“ครม.” อนุมัติตามมติ คกก. ปรับลดวงเงินโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และไทยช่วยไทย พลัส ลง 1.5 หมื่นล้านบาท เหลือ 1.59 แสนล้านบาท แก้เงื่อนไขผู้มีรายได้น้อยเป็นปัจจุบัน พร้อมโยกย้ายผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์เดิม 5.9 ล้านคนไปใช้ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” เพิ่มประสิทธิภาพจัดสรรสวัสดิการถึงมือคนจนจริง-รักษาวินัยการคลังเคร่งครัด
หลังจากกระทรวงการคลังใช้เวลาทบทวนหลักเกณฑ์และฐานข้อมูลผู้มีรายได้น้อยมาอย่างต่อเนื่อง ท้ายที่สุดแนวทางการจัดสรรงบประมาณสวัสดิการแห่งรัฐเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น เมื่อคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ (คกก.) ที่มีนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน มีมติเห็นชอบให้ปรับลดงบประมาณในโครงการกลุ่ม “บัตรคนจน-ไทยช่วยไทย พลัส” ลงกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท
ทั้งนี้ ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ครั้งล่าสุด ที่ประชุมได้อนุมัติตามมติของ คกก. เห็นชอบให้มีการปรับปรุงรายละเอียดโครงการในแผนงานที่ 1 “ไทยช่วยไทย พลัส” ภายใต้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ โดยมีรายละเอียดดังนี้
ให้ปรับเปลี่ยนวงเงินที่ครม. อนุมัติสำหรับ 1. โครงการสนับสนุน และช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย (บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ) ลดลง 3,520 ล้านบาท เหลือ 15,280 ล้านบาท 2. โครงการเพิ่มวงเงินสวัสดิการฯ ลดลง 8,359.47 ล้านบาท เหลือ 28,559.19 ล้านบาท และ 3. วงเงินโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ลดลง 3,903.65 ล้านบาท เหลือ 116,096.35 ล้านบาท
มีผลทำให้วงเงินรวมที่ ครม.อนุมัติใหม่สำหรับแผนงานที่ 1 ทั้ง 3 โครงการ เหลือเพียง 159,935.54 ล้านบาท หรือลดลง 15,783.12 ล้านบาท จากวงเงินเดิมที่ 175,718.66 ล้านบาท
เปิดเกณฑ์ใหม่ กรองคน "จนไม่จริง" ออกจากระบบ
โดยสาเหตุของการปรับลดวงเงินครั้งนี้ มาจากช่วงเริ่มแรกที่โครงการไทยช่วยไทย พลัส ได้รับการอนุมัติวงเงินไว้สูงถึง 1.7 แสนล้านบาท โดยมีวงเงินสำหรับช่วยเหลือกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดิม ผ่าน 2 โครงการหลัก ได้แก่ โครงการสนับสนุนช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย 1.88 หมื่นล้านบาท และโครงการเพิ่มวงเงินสวัสดิการฯ 3.69 หมื่นล้านบาท มุ่งเป้ากลุ่มเป้าหมายจำนวนไม่เกิน 13.18 ล้านคน
อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผ่านมากระทรวงการคลังมองว่าโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันยังมีความ “เปราะบาง” ทั้งจากวิกฤติพลังงานและต้นทุนค่าครองชีพที่สูงขึ้น ดังนั้น จึงได้มีการเสนอให้มีการปรับปรุงหลักเกณฑ์โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ที่เน้นความแม่นยำในการระบุตัวผู้มีรายได้น้อย หรือ “คนที่จนจริง” ผ่านการปรับปรุงฐานข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน (Dynamic Data)
โดยภายหลังการคัดกรองคุณสมบัติ "ผู้มีรายได้น้อย" รอบปี 2569 พบว่ามีผู้ถือบัตรเดิมที่ผ่านเกณฑ์เพียง 7.22 ล้านคน หรือมีผู้ไม่ผ่านเกณฑ์กว่า 5.96 ล้านคน
"60/40" เบาะรองรับกลุ่มเปลี่ยนผ่าน
กระทรวงการคลังเน้นย้ำว่า การปรับปรุงกฎเกณฑ์และเงื่อนไขผู้ได้สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ไม่ได้เป็นการ “ทอดทิ้ง” กลุ่มผู้ที่หลุดจากสิทธิบัตรสวัสดิการเดิมจำนวน 5.96 ล้านคน แต่เป็นการ “โยกย้าย” ให้คนกลุ่มนี้ได้รับการสนับสนุนผ่านนโยบายที่เหมาะสมกับฐานะและรายได้ ผ่านโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) เป็นระยะเวลา 2 เดือน ตั้งแต่ ส.ค. – ก.ย. 2569 ซึ่งทำให้กลุ่มเป้าหมายโดยรวมของไทยช่วยไทย พลัส 60/40 เพิ่มขึ้นเป็น 32 ล้านคน จากเดิม 26.04 ล้านคน
โดยการแก้ไขหลักเกณฑ์ดังกล่าวทำให้ คกก. สามารถปรับลดวงเงินงบประมาณในส่วนของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ทั้ง 2 โครงการได้ถึง 11,879.47 ล้านบาท และสำหรับไทยช่วยไทย พลัส (60/40) แม้จำนวนกลุ่มเป้าหมายจะเพิ่มขึ้น แต่ก็มีการปรับลดวงเงินลง 3,903.65 ล้านบาทเช่นกัน เพื่อให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในการเบิกจ่าย ทำให้วงเงินรวมเหลือเพียง 116,096.35 ล้านบาท จากเดิม 120,000 ล้านบาท
ดังนั้น การปรับลดกรอบวงเงินอนุมัติรวมของทั้ง 3 โครงการ จะคิดเป็นงบประมาณที่ลดลง 15,783.12 ล้านบาท หรือลดลง 8.98% จากวงเงินเดิม
ทำไมรัฐเลือก “อัปเดตข้อมูล” ชู "ร่วมจ่าย"?
นอกเหนือจากความจำเป็นในเชิงงบประมาณ และสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน คาดว่าเหตุผลหลักที่ทำให้เชื่อได้ว่าการปรับปรุงวงเงินงบประมาณครั้งนี้จะส่งผลดี มีอยู่ด้วยกัน 3 มิติ ได้แก่
- 60/40 สร้างตัวคูณทางการเศรษฐกิจที่สูงกว่า: การใช้กลไก "ร่วมจ่าย" บังคับให้เกิดการใช้จ่ายจริงจากประชาชนอีก 40% หากประชาชนใช้สิทธิเต็มที่ รัฐจ่าย 200 บาท ประชาชนจ่ายเอง 134 บาท จะเกิดการหมุนเวียนเงินในระบบเศรษฐกิจรวมถึง 334 บาทต่อวัน ซึ่งสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อร้านค้าชุมชน และร้านธงฟ้าได้มากกว่าการให้สวัสดิการแบบจ่ายตรง 100% ในวงเงินที่เท่ากัน
- เป็นเบาะรองรับทางสังคม: การโยกผู้หลุดสิทธิไปอยู่โครงการ 60/40 ช่วยป้องกัน “ภาวะช็อกทางรายได้” ในระหว่างกระบวนการยื่นอุทธรณ์ตรวจสอบข้อมูลใหม่
- วินัยการคลัง และความเป็นธรรม: จุดมุ่งหมายของการใช้ฐานข้อมูลที่เป็นปัจจุบันคือ การคัดแยกกลุ่ม “คนจนจริง” ออกจากกลุ่มที่มีรายได้ปานกลาง เป็นการลดความซ้ำซ้อนของงบประมาณ และทำให้รัฐบาลสามารถจัดสรรทรัพยากรที่มีจำกัดไปสู่กลุ่มเปราะบางที่เดือดร้อนที่สุดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์


