วันเสาร์ ที่ 25 กรกฎาคม 2569

Login
Login

ส่งออกไทยไปสหรัฐ 6 เดือนแรกพุ่ง 41.1% ครึ่งปีหลังชะลอตัว ‘เผชิญเสี่ยง’ ภาษีทรัมป์

การส่งออกไทยไปสหรัฐครึ่งหลังปี 69 โดนภาษีรอบใหม่ 12.5% “ยาง-อาหารแปรรูป” เสี่ยงสูง “วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา” ชี้กลุ่มอิเล็กฯ สินค้า AI ยังมีแรงหนุน จับตาส่งออกรวมแผ่วลงเหลือ 20%

การส่งออกไทย ไปตลาดสหรัฐในช่วง 6 เดือน แรกของปี 2569 ขยายตัวถึง 44.3% โดยกระทรวงพาณิชย์ ประเมินการส่งออกตลาดสหรัฐในช่วงครึ่งหลังปี 2569 เผชิญความไม่แน่นอนจากมาตรการการค้าและอัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐ

เมื่อรวมมูลค่าการส่งออกไปตลาดสหรัฐในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 มีมูลค่า 196,741 ล้านดอลลาร์ เทียบช่วงเดียวกันกับปีที่แล้วเพิ่มขึ้น 41.1% โดยมูลค่าการส่งออกตลาดสหรัฐคิดเป็นสัดส่วนถึง 24% ของการส่งออกรวม เป็นตลาดหส่งออกใหญ่สุดของไทย

ขณะที่ดุลการค้า ในช่วง ม.ค.-มิ.ย.2569 ไทยยังคงได้ดุลการค้าสหรัฐต่อเนื่องรวม 33,038 ล้านดอลลาร์

ภาษีสหรัฐรอบใหม่กระทบ "ยาง-อาหารแปรรูป"

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า กรณี มาตรการภาษี 301 ของสหรัฐโดยไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่โดนภาษี 12.5% ได้ประเมินผลกระทบ ดังนี้

1.) สินค้าส่งออกสำคัญอย่างอิเล็กทรอนิกส์ 50% ของมูลค่าส่งออกไปสหรัฐ อยู่ในรายการที่ได้รับยกเว้น เพราะสหรัฐยังมีความต้องการด้านเทคโนโลยี

2.) สินค้าที่อาจได้รับผลกระทบ คือ ผลิตภัณฑ์ยาง และอาหารแปรรูปบางชนิด

ขณะที่ไทยอาจเสียเปรียบคู่แข่งอย่างมาเลเซียและอินโดนีเซียที่โดนภาษีต่ำกว่า 10% ส่วนประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกิน (Excess Capacity) กระทรวงพาณิชย์ ยืนยันว่าไทยไม่มีนโยบายอุดหนุนที่บิดเบือนกลไกตลาด และกำลังเจรจาในกรอบ ART เพื่อหาข้อสรุปอัตราภาษีในอนาคต โดยสินค้าที่ต้องเฝ้าระวังคือ รถยนต์ ส่วนประกอบ และเครื่องจักร

ส่งออกไทยไปสหรัฐ 6 เดือนแรกพุ่ง 41.1% ครึ่งปีหลังชะลอตัว ‘เผชิญเสี่ยง’ ภาษีทรัมป์

ครึ่งปีหลังส่งออกสหรัฐแผ่วโต 20%

นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการ หอการค้าไทยและประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์อาหารแปรรูปและอาหารแห่งอนาคต เปิดเผย “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า แม้การส่งออกช่วงครึ่งปีหลังอาจไม่ขยายตัวระดับมากกว่า 40% เหมือนครึ่งปีแรก แต่เชื่อว่ายังมีโอกาสเติบโตได้ไม่ต่ำกว่า 20%

ทั้งนี้ ได้รับแรงหนุนจากความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และสินค้าที่เกี่ยวข้องเกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งยังขยายตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะในด้านมูลค่าการส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯ ทำให้สินค้าอิเล็กทรอนิกส์และสินค้าเกี่ยวเนื่องกับ AI ยังเป็นพระเอกสำคัญในการพยุงการส่งออกของไทยไปยังตลาดโลกช่วงครึ่งปีหลัง

นอกจากนี้ ถึงแม้ไทยจะถูกสหรัฐประกาศอัตราภาษีตามมาตรา 301 ในช่วงครึ่งหลังปี 2569 แต่เชื่อว่าขยายตัวได้ระดับที่ดี เนื่องจากการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐไม่ได้ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยมากนัก เพราะอัตราภาษีของไทยแตกต่างจากประเทศคู่แข่งเพียงประมาณ 2.5%

คาดมาตรา 301 กระทบไทยไม่มาก

สำหรับ มาตรการภาษีภายใต้มาตรา 301 ของสหรัฐไม่น่ากระทบการส่งออกไทยมากนัก เนื่องจากสินค้าหลักที่ไทยส่งออกไปยังสหรัฐส่วนใหญ่ไม่อยู่ในบัญชีสินค้าที่ถูกเก็บภาษี แต่ยังอยู่ในกลุ่มสินค้าที่ได้รับการยกเว้น

ส่วนกลุ่มสินค้าที่อาจได้รับผลกระทบช่วงครึ่งปีหลัง จะเป็นสินค้าที่ใช้วัตถุดิบนำเข้าจากประเทศที่สหรัฐจับตามอง โดยหากผู้ประกอบการพิสูจน์ได้ว่าแปรรูปในไทย มีการสร้างมูลค่าเพิ่ม และใช้วัตถุดิบหรือแรงงานในประเทศในสัดส่วนเหมาะสมก็ยังแข่งขันได้ 

แต่หากเป็นสินค้าที่ใช้วัตถุดิบจากต่างประเทศเกือบทั้งหมด และพิสูจน์แหล่งกำเนิดหรือมูลค่าเพิ่มในประเทศไม่ได้ ก็มีความเสี่ยงถูกตรวจสอบและได้รับผลกระทบ

ส่งออกไทยไปสหรัฐ 6 เดือนแรกพุ่ง 41.1% ครึ่งปีหลังชะลอตัว ‘เผชิญเสี่ยง’ ภาษีทรัมป์

สำหรับผู้ประกอบการที่ส่งออกไปยังตลาดสหรัฐ โดยสิ่งที่ต้องเร่งเตรียมความพร้อมคือ การตรวจสอบแหล่งที่มาของวัตถุดิบ (Traceability) ให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้อย่างครบถ้วน รวมถึงปฏิบัติตามกฎหมายและข้อกำหนดด้านห่วงโซ่อุปทานของประเทศคู่ค้าอย่างเคร่งครัด

ทั้งนี้ หลายประเทศที่ได้รับอัตราภาษีที่ได้เปรียบกว่าไทยประมาณ 2.5% ต่างมีกฎหมายที่เข้มงวดเกี่ยวกับการห้ามนำเข้าสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการใช้แรงงานบังคับ ดังนั้น หากผู้ประกอบการไทยสามารถแสดงหลักฐานแหล่งที่มาของวัตถุดิบได้อย่างโปร่งใส และยืนยันว่าสินค้าไม่ได้เกี่ยวข้องกับการใช้แรงงานบังคับ ก็จะช่วยลดความเสี่ยงด้านการค้าและรักษาความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดสหรัฐได้ในระยะยาว

เจรจาข้อตกลงต่างตอบแทน “ยังไม่จบ”

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดหลังจากนี้ คือการเจรจาเกี่ยวกับมาตรการตามข้อตกลงต่างตอบแทน หรือ Agreement on Reciprocal Trade (ART) ซึ่งยังไม่สิ้นสุดโดยสหรัฐ ยังคงกังวลว่าไทยส่งออกสินค้าไปยังตลาดสหรัฐในปริมาณสูง และให้ความสำคัญกับการตรวจสอบปัญหาการสวมสิทธิ์แหล่งกำเนิดสินค้า รวมถึงแหล่งที่มาของวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต

แม้มาตรการดังกล่าวจะมีการกล่าวถึงประเด็นแรงงานบังคับ แต่ประเทศไทยได้ดำเนินการและผ่านมาตรฐานด้านนี้มาแล้ว โดยสิ่งที่สหรัฐให้ความสำคัญมากกว่า คือ การตรวจสอบว่าสินค้าที่ไทยส่งออกมีการใช้วัตถุดิบจากประเทศที่ถูกกล่าวหาว่าใช้แรงงานบังคับหรือไม่ และมีสัดส่วนมากเพียงใด ไม่ใช่เพียงการนำสินค้ามาเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์แล้วส่งออกต่อ

ดังนั้น ไทยต้องสร้างความชัดเจนเกี่ยวกับระบบการตรวจสอบและการกำกับดูแลแหล่งที่มาของวัตถุดิบ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้า หากสามารถชี้แจงและแก้ไขประเด็นดังกล่าวได้ ก็จะช่วยลดผลกระทบต่อการส่งออกในระยะต่อไป