาจปรับแผนการเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปเชียงใหม่ ภูเก็ตหรือพื้นที่อื่นแทน ซึ่งจะกระทบธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร การขนส่ง และค้าปลีกในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ
3.ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จะรับผลกระทบมากขึ้นและเป็นการซ้ำเติมกำลังซื้ออ่อนแออยู่แล้ว โดยเฉพาะความต้องการบ้านเดี่ยวนอกเมืองที่อาจได้รับผลกระทบจากความกังวลทำเลและความเสี่ยงน้ำท่วม ขณะที่คอนโดมิเนียมในเมืองไม่น่าจะได้รับผลกระทบมากไปกว่าสถานการณ์เดิม และอาจเป็นจังหวะที่คนบางส่วนหันมาหาคอนโดมิเนียมเช่าในเมืองมากขึ้น
แนะภาครัฐลงทุนระบบป้องกันอุทกภัย
ส่วนภาครัฐ แม้จะแจกเงินเยียวยาเพื่อพยุงกำลังซื้อ แต่เงิน 1,000 บาท ใน 2 เดือน ไม่ชดเชยความเสียหายจากน้ำท่วมได้หมด และการหาเงินมาแจกต่อเนื่องข้ามปีไม่น่าจะช่วยให้เศรษฐกิจไทยพ้นจากภาวะเติบโตต่ำและกำลังซื้อหายได้
ดังนั้น ต้องการให้ภาครัฐจัดสรรงบประมาณไปลงทุนเพื่อป้องกันอุทกภัยอย่างชัดเจน จัดการพื้นที่รองรับน้ำท่วมให้เป็นรูปธรรม รวมถึงการจ้างงานคนในพื้นที่ให้เข้ามามีส่วนร่วม มากกว่าการพึ่งพาการแจกเงินเพียงอย่างเดียว
สำหรับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ไม่น่าจะได้รับผลกระทบ ขณะที่การส่งออกยังสามารถดำเนินการได้ แต่ต้องระวังสินค้าเกษตรที่อาจได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม ทำให้ผลผลิตเสียหายและราคาสูงขึ้น ซึ่งอาจกระทบความสามารถในการแข่งขันของไทย
“หากน้ำท่วมขังเพียง 2-3 วันในบางพื้นที่และบริหารจัดการสถานการณ์ได้จะกระทบเศรษฐกิจวงจำกัด แต่ต้องระวังผลกระทบความเชื่อมั่นการบริหารจัดการภาครัฐ หากกลายเป็นบาดแผลความเชื่อมั่น ประชาชนอาจต้องหันพึ่งตัวเองมากขึ้น ซึ่งจะหมายถึงต้นทุนที่สูงขึ้นระยะยาว”
คาดกระทบเศรษฐกิจกรุงเทพฯ หมื่นล้าน
รศ.ดร.อัทธ์พิศาลวานิช อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยบทวิเคราะห์ผลกระทบจากสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมในไทยว่า สถานการณ์น้ำท่วม 48 จังหวัด รวมกรุงเทพมหานคร ช่วงวันที่ 24-27 ก.ย.2569 มีแนวโน้มกระทบกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการขยายตัวเศรษฐกิจไตรมาส 3 ปี 2569
ทั้งนี้ ประเมินว่าหากความเสียหายอยู่ระดับปานกลางจะทำให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจ 25,345 ล้านบาท และส่งผลให้ GDP ไตรมาส 3 ลดลง 0.55%
รวมทั้งการประเมินแบ่งระดับความเสียหายทางเศรษฐกิจเป็น 3 ฉากทัศน์ ได้แก่ ระดับต่ำ ระดับปานกลาง และระดับสูง โดยความเสียหายรวมช่วง 4 วัน อยู่ระหว่าง 16,896-33,793 ล้านบาท ขณะที่ผลกระทบต่อ GDP ไตรมาส 3 อยู่ช่วง 0.36-0.73% ตามระดับความรุนแรงของความเสียหาย
สำหรับพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจมากที่สุด คือ กรุงเทพมหานคร โดยกรณีความเสียหายระดับปานกลาง ประเมินมูลค่าความเสียหายที่ 10,586 ล้านบาท รองลงมา คือ ภาคตะวันออก 5,520.8 ล้านบาท และภาคกลาง 4,401 ล้านบาท
รวมทั้งเมื่อพิจารณาผลกระทบต่อ GDP รายภูมิภาค พบว่า กรุงเทพฯ ได้รับผลกระทบมากที่สุด โดย GDP ไตรมาส 3 ลดลง 0.23% รองลงมา คือ ภาคตะวันออก 0.12% ภาคกลาง 0.10% ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือภูมิภาคละ 0.04% และภาคใต้ 0.02% รวมผลกระทบทุกภูมิภาค 0.55%
ส่วนกรุงเทพมหานคร ธุรกิจที่คาดว่าได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ ค้าส่งและค้าปลีก คิดเป็นสัดส่วน 23.4% ของผลกระทบทั้งหมด รองลงมาคือธุรกิจการเงินและประกันภัย 14.9% และการบริหารราชการ 10.3% สะท้อนว่าน้ำท่วมไม่ได้กระทบเฉพาะภาคการผลิต แต่ยังส่งผลต่อกิจกรรมด้านการค้า การบริการ และการดำเนินธุรกิจในพื้นที่เมืองด้วย
ส.อ.ท.ชี้ภาคธุรกิจตั้งรับไม่ทัน
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า คำพยากรณ์สภาพอากาศและความรุนแรงของสถานการณ์ฝนตกหนักไม่ถูกนำมาใช้เตรียมพร้อมเพื่อรับสถานการณ์ แม้แต่ภาคค้าปลีกไม่ได้เตรียมตัวเพราะไม่เชื่อว่าจะเกิดน้ำท่วมสะสมขนาดนี้
สำหรับภาคอุตสาหกรรมอาจกระทบความต่อเนื่องของการผลิตและห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ การเดินทางของแรงงาน การขนส่งและส่งมอบสินค้า ไปจนถึงเครื่องจักร ระบบไฟฟ้า คลังสินค้าและสินค้าคงคลัง
ทั้งนี้ ส.อ.ท.ขอให้ผู้ประกอบการเร่งประเมินความเสี่ยงและเตรียมความพร้อม โดยเฉพาะความต่อเนื่องทางธุรกิจและการบริหารความเสี่ยงของ Supply Chain ประเมินความพร้อมของวัตถุดิบ การส่งมอบสินค้า และเส้นทางขนส่ง พร้อมเตรียมเส้นทางและผู้ให้บริการทางเลือก เพื่อลดความเสี่ยงจากการหยุดชะงัก
โบรกชี้“น้ำท่วม”ดัชนีเสี่ยงร่วง 10-15 จุด
นายกรรณ์ หทัยศรัทธา, IAA, CFA หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน สายงานวิจัย (ลูกค้ารายย่อย) บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) กล่าวว่า คาดกดดันดัชนีหุ้นไทยวันที่ 28 ก.ย.2569 ราว 10-15 จุดจากความกังวลน้ำท่วม
โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม ได้แก่ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งมีโอกาสเผชิญแรงขายมากที่สุด เนื่องจากน้ำท่วมอาจกระทบต่อการตัดสินใจซื้อบ้านเดี่ยวและคอนโดมิเนียม กลุ่มค้าปลีกมีแนวโน้มเผชิญความผันผวนและแรงขายจากการชะลอการจับจ่าย
ส่วนกลุ่มท่องเที่ยวและร้านอาหาร นักลงทุนต่างชาติเริ่มติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยคาดโรงแรมในจังหวัดท่องเที่ยวและธุรกิจร้านอาหารอาจได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมเช่นกัน ด้านเศรษฐกิจยังประมาณการ GDP ปีนี้ 2.5%
บล.กสิกรไทย คาดน้ำท่วมฉุดจีดีพี 0.1-0.2%
นายสรพล วีระเมธีกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด ประเมินผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมต่อเศรษฐกิจไทยเบื้องต้น ว่า อาจสร้าง Downside ต่อประมาณการ GDP ปี 2569 ราว 0.1-0.2% จากเดิมที่คาดเศรษฐกิจไทยขยายตัวประมาณ 2%
สำหรับปัจจัยบวกจากการต่ออายุมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2” แต่ประเมินหากน้ำท่วมนาน 1 เดือน คาดสร้างความเสียหาย 2-4 หมื่นล้านบาท หรือ 0.15-0.25% ของ GDP แต่ยังห่างไกลปี 2554 ที่เสียหายเกือบ 30 ล้านไร่
บล.ยูโอบี เคย์เฮียน คาดความเสียหายไม่รุนแรง
นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ รองกรรมการผู้จัดการ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า โมเมนตัมเศรษฐกิจโดยรวมยังขยายตัวได้แม้เผชิญสถานการณ์น้ำท่วมหลายพื้นที่ โดยคาดว่าหุ้นไทยจะเคลื่อนไหวในกรอบ 1,580-1,620 จุด หรือ 1,600 จุด
สถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้จะไม่สร้างความเสียหายรุนแรงจนกระทบปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ และแตกต่างจากมหาอุทกภัยปี 2554 อย่างชัดเจน โดยปริมาณน้ำสะสมใน 4 เขื่อนหลักปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำกว่าปี 2554 อย่างมาก ทำให้ยังสามารถรองรับน้ำได้
สำหรับหุ้นที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากสถานการณ์น้ำท่วม ได้แก่ กลุ่มซ่อมแซมและปรับปรุงบ้าน เนื่องจากมีความต้องการทำความสะอาด ปรับปรุง และซ่อมแซมที่อยู่อาศัยหลังน้ำลด
ขณะที่กลุ่มประกันภัยอาจเผชิญแรงกดดันจากความกังวลเรื่องการเคลมประกัน แต่ความเสียหายจริงอาจต่ำกว่าที่ตลาดคาด เนื่องจากกรมธรรม์คุ้มครองกรณีจอดรถทิ้งไว้แล้วถูกน้ำท่วม แต่ไม่คุ้มครองกรณีผู้ขับขี่นำรถลงไปขับผ่านน้ำท่วมด้วยตนเอง





