เมื่อ 31 มี.ค. 2569 ที่ผ่านมา สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ ได้ส่งรายงานการประเมินการค้าแห่งชาติประจำปี 2026 (National Trade Estimate หรือ NTE) ให้แก่ประธานาธิบดีทรัมป์และรัฐสภา
สำหรับ รายงาน NTE ปี 2026 นี้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับอุปสรรคทางการค้าต่างประเทศที่สำคัญซึ่งส่งผลกระทบต่อการส่งออกของสหรัฐและระบุว่า รัฐบาลทรัมป์กำลังดำเนินการอย่างไรเพื่อแก้ไขปัญหาการค้าที่ไม่เป็นธรรมเหล่านี้ เพื่อสร้างสนามแข่งขันที่เป็นธรรมสำหรับแรงงานชาวอเมริกัน
“ประธานาธิบดีทรัมป์ ยังคงเดินหน้าแก้ไขการค้าที่ไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นมานานหลายทศวรรษ โดยใช้มาตรการภาษีและเป็นตัวกลางในการเจรจาเพื่อเปิดตลาดต่างประเทศ ขณะเดียวกันก็สนับสนุนอุตสาหกรรมและกระตุ้นการลงทุนภายในประเทศ” นายเจมิสัน กรีเออร์ผู้แทนการค้าสหรัฐ ระบุ
โดยรายงานฉบับนี้เน้นย้ำว่าข้อผูกพันที่ได้รับการรับรองในข้อตกลงการค้าแบบต่างตอบแทนที่กำลังทำหน้าที่ขจัดอุปสรรคทางการค้าที่มีมายาวนานพร้อมเปิดตลาดใหม่ที่มีผู้บริโภคนับร้อยล้านคนเพื่อผู้ส่งออกของสหรัฐ และ รัฐบาลทรัมป์ จะยังคงต่อยอดความสำเร็จจากปีที่ผ่านมาเพื่อแก้ไขปัญหาการค้าที่ไม่เป็นธรรมที่ระบุไว้ในรายงานฉบับนี้ และส่งเสริมผลประโยชน์ที่ดีที่สุดของชาวอเมริกัน
NTE ในส่วนของประเทศไทยระบุว่าการขาดดุลการค้าสินค้าของสหรัฐ กับไทยอยู่ที่ 71.9 พันล้านดอลลาร์ในปี 2025 เพิ่มขึ้น 58% จากปี 2024 แบ่งเป็น การส่งออกสินค้าของสหรัฐไปยังไทยมีมูลค่ารวม 19.5 พันล้านดอลลาร์ในปี 2025 เพิ่มขึ้น 9.1 % การนำเข้าสินค้าของสหรัฐ จากไทยมีมูลค่ารวม 91.3 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 44.2% เมื่อรวมมูลค่าการค้าสินค้ารวมของสหรัฐกับไทยอยู่ที่ประมาณ 110.8 พันล้านดอลลาร์ ทำให้ไทยเป็นตลาดส่งออกสินค้าที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 23 ของสหรัฐในปี 2025
ด้านการขาดดุลการค้าบริการของสหรัฐกับไทยอยู่ที่ 267 ล้านดอลลาร์ในปี 2025 เพิ่มขึ้น 90.7% ส่วนการส่งออกของสหรัฐไปยังประเทศไทยมีมูลค่ารวม 3.8 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 8.6 % การนำเข้าบริการของสหรัฐ จากประเทศไทยมีมูลค่ารวม 4.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 เพิ่มขึ้น 11.7% การค้าบริการโดยรวมของสหรัฐกับประเทศไทยมีมูลค่าประมาณ 7.8 พันล้านดอลลาร์ ทำให้ประเทศไทยเป็นตลาดส่งออกบริการที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 41 ของสหรัฐ ในปี 2024 (ข้อมูลล่าสุดที่มีอยู่)
สำหรับไทยและสหรัฐมีข้อตกลงทางการค้า ได้แก่ กรอบความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนระหว่างสหรัฐและประเทศไทย หรือ (TIFA) ตั้งแต่ปี 2002 TIFA และ แถลงการณ์ร่วมเกี่ยวกับกรอบข้อตกลงการค้าแบบต่างตอบแทน(Joint Statement on a Framework for an Agreement on Reciprocal Trade) ตั้งแต่ ต.ค. 2025 กรอบดังกล่าวได้ระบุเงื่อนไขสำคัญ การที่ประเทศไทยจะยกเลิกอุปสรรคทางภาษีศุลกากรประมาณ 99 % ของสินค้า ครอบคลุมสินค้าอุตสาหกรรม อาหาร และเกษตรกรรมของสหรัฐอย่างครบวงจร
ประเทศไทยยังมุ่งมั่นที่จะแก้ไขอุปสรรคที่ไม่ใช่ภาษีศุลกากรต่อการส่งออกของสหรัฐ รวมถึง การยอมรับยานยนต์ที่ผลิตในสหรัฐที่ผลิตให้เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยยานยนต์ของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ (FMVSS) และมาตรฐานการปล่อยมลพิษ
การยอมรับใบรับรองและการอนุญาตทางการตลาดล่วงหน้าของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแห่งสหรัฐ (อย.) สำหรับอุปกรณ์ทางการแพทย์และยาว่าเพียงพอต่อความต้องการของประเทศไทย การออกใบอนุญาตนำเข้าเอทานอลจากสหรัฐเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิง
การแก้ไขกฎหมายศุลกากรเพื่อยกเลิกระบบการให้รางวัลแก่ผู้กระทำผิดเกี่ยวกับการละเมิดและบทลงโทษทางศุลกากร และการนำแนวปฏิบัติที่ดีด้านการกำกับดูแลมาใช้และดำเนินการ นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมุ่งมั่นที่จะนำมาตรฐานการปกป้องสิ่งแวดล้อมระดับสูงมาใช้และบังคับใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ ประเทศไทยยังมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาด้านทรัพย์สินทางปัญญาที่ค้างคามานาน รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายต่อต้านการปลอมแปลงเครื่องหมายการค้าและการละเมิดลิขสิทธิ์ องค์กรจัดการลิขสิทธิ์แบบรวมกลุ่มที่ผิดกฎหมาย การหลีกเลี่ยงมาตรการคุ้มครองทางเทคโนโลยี และสิทธิบัตรที่ค้างอยู่ สหรัฐและประเทศไทยจะดำเนินการเจรจาต่อไปเพื่อสรุปข้อตกลงให้เสร็จสิ้น
อย่างไรก็ตาม NTE ยังระบุในหัวข้อ การกระทำอื่นๆที่บิดเบือนตลาด ว่า ประเทศไทยไม่ได้บังคับใช้มาตรการที่เพียงพอต่อการปฏิบัติที่บิดเบือนตลาด เพื่อปกป้องตลาดสหรัฐและไทยและสร้างความสัมพันธ์ทางการค้าที่เป็นธรรมและมั่นคง ประเทศไทยไม่ได้ลงนามในข้อตกลงการค้าต่างตอบแทนกับสหรัฐ(Agreement on Reciprocal Trade) ซึ่งรวมถึงพันธกรณีที่จะแก้ไขปัญหาการบิดเบือนเหล่านี้ ประเทศไทยไม่ได้เข้าร่วมในเวทีโลกว่าด้วยกำลังการผลิตเหล็กส่วนเกิน(Global Forum on Steel Excess Capacity)
ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนาและนำโซลูชันร่วมกันไปใช้เพื่อแก้ไขปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินทั่วโลก และเสริมสร้างการทำงานของตลาดในภาคเหล็ก
นอกจากประเด็นที่ระบุใน NTE แล้ว ประเด็นทางการเศรษฐกิจและการค้าระหว่างไทยและสหรัฐยังมีอีก โดยล่าสุด ตามข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่าปัจจุบันสหรัฐมีการบังคับใช้เป็นภาษีนำเข้า 10% ทั่วโลก ผ่านมาตรา 232 ซึ่งมีมาตั้งแต่ 24 ก.พ. ถึง 24 ก.ค. 2026 ขณะเดียวกัน สหรัฐ ได้เปิดไต่สวนและเจรจา มาตรา 301 ซึ่งประเทศไทยต้องยื่นเรื่อง 2 ประเด็น คือ 1. ประเด็นภาวะกำลังการผลิตส่วนเกิน สำหรับสินค้าไทยที่ได้รับผลกระทบหลักๆได้แก่ รถยนต์และชิ้นส่วน เครื่องจักร (เครื่องใช้ไฟฟ้า แอร์ เครื่องซักผ้า) และยาง 2. ประเด็นการใช้สินค้าแรงงานบังคับ
ทั้งนี้ สหรัฐได้เปิดระบบให้เราสามารถยื่นเอกสารชี้แจงได้จนถึงวันที่ 15 เม.ย. 2569 และเปิดการประชาพิจารณ์สำหรับ ภาวะกำลังการผลิตส่วนเกิน วันที่ 5-8 พ.ค. 2569 ขณะที่ การใช้สินค้าแรงงานบังคับ จะเปิดการประชาพิจารณ์ ช่วงวันที่ 28 เม.ย. - 1 พ.ค. 2569 และคาดว่าจะประกาศผลช่วงเดือนมิ.ย. 2026
ดังนั้น รายงาน NTE น่าจะเป็นเหมือนข้อเสนอแนะสำหรับการขับเคลื่อน หรือ แก้ไข ประเด็นทางการค้าของไทยและสหรัฐได้ ซึ่งสาระสำคัญในส่วนประเด็นทางการค้าว่า อัตราภาษีศุลกากรเฉลี่ยของประเทศไทยภายใต้ระบบสิทธิพิเศษทางการค้า (Most-Favored-Nation: MFN) อยู่ที่ 9.9% ในปี 2024 (ข้อมูลล่าสุดที่มีอยู่)แต่ อัตราภาษีศุลกากรเฉลี่ยภายใต้ระบบ MFN สำหรับสินค้าเกษตรอยู่ที่ 28.3% และ 7.0 % สำหรับสินค้าที่ไม่ใช่เกษตรกรรมในปี 2024 (ข้อมูลล่าสุดที่มีอยู่) ประเทศไทยได้ผูกพันอัตราภาษีศุลกากร 76.9% ของสินค้าทั้งหมดกับองค์การการค้าโลก (WTO) โดยมีอัตราภาษีศุลกากรเฉลี่ยภายใต้ WTO อยู่ที่ 26.6%
ส่วนประเด็นด้านแรงงาน ระบุว่า สหรัฐมีความกังวลเกี่ยวกับกฎหมายของไทยเกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิแรงงานที่ต้องเป็นที่ยอมรับในระดับสากล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องเสรีภาพในการรวมกลุ่มและการรับรองสิทธิในการเจรจาต่อรองร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ
สหรัฐยังมีความกังวลเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายแรงงานด้วย จึงได้ระงับสิทธิประโยชน์ทางภาษีบางส่วนของไทยภายใต้โครงการ GSP เดือน เม.ย. 2563 โดยให้เหตุผลว่าประเทศไทยยังไม่ได้ดำเนินการใดๆ เพื่อให้สิทธิแรงงานที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากลในหลายๆ ด้าน เช่น การคุ้มครองเสรีภาพในการรวมกลุ่มและการเจรจาต่อรองร่วมกัน
นับตั้งแต่การตัดสินใจดังกล่าว รัฐบาลไทยยังไม่ได้ออกกฎหมายใหม่ใดๆ เพื่อแก้ไขข้อกังวลเกี่ยวกับเสรีภาพในการรวมกลุ่ม นอกจากนี้ ประเทศไทยไม่มีการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยใช้แรงงานบังคับหรือแรงงานที่ถูกบังคับ
สหรัฐเป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของไทย แต่ในทางปฎิบัติสองประเทศยังมีประเด็นความเห็นต่างและข้อข้องใจทางการค้ารระหว่างกันอยู่หลายประเด็นการรวบรวมข้อมูลและหารือกันเพื่อทำให้ข้อปฎิบัติทุกอย่างทุกด้านเป็นไปอย่างคล่องตัวนั่นหมายถึงเศรษฐกิจที่เติบโตร่วมกันท่ามกลางความไม่แน่นอนเศรษฐกิจโลก





