นายบัณฑูรย์ จุ้ยเจริญ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และกรรมการสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมเหล็กไทยกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญ ภายหลังภาครัฐส่งสัญญาณชัดเจนในการยกระดับมาตรฐานการผลิตเหล็กและผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีการผลิตที่มีประสิทธิภาพสูงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
ทั้งนี้ กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องมี “แผนเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมเหล็กเส้นก่อสร้างไทย” อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อกอบกู้ความเชื่อมั่นของสังคมต่อคุณภาพเหล็กก่อสร้าง และวางรากฐานระยะยาวให้กับอุตสาหกรรมเหล็กไทยท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงและความท้าทายด้านมาตรฐานการผลิต
รับลูกนโยบายรัฐ ดันใช้เทคโนโลยี EAF
ในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลได้แสดงเจตนารมณ์ชัดเจนในการผลักดันภาคอุตสาหกรรมเหล็กไทยให้เปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบเตาหลอมไฟฟ้า หรือ Electric Arc Furnace (EAF) มากขึ้นภายในระยะไม่กี่ปีข้างหน้า เพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิต ลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมสีเขียวในอนาคต
พร้อมกันนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมอยู่ระหว่างกำหนดแนวทางการเลือกใช้เหล็กให้เหมาะสมกับประเภทของงานก่อสร้างแต่ละประเภท โดยเฉพาะโครงการอาคารสาธารณะและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เพื่อสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยให้กับประชาชน
ขณะเดียวกัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมยังมอบหมายให้สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) จัดทำคู่มือและเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับความแตกต่างของกระบวนการผลิตเหล็กด้วยเตา IF (Induction Furnace) และเตา EAF เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและปลอดภัยได้อย่างเหมาะสม
สมอ.ลุยยกระดับมาตรฐานเหล็กเส้น
นายบัณฑูรย์ กล่าวว่า ปัจจุบัน สมอ. ได้ประกาศมาตรการ “กำหนด-กำกับ-กวดขัน” โดยย้ำจุดยืนว่าเหล็กเส้นทุกชนิดที่จำหน่ายในประเทศต้องมีคุณภาพและปลอดภัยต่อประชาชน
โดยมีการบูรณาการตรวจสอบร่วมกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อตรวจสอบโรงงานเหล็กเส้นทุกแห่งในทุกมิติ
นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างการยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์เหล็กเส้นเสริมคอนกรีต โดยเพิ่มข้อกำหนดเกี่ยวกับการคัดเลือกเศษเหล็ก บังคับให้กระบวนการผลิตต้องผ่านเตาปรุงน้ำเหล็ก (Ladle Furnace) เพิ่มการตรวจสอบโครงสร้างทางโลหะวิทยา และจำกัดการใช้กระบวนการเพิ่มความแข็งแบบ Tempcore เพื่อยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล
เตรียมเสนอแผนเปลี่ยนผ่านระดับชาติ
อีกหนึ่งความเคลื่อนไหวสำคัญ คือ สมอ. เตรียมเสนอ “แผนปฏิบัติการระดับชาติเพื่อการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีการผลิตเหล็ก” (National Transition Plan) ต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมเหล็กไทย
แผนดังกล่าวมีเป้าหมายผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีการผลิตที่มีประสิทธิภาพสูงและยั่งยืน ตัดวงจรการผลิตสินค้าด้อยคุณภาพตั้งแต่ต้นน้ำ ควบคู่กับการสร้างความปลอดภัยให้ผู้บริโภค และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมเหล็กไทยในระยะยาว
ชงแผนเร่งด่วน 1 ปี ยกระดับมาตรฐานเหล็ก
จากแนวนโยบายของภาครัฐ กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กเสนอให้รัฐบาลกำหนดกรอบเวลาและหมุดหมายที่ชัดเจน แบ่งเป็นแผนเร่งด่วน 1 ปี แผนระยะกลาง 3 ปี และแผนเปลี่ยนผ่านสู่เหล็กสีเขียวภายใน 5 ปี สำหรับแผนเร่งด่วน 1 ปี เสนอให้บังคับใช้มาตรการสำคัญ ได้แก่
- กำหนดให้การผลิตเหล็กเส้นทุกประเภทต้องผ่านเตาปรุงน้ำเหล็ก (Ladle Furnace)
- จำกัดการใช้กระบวนการเพิ่มความแข็งแบบ Tempcore
- ปรับปรุงมาตรฐาน มอก. เหล็กเส้น โดยแยกมาตรฐานเหล็กที่ผลิตจาก EAF สำหรับงานโครงสร้างหลัก และมาตรฐานเหล็ก IF สำหรับงานที่ไม่ใช่โครงสร้างหลัก
- จัดทำคู่มือและข้อกำหนดการใช้งานที่ชัดเจนสำหรับแต่ละประเภทผลิตภัณฑ์
ทั้งนี้ มาตรฐานดังกล่าวควรกำหนดให้มีผลใช้บังคับในช่วงเปลี่ยนผ่านเป็นระยะเวลา 3 ปี
หนุน Green Loan ช่วยโรงงานปรับตัว
กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กยังเสนอให้รัฐบาลออกมาตรการสนับสนุนทางการเงิน ทั้งสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) และ Green Loan เพื่อช่วยเหลือโรงงานที่ยังไม่มีเตาปรุงน้ำเหล็กให้สามารถลงทุนติดตั้งระบบดังกล่าวได้ภายใน 1 ปี
ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ผู้ประกอบการสามารถนำเข้าเหล็กแท่งมาตรฐานจากกระบวนการผลิต EAF หรือ BOF (Basic Oxygen Furnace) ซึ่งมีจำหน่ายอยู่ในตลาดโลก มาผลิตเป็นเหล็กเส้นมาตรฐานได้ เพื่อรักษาคุณภาพสินค้าและความต่อเนื่องของธุรกิจ
สำหรับแผนระยะกลาง (3 ปี) เสนอให้รัฐบาลสนับสนุนการลงทุนเปลี่ยนผ่านสู่ระบบ EAF อย่างจริงจัง โดยยังคงหลักเกณฑ์ควบคุมกำลังการผลิตตามมาตรการห้ามตั้งและห้ามขยายโรงงานเดิม โดยกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กประเมินว่าระยะเวลา 3 ปีเพียงพอสำหรับการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีการผลิต พร้อมกับการปรับปรุงมาตรฐานผลิตภัณฑ์เหล็กเส้นให้รองรับเป้าหมายการพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็กสีเขียวในอนาคต
ในระยะยาว กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กเสนอให้รัฐบาลสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตเหล็กสีเขียวอย่างเต็มรูปแบบภายใน 5 ปี โดยแนวทางสำคัญประกอบด้วย
- เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้าถึงไฟฟ้าสีเขียวผ่านระบบ Direct PPA
- จัดทำมาตรการเสริมสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบเศษเหล็ก
- สนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคอุตสาหกรรม
- ยกระดับความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมเหล็กไทยในตลาดโลก
นายบัณฑูรย์ กล่าวย้ำว่า แม้จะมีข้อกังวลว่าระยะเวลา 5 ปีอาจสั้นเกินไปสำหรับการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ แต่ภาคอุตสาหกรรมมองว่าเป็นกรอบเวลาที่จำเป็นและสามารถดำเนินการได้จริง หากภาครัฐมีนโยบายและแผนงานที่ชัดเจน
ชี้ปัญหาใหญ่คือธรรมาภิบาล-การแข่งขันไม่เป็นธรรม
นอกเหนือจากประเด็นด้านเทคโนโลยีและมาตรฐานการผลิตแล้ว ปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของสังคมต่ออุตสาหกรรมเหล็กไทย คือข้อกังวลด้านธรรมาภิบาล การปฏิบัติตามกฎหมาย ความโปร่งใส และการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมจากผู้ประกอบการบางราย
กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กจึงเสนอให้มีการบูรณาการตรวจสอบร่วมกันระหว่างกรมโรงงานอุตสาหกรรม การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมอ. สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงเปิดให้คณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมสังเกตการณ์
การตรวจสอบควรครอบคลุมตั้งแต่การอนุญาตก่อสร้างโรงงาน การติดตั้งเครื่องจักร การอนุญาตประกอบกิจการ การขยายกำลังการผลิต การปฏิบัติตามรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ตลอดจนการเปิดเผยผลการตรวจสอบต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส
หากพบการกระทำที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายหรือเงื่อนไขการอนุญาต จะต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดและเท่าเทียมกับผู้ประกอบการทุกราย
ฟื้นศรัทธาอุตสาหกรรมเหล็กไทย
นายบัณฑูรย์ กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมเหล็กไทยจะไม่ประสบความสำเร็จ หากยังมีผู้ประกอบการที่ได้รับประโยชน์จากการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย หรือมีต้นทุนที่ได้เปรียบจากการหลีกเลี่ยงภาระด้านคุณภาพ สิ่งแวดล้อม และความปลอดภัย
ดังนั้น การกำหนดโรดแมปเปลี่ยนผ่านที่ชัดเจน ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและโปร่งใส จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนต่ออุตสาหกรรมเหล็กเส้นและอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย
พร้อมปูทางสู่การยกระดับอุตสาหกรรมเหล็กไทยให้ก้าวสู่อุตสาหกรรมเหล็กสีเขียว ที่มีมาตรฐานสูง แข่งขันได้ในระดับสากล และเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต ท่ามกลางความท้าทายที่อุตสาหกรรมกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน

