วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม 2569

Login
Login

'ศุภจี' เผยผลเจรจา USTR เดินหน้าลงทุน 'เกษตร-พลังงาน' ในสหรัฐ

'ศุภจี' เผยผลเจรจา USTR เดินหน้าลงทุน 'เกษตร-พลังงาน' ในสหรัฐ

‘ศุภจี‘ หารือผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) พร้อมเดินหน้าเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทน เร่งสรุปผลเพื่อลดแรงกดดันมาตรการภาษี พร้อมพบ สว. แทมมี ดันขยายการค้า การลงทุนไทย–สหรัฐ

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ หารือกับนาย Jamieson Greer ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ และนาย Rick Switzer รองผู้แทนการค้าสหรัฐ เมื่อวันที่ 4 พ.ค.2569

นางศุภจี กล่าวว่า การหารือสะท้อนเจตนารมณ์ร่วมกันของไทยและสหรัฐในการเร่งผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทน (Agreement on Reciprocal Trade: ART) ให้มีความคืบหน้าและสามารถสรุปผลได้โดยเร็ว เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ การลงทุน อีกทั้งลดแรงกดดันจากสหรัฐฯ ที่จะใช้มาตรการทางการค้ากับไทย

ฝ่ายสหรัฐ ให้ความสำคัญกับการปรับสมดุลทางการค้า และเปิดโอกาสให้ไทยแสดงบทบาทเชิงรุกผ่านการขยายการลงทุนในสหรัฐในสาขาที่ทั้งสองฝ่ายมีศักยภาพร่วมกัน เช่น สาขาเกษตรแปรรูป และพลังงาน พร้อมการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐในกลุ่มสินค้าที่ไทยมีความต้องการและยังไม่สามารถผลิตได้เอง

ฝ่ายไทย ยืนยันความพร้อมและแจ้งแผนการขยายการลงทุนของภาคเอกชนไทยในสหรัฐ ซึ่งได้รับการตอบรับในเชิงบวกจากฝ่ายสหรัฐฯ และถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของความร่วมมือที่ทั้งสองฝ่ายสามารถขับเคลื่อนร่วมกันได้อย่างเป็นรูปธรรม

'ศุภจี' เผยผลเจรจา USTR เดินหน้าลงทุน 'เกษตร-พลังงาน' ในสหรัฐ

นางศุภจี กล่าวว่า ไทยได้ใช้โอกาสนี้ผลักดันประเด็นสำคัญหลายด้าน โดยเฉพาะแนวทางการยกเว้นภาษีของสหรัฐฯ ให้กับสินค้าไทยที่สหรัฐฯ ไม่สามารถผลิตได้ภายในประเทศ โดยฝ่ายสหรัฐฯ ได้แสดงท่าทีเปิดกว้างและพร้อมพิจารณาต่อไป ซึ่งสะท้อนถึงความยืดหยุ่นและความพร้อมในการหาทางออกที่เป็นประโยชน์ร่วมกันต่อไป  

 ทั้งนี้ ในประเด็นการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทน ได้ชี้แจงฝ่ายสหรัฐฯ ว่าไทยให้ความสำคัญกับผลการเจรจาที่จะทำให้ความตกลงสามารถปฏิบัติได้จริง ซึ่งฝ่ายสหรัฐฯ แสดงความเข้าใจ และพร้อมหารือทั้งในด้านระยะเวลาการดำเนินการที่ชัดเจน และรายละเอียดของความตกลงในประเด็นต่าง ๆ เพื่อให้การดำเนินการภายในของไทยเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้ง ได้แสดงความสนใจและขอให้ไทยมีบทบาทมากขึ้นในการเพิ่มสัดส่วนการใช้วัตถุดิบจากสหรัฐฯ ในห่วงโซ่อุปทาน

ไทยและสหรัฐฯ เห็นพ้องที่จะเร่งรัดการเจรจา โดยมีเป้าหมาย คือ การสรุปสาระสำคัญของความตกลงโดยเร็ว เพื่อยืนยันสถานะของไทยที่เป็นประเทศคู่ค้าทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญของสหรัฐฯ อีกทั้งลดความเสี่ยงจากการถูกใช้มาตรการภาษีในอนาคต  

นอกจากการมาครั้งนี้แล้ว ทางกระทรวงพาณิชย์จะจัดคณะผู้แทนไทยเดินทางไปสหรัฐฯ เพื่อเข้าร่วมชี้แจงและตอบข้อซักถามต่อสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ในประเด็นการไต่สวนตามมาตรา 301 ระหว่างวันที่ 13–14 พ.ค. 2569 เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโครงสร้างการค้าและการผลิตของไทยด้วย

'ศุภจี' เผยผลเจรจา USTR เดินหน้าลงทุน 'เกษตร-พลังงาน' ในสหรัฐ

นางศุภจี กล่าวว่า ระหว่างการเยือนสหรัฐได้หารือกับนาง Tammy Duckworth สมาชิกวุฒิสภาสหรัฐ โดยแลกเปลี่ยนมุมมองความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การลงทุนและยกระดับห่วงโซ่อุปทาน 2 ประเทศ โดยฝ่ายสหรัฐเสนอแนวทางความร่วมมือสาขาที่มีศักยภาพ อาทิ พลังงานสะอาดและเทคโนโลยีลดการปล่อยคาร์บอน เทคโนโลยีพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก นวัตกรรมอาหาร ความร่วมมือด้านสาธารณสุข และอุตสาหกรรมอาหารสำหรับทารก ซึ่งเป็นสาขาที่ภาคเอกชนไทยให้ความสนใจ

ทั้ง 2 ฝ่ายยังเห็นพ้องที่จะส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน สถาบันการศึกษาและหน่วยงานภาครัฐของสหรัฐ โดยเฉพาะในรัฐอิลลินอยส์ ซึ่งมีศักยภาพด้านพลังงาน เทคโนโลยี และการเกษตรขั้นสูง เพื่อขยายการลงทุนและสร้างมูลค่าเพิ่มในห่วงโซ่อุปทานระยะยาว

พร้อมกันนี้ ไทยได้ขอรับการสนับสนุนในการส่งสัญญาณเชิงบวกไปยังฝ่ายบริหารของสหรัฐฯ ว่า ไทยพร้อมจะเป็นพันธมิตรที่เชื่อถือได้เชิงยุทธศาสตร์ และพร้อมส่งเสริมความร่วมมือทางการค้าอย่างเป็นรูปธรรม

“การหารือครั้งนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นและความตั้งใจร่วมกันของไทยและสหรัฐในการยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจให้แน่นแฟ้นและเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยไทยพร้อมทำงานร่วมกับสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เพื่อให้การเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทนก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันอย่างสมดุลและยั่งยืนในระยะยาว”นางศุภจี กล่าว

ทั้งนี้ ในปี 2568 สหรัฐเป็นคู่ค้าอันดับ 2 ของไทย ด้วยมูลค่าการค้ารวมกว่า 93,651.36 ล้านดอลลาร์ โดยไทยได้ดุลการค้าสหรัฐ มูลค่า 51,361.41 ล้านดอลลาร์ แบ่งเป็น

  • มูลค่าการส่งออกจากไทยไปยังสหรัฐสูงถึง 72,506.39 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เช่น คอมพิวเตอร์ ผลิตภัณฑ์ยาง อัญมณี รถยนต์ และเครื่องปรับอากาศ
  • มูลค่าไทยนำเข้าสินค้าจากสหรัฐ มูลค่า 21,144.98 ล้านดอลลาร์ เช่น น้ำมันดิบ เครื่องจักรกล เครื่องบินและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์และเครื่องจักรไฟฟ้า