วันพุธ ที่ 29 เมษายน 2569

Login
Login

‘สศค.’ หั่น GDP ปี 69 เหลือ 1.6% เซ่นพิษตะวันออกกลาง ลุ้นไทยช่วยไทยพลัสฟื้น

‘สศค.’ หั่น GDP ปี 69 เหลือ 1.6% เซ่นพิษตะวันออกกลาง ลุ้นไทยช่วยไทยพลัสฟื้น

สศค. หั่นคาดการณ์เศรษฐกิจปี 2569 เหลือโต 1.6% จาก 2.0% รับผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง ชู 4 เครื่องยนต์หลักพยุงเศรษฐกิจ ลุ้นไทยช่วยไทยพลัส หวังดึงตัวคูณ 0.7 ดันเม็ดเงินฟื้นเศรษฐกิจ

นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ประมาณการเศรษฐกิจไทยประจำปี 2569 คาดการณ์ว่าจะขยายตัวที่ 1.6% ซึ่งเป็นการปรับลดลงจากประมาณการเดือนม.ค.69 ที่เคยมองไว้ที่ 2.0% สาเหตุหลักมาจากการได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังต้นทุนราคาพลังงาน การเดินทาง และความผันผวนของระบบการค้าโลก

ทั้งนี้ แม้จะเผชิญกับความไม่แน่นอนสูง แต่เศรษฐกิจไทยยังคงมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจาก 4 เครื่องยนต์หลัก ได้แก่

  1. การส่งออก คาดว่าจะขยายตัวที่ 6.2% ตามความต้องการของประเทศคู่ค้า โดยมีสัญญาณที่ดีมาตั้งแต่ไตรมาสที่ 1
  2. การบริโภคภาคเอกชน คาดว่าจะขยายตัว 2.3% โดยได้รับแรงหนุนจากรายได้ภาคการท่องเที่ยว และมาตรการลดภาระค่าครองชีพของภาครัฐ
  3. การลงทุนภาคเอกชน คาดว่าจะขยายตัว 3.2% ซึ่งสะท้อนจากการลงทุนผ่านกลไกของบีโอไอ (BOI) ที่เพิ่มสูงขึ้น และการเร่งรัดการลงทุนจริงผ่านโครงการ Thailand Fast Plus ที่ช่วยลดอุปสรรคให้นักลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย
  4. ภาคการคลัง และการใช้จ่ายภาครัฐ โดยรัฐบาล และรัฐวิสาหกิจยังคงมีบทบาทสำคัญในการเติมเม็ดเงินเข้าสู่ระบบ โดยในช่วงครึ่งปีแรกมียอดเบิกจ่ายสูงถึง 1.17 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 50% ซึ่งสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน นอกจากนี้ ยังมีการปรับเพิ่มงบลงทุนสำหรับปี 2569 อีกประมาณ 50,000 ล้านบาท ด้วย เป็นผลมาจากการประเมินกระบวนการงบประมาณในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2569 ซึ่งเป็นไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2570 โดยเดิมที สศค. เคยคาดการณ์ว่ากระบวนการพิจารณางบประมาณอาจมีความล่าช้า แต่จากสถานการณ์ปัจจุบันประเมินแล้วว่า กระบวนการจัดทำงบประมาณจะสามารถดำเนินการได้ตามกรอบเวลาปกติ

ในด้านเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของไทยยังถือว่ามีความแข็งแกร่ง โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ที่ 3% ซึ่งยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย ขณะที่ดุลบัญชีเดินสะพัดคาดว่าจะเกินดุลประมาณ 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 1% ของจีดีพี ทั้งนี้ สศค. ยืนยันว่าเศรษฐกิจไทยยังห่างไกลจากภาวะเงินเฟ้อสูง และเศรษฐกิจชะงักงัน (Stagflation) เนื่องจากตัวเลขการลงทุนยังคงขยายตัว และจีดีพียังเป็นบวก ไม่ได้ติดลบแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม สศค. ยังคงเฝ้าระวังปัจจัยเสี่ยงอย่างใกล้ชิด ทั้งปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ภัยธรรมชาติ พื้นที่ทางการคลังของหลายประเทศที่ลดลง ปัญหาหนี้ครัวเรือน และหนี้ของ SME รวมถึงความเสี่ยงใหม่ระดับโลกอย่างความไม่แน่นอนของผู้นำระดับโลก (Uncertainty of Global Leader)

เพื่อรับมือกับวิกฤติพลังงาน และความผันผวน ภาครัฐเตรียมปรับรูปแบบการช่วยเหลือไปสู่การอุดหนุนแบบเฉพาะเจาะจงเป้าหมาย (Targeted Subsidy) ควบคู่ไปกับการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนผ่านเพื่อลดการพึ่งพาพลังงานจากฟอสซิล โดยอาจมีการใช้เครื่องมือใหม่ๆ เข้ามาช่วยขับเคลื่อน เช่น การตั้งกองทุนร่วมลงทุน (Matching Fund) กับภาคเอกชน หรือการปรับมุมมองการลงทุนผ่านกองทุน Thailand Future Fund

นอกจากนี้ สศค. ยังได้ประเมินผลของเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยว่า หากมีการกระตุ้นการลงทุนภาครัฐเพิ่มขึ้นทุกๆ 100,000 ล้านบาท จะช่วยดันจีดีพีให้ขยายตัวเพิ่มขึ้นได้ 0.27% ในขณะที่มาตรการกระตุ้นการบริโภคที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมจ่าย เช่น โครงการคนละครึ่งในอดีต พบว่ามีประสิทธิภาพสูง โดยมีตัวคูณทางเศรษฐกิจถึงประมาณ 0.7 ขึ้นไป ซึ่งกระทรวงการคลังกำลังเร่งพิจารณารายละเอียดมาตรการไทยช่วยไทยพลัส และจะมีความชัดเจนในเร็วๆ นี้

เมื่อถามถึงตัวเลขคาดการณ์จีดีพีที่ 1.6% นั้นได้สะท้อนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ของภาครัฐเข้าไปหรือยังนั้น ผอ.สศค. ชี้แจงว่า สมมติฐานในรอบนี้ใช้กรอบงบประมาณปกติของปี 2569 และการประเมินงบประมาณปี 2570 เป็นหลัก โดยได้รวมเพียงงบลงทุนที่ปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 50,000 ล้านบาทเข้าไปแล้วเนื่องจากกระบวนการงบประมาณเป็นไปตามปกติ แต่ในส่วนของเม็ดเงินกู้ก้อนใหม่ และรายละเอียดของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหม่อย่าง "โครงการไทยช่วยไทยพลัส" รวมถึงแนวทางการสานต่อมาตรการกระตุ้นการบริโภคนั้น สศค. จำเป็นต้องรอให้รัฐบาลสรุปรายละเอียดและความชัดเจนก่อน จึงจะสามารถนำมาผนวกเข้ากับการประมาณการได้

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์