“คลัง” เผยความคืบหน้าเบิกจ่าย “บัตรคนจน-ไทยช่วยไทยพลัส” รวมแล้ว 6.8 หมื่นล้าน นำโดยโครงการไทยช่วยไทย พลัสที่ 4.1 หมื่นล้าน โดยสบน. ได้จัดหาแหล่งเงินทุนรองรับแล้วกว่า 1.08 แสนล้านบาท ผ่านตั๋วพีเอ็น และเงินกู้สถาบันการเงินดอกเบี้ย 1.24% ต่อปี
กรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติตามข้อเสนอของคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ (คกก.) ซึ่งมีนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธาน โดยเห็นชอบให้ปรับลดกรอบวงเงินอนุมัติในแผนงานที่ 1 วงเงินตามบัญชี 200,000 ล้านบาท สำหรับโครงการกลุ่ม “บัตรคนจน-ไทยช่วยไทย พลัส” ภายใต้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ โดยปรับลดลงกว่า 15,793.12 ล้านบาท จากเดิม 175,718.66 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดวงเงินอนุมัติคงเหลือ 159,925.54 ล้านบาทนั้น
ล่าสุด “กระทรวงการคลัง” ระบุในรายงานสรุปผลการพิจารณาของคณะกรรมการฯ ว่า สถานะการใช้จ่ายเงินกู้ ณ วันที่ 14 ก.ค. 2569 มีความคืบหน้าในการเบิกจ่ายแล้วกว่า 68,907.79 ล้านบาท หรือ 43.09% จากกรอบวงเงินกู้ใหม่ 1.59 แสนล้านบาท
ทั้งนี้ หากพิจารณารายโครงการ โครงการ ไทยช่วยไทย พลัส มีการเบิกจ่ายสูงสุดที่ 41,048.46 ล้านบาท หรือคิดเป็น 35.36% ของวงเงินอนุมัติใหม่ที่ 116,096.35 ล้านบาท
รองลงมาคือโครงการเพิ่มวงเงินสวัสดิการแห่งรัฐ เบิกจ่ายไปแล้ว 18,459.33 ล้านบาท หรือคิดเป็น 64.66% ของวงเงินอนุมัติใหม่ที่ 28,549.19 ล้านบาท และโครงการสนับสนุนและช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย (บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ) เบิกจ่ายแล้ว 9,400 ล้านบาท หรือคิดเป็น 61.52% ของวงเงินอนุมัติใหม่ที่ 15,280 ล้านบาท
ในการนี้ นางจินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กล่าวถึงความคืบหน้าในส่วนของการกู้เงินตามแผนงานที่ 1 ว่า ณ วันที่ 7 ก.ค. 2569 ได้มีการจัดหาเงินกู้ไปแล้ว 100,800 ล้านบาท ผ่านตั๋วสัญญาใช้เงิน (P/N) จำนวน 65,000 ล้านบาท และกู้จากสถาบันการเงินอีก 35,800 ล้านบาท โดยระยะเวลากู้เฉลี่ย 4.3 ปี ต้นทุนเฉลี่ย 1.24% ต่อปี
สำหรับการปรับลดกรอบวงเงินงบประมาณ เป็นผลมาจากการปรับปรุงฐานข้อมูลผู้มีรายได้น้อยให้เป็นปัจจุบัน (Dynamic Data) เพื่อนำมาใช้คัดกรองผู้ได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ โดยพบว่าหลังการลงทะเบียนรอบใหม่ มีผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดิมผ่านเกณฑ์เพียง 7.22 ล้านคนจากเดิมที่ตั้งเป้าไว้ 13.18 ล้านคน
ดังนั้น คณะกรรมการฯ จึงเห็นควรให้ปรับปรุงรายละเอียดงบประมาณให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง โดยปรับลดกรอบวงเงินรวมลงเหลือไม่เกิน 159,925.54 ล้านบาท ลดลง 15,793.12 ล้านบาท หรือ 8.99% เมื่อเทียบกับกรอบวงเงินเดิม
โดยการบริหารจัดการงบประมาณดังกล่าว มีเป้าหมายเพื่อการรักษาเสถียรภาพและวินัยทางการคลัง ผ่านการจัดสรรสวัสดิการภาครัฐที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ส่วนกลุ่มที่หลุดสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐใหม่จำนวน 5.96 ล้านคน คลังย้ำว่าจะไม่ทอดทิ้ง โดยจะมีการโยกย้ายให้เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส เป็นเวลา 2 เดือน ตั้งแต่ ส.ค. - ก.ย. 2569 ระหว่างรอผลการอุทธรณ์



