สศค. ชี้ไทยเผชิญ "วิกฤตกลับข้างปี 40" ขณะที่ภาคการเงินแข็งแกร่ง แต่คลังต้องรับภาระจากพื้นที่การคลังที่จำกัด ซ้ำเติมสถานการณ์ด้วยความผันผวนของข้อมูลที่รวดเร็วในยุคดิจิทัลหรือ "วิกฤตตอนเช้า" กระทบต่อการกำหนดนโยบาย ทั้งนี้ เร่งนำข้อมูลเชิงลึกมาวิเคราะห์สร้างฐานข้อมูล ช่วยกำหนดนโยบายให้มีประสิทธิภาพและตรงเป้าหมายมากขึ้น
ในงานสัมมนาวิชาการของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิด "FPO's New Horizons: Data in Depth, Reshape Fiscal Policy" (FPO Symposium 2026) ณ โรงแรมพูลแมน คิง พาวเวอร์
ดร.วินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีการตั้งคำถามเสมอว่าทำไมตัวเลขเศรษฐกิจเติบโตขึ้น แต่ประชาชนยังคงรู้สึกลำบากเหมือนเดิม ค่าครองชีพหรือราคาสินค้ายังคงแพง และร้านค้าขายของยากขึ้น
คำตอบของคำถามเหล่านั้นคือ หากเปรียบเทียบสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันกับวิกฤตการณ์ทางการเงินในอดีต จะพบว่าไทยกำลังอยู่บนความท้าทายที่มีลักษณะเป็น "วิกฤตกลับข้าง" หรือวิกฤตสวนทางกับวิกฤตปี 2540
"วิกฤตปี 40 เป็นวิกฤตกลับข้าง วันนั้นการเงินมีปัญหา วันนี้ภาคการเงินเข้มแข็ง ภาคการคลังยอมรับว่าเหนื่อย"
โดยเป็นเพราะในปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) ที่จำกัดมาก ทำให้ภาคการคลังต้องรับภาระหนักในการขับเคลื่อนและแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจภายใต้ข้อจำกัดดังกล่าว ดังนั้น สศค. จึงมีความพยายามอย่างยิ่งในการนำเทคโนโลยีและสร้างฐานข้อมูลมาใช้วิเคราะห์เพื่อปรับปรุงการดำเนินมาตรการต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
รับมือความผันผวนรวดเร็วด้วยนิยาม "วิกฤตตอนเช้า"
นอกเหนือจากวิกฤตเชิงโครงสร้างทางการคลังแล้ว ดร.วินิจ ยังได้กล่าวถึงความท้าทายในโลกยุคปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนสูง และถูกขับเคลื่อนด้วยพลังของการสื่อสารบนโลกออนไลน์ที่รวดเร็ว จนเกิดเป็นภาวะความผันผวนรวดเร็วที่เรียกว่า "วิกฤตตอนเช้า" หรือ "วิกฤตตอนตื่นนอน"
"ชีวิตผมทุกอย่างกำลังจะดีขึ้นแล้วครับ เขาตกลงกันได้แล้วฮะ นอนหลับมาดีนิดนึง ตัวเลขน่าจะไปไหว ตื่นเช้ามาเห็นฟีดบน Facebook ทะเลาะกันอีกแล้ว ราคาน้ำมันไปอีกแล้ว สักพักมีทีมงานส่งข้อมูลมาว่า สถานการณ์เริ่มไม่ดีอีกแล้ว ดังนั้น ผมจึงเชื่อว่าที่ผ่านมาหลายคนชีวิตเรา on and off อยู่อย่างนี้"
ดั้งนั้น ด้วยภาวะความผันผวนที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและควบคุมได้ยากนี้เอง ส่งผลให้ข้อมูลที่จะนำมาใช้ในการวิเคราะห์และตัดสินใจเชิงนโยบายจำเป็นต้องมีความแม่นยำและรวดเร็วกว่าเดิมในระดับที่สูงมาก
ปฏิรูปนโยบายด้วยข้อมูล ดึงหัก ณ ที่จ่าย ปรับฐานบัตรสวัสดิการฯ
ในการนี้ เพื่อตอบรับความท้าทายและวิกฤตที่ควบคุมยาก สศค. จึงได้ตัดสินใจนำชุดข้อมูลเชิงลึกมาใช้งาน ตัวอย่างที่โดดเด่นคือ การนำข้อมูลภาษีหัก ณ ที่จ่าย (Withholding Tax) จากกรมสรรพากร ที่ได้รับการพัฒนาให้เป็นระบบดิจิทัลมาใช้งาน
ซึ่งข้อมูลชุดนี้ไม่เคยถูกนำมาใช้เพื่อวัตถุประสงค์ในลักษณะนี้มาก่อน ช่วยให้ภาครัฐสามารถคัดกรองและปรับฐานข้อมูลการทำงานระดับประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โดยนำไปใช้ ตรวจสอบและทบทวนสิทธิ์ใน "โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ" ช่วยให้ตัวเลขผู้ลงทะเบียนและผู้ได้รับสิทธิ์ปรับลดลงจาก 18 ล้านราย เหลือ 9 ล้านราย
ดร.วินิจ ยังเน้นย้ำว่า ข้อมูลที่เชื่อมโยงกันเหล่านี้จะเปรียบเสมือน "เข็มทิศที่มีรายละเอียด" เพื่อนำไปใช้กำหนดมาตรการช่วยเหลือประชาชนและปรับโครงสร้างการทำงานครั้งใหม่ของประเทศ แม้ว่าระบบการจัดสรรข้อมูลในปัจจุบันจะยังไม่ได้ดีที่สุดหรือแม่นยำที่สุด แต่ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ สศค. ตั้งใจและพยายามดำเนินการอย่างเต็มความสามารถ



