เกษตรฯ เร่งปฏิรูป อ.ส.ค. แก้ปัญหานมค้างสต็อก 1.9 ล้านหีบ ชง ครม. ขยายนมโรงเรียนถึง ม.3 เพิ่มโควตา พร้อมดึงนวัตกรรมแปรรูปเวชสำอาง-นมสัตว์เลี้ยงยกระดับยั่งยืน
KEY POINTS
- อ.ส.ค. กำลังเผชิญวิกฤตินมค้างสต็อกปริมาณสูงถึง 1.9 ล้านหีบ (68 ล้านกล่อง) ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสภาพคล่องทางการเงินและทำให้เกิดภาวะขาดทุนสะสม
- นายวัชระพล ขาวขำ รมช.เกษตรฯ ได้สั่งการให้ปฏิรูปโครงสร้าง อ.ส.ค. ทั้งระบบ โดยเน้นการปรับปรุงโครงสร้างราคาและระบบโควตารับซื้อน้ำนมดิบเพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน
- มีมาตรการเร่งด่วนในการระบายสต็อก โดยการเสนอขยายโครงการนมโรงเรียนไปจนถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และขอเพิ่มสัดส่วนโควตาให้กับ อ.ส.ค.
- วางแผนนำนวัตกรรมมาแปรรูปน้ำนมดิบเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น การพัฒนาเป็นเวชสำอาง และการผลิตนมสำหรับสัตว์เลี้ยงที่ปราศจากแลกโตส เพื่อแก้ปัญหานมล้นตลาดในระยะยาว
อุตสาหกรรมโคนมไทยกำลังเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญอีกครั้ง เมื่อดีลไทยต้องเปิดประตูเสรีทางการค้าระหว่างไทย-ออสเตรเลีย และไทย -นิวซีแลนด์ อีกทั้ง ปัญหาเชิงโครงสร้างการบริหารจัดการน้ำนมดิบสะสมมาอย่างยาวนานจนเกิดภาวะ “นมล้นตลาด” และนำไปสู่ปัญหาสินค้าคลังสินค้าคงค้างครั้งใหญ่ของ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) หน่วยงานรัฐวิสาหกิจหลักที่เป็นเสาหลักในการรับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกรไทย โดยปัจจุบันมีปริมาณนมกล่องพาณิชย์และนมโครงการค้างสต็อกสูงถึงกว่า 68 ล้านกล่อง หรือคิดเป็น 1.9 ล้านหีบ ส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องทางการเงินและสร้างภาระขาดทุนสะสมอย่างรุนแรง
จากโจทย์ใหญ่ที่ท้าทายความมั่นคงของอาชีพพระราชทานนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เปิดฉากมาตรการผ่าตัดโครงสร้างครั้งใหญ่ ทั้งการเร่งระบายสินค้าระยะสั้น การปรับปรุงระบบโควตา ตลอดจนการนำนวัตกรรมมาสร้างมูลค่าเพิ่มทางการค้า เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างถอนรากถอนโคนและสร้างระบบนิเวศนมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน
- ผ่าโครงสร้างราคา-ระบบโควตา หยุดวงจรขาดทุนสะสม
นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เปิดเผยถึงแนวทางการแก้ไขปัญหานมล้นตลาดและภาระสินค้าค้างสต็อกของ อ.ส.ค. ว่า คณะทำงานเฉพาะกิจที่ได้รับมอบหมายในการแก้ไขปัญหาและฟื้นฟู อ.ส.ค. กำลังเร่งสรุปแผนปฏิรูปโครงสร้างระบบนมทั้งระบบเพื่อนำเสนออย่างเป็นทางการในวันที่ 27 กรกฎาคมนี้ ซึ่งการประชุมครั้งนี้จะเป็นหมุดหมายสำคัญในการกำหนดทิศทางเชิงนโยบายเพื่อระบายน้ำนมดิบส่วนเกินและนมกล่องค้างสต็อกทั้งหมด
หัวใจสำคัญของการปฏิรูปในครั้งนี้ คือการเข้าไปปรับปรุง “โครงสร้างราคาและระบบโควตาน้ำนมดิบ” ระหว่างภาคเอกชน สหกรณ์โคนม และ อ.ส.ค. ให้มีความสมดุลและสอดคล้องกับสภาวะการค้าในปัจจุบัน เนื่องจากในอดีต อ.ส.ค. ต้องรับหน้าที่เป็นผู้รับซื้อน้ำนมดิบส่วนเกินจากเกษตรกรในปริมาณที่เกินกว่าความสามารถในการผลิตและการระบายออกสู่ตลาดพาณิชย์ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ อ.ส.ค. ต้องแบกรับภาระต้นทุนสะสมมาโดยตลอด
“เราต้องยอมรับว่าการรับซื้อน้ำนมดิบเกินศักยภาพการระบายสินค้า คือต้นเหตุของปัญหาขาดทุนสะสม การปรับโครงสร้างระบบโควตาและราคาจะช่วยให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ทั้งเอกชน สหกรณ์ และ อ.ส.ค. เพื่อหยุดวงจรปัญหานมล้นตลาดในระยะยาว” นายวัชระพล กล่าวเน้นย้ำ
![]()
- ดันโครงการนมโรงเรียนถึง ม.3 – ชง Milk Board เพิ่มโควตา อ.ส.ค.
สำหรับมาตรการเร่งด่วนในการระบายน้ำนมดิบและนมค้างสต็อก ภาครัฐได้เตรียมขับเคลื่อนกลไกผ่านโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เสนอเรื่องไปยังสำนักงานเลขานุการรัฐมนตรี (สลค.) เพื่อเตรียมเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในการขยายขอบเขต “โครงการนมโรงเรียนไปจนถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3” จากเดิมที่ครอบคลุมเพียงชั้นประถมศึกษา
หากมาตรการดังกล่าวผ่านการอนุมัติจาก ครม. คาดว่าจะสามารถเพิ่มปริมาณการดูดซับน้ำนมดิบออกจากระบบได้มากถึง 90 ตันต่อวัน ซึ่งนอกจากจะช่วยแก้ปัญหานมส่วนเกินแล้ว ยังช่วยส่งเสริมโภชนาการและสุขภาพของเด็กนักเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นอีกด้วย
นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ ยังเตรียมเสนอขอความเห็นชอบจาก คณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม (Milk Board) เพื่อปรับเพิ่มสัดส่วนการจัดสรรโควตานมโรงเรียนให้กับ อ.ส.ค. เพิ่มขึ้นจากเดิมที่มีสัดส่วนอยู่ที่ร้อยละ 10 เพื่อให้ อ.ส.ค. มีช่องทางในการระบายน้ำนมดิบที่รับซื้อมาจากเกษตรกรได้มากขึ้น และช่วยสร้างกระแสเงินสดฟื้นฟูสภาพคล่องให้แก่หน่วยงาน
ขณะเดียวกัน ยังได้รับความร่วมมืออันดีจากหน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และ กระทรวงศึกษาธิการ ในการเข้ามาช่วยสนับสนุนและรับซื้อผลิตภัณฑ์นมค้างสต็อกของ อ.ส.ค. เพื่อนำไปกระจายสู่กลุ่มเป้าหมายในความดูแล ซึ่งจะช่วยลดปริมาณสินค้าคงคลังลงได้อย่างมีนัยสำคัญในระยะเวลาอันสั้น
- ผนึกเอกชน-สถาบันวิจัย ลุย “นวัตกรรมแปรรูป” เพิ่มมูลค่า
นอกเหนือจากการพึ่งพากลไกภาครัฐ คณะทำงานฯ ยังได้วางแนวทางความร่วมมือกับภาคเอกชนหลายรายเพื่อเร่งกระจายสินค้าผ่านช่องทางการค้าปลีกและการเปิดตลาดใหม่ๆ ทั้งในและต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาที่ยั่งยืนที่สุดคือการ “เปลี่ยนน้ำนมดิบให้เป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง” (High-Value Products) เพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันในตลาดนมพร้อมดื่มที่มีการแข่งขันสูง
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้วางยุทธศาสตร์นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาแปรรูปน้ำนมดิบส่วนเกิน โดยมีไฮไลต์สำคัญ 2 ด้านหลัก ได้แก่:
การพัฒนาเวชสำอางจากนม: การสกัดสารบำรุงและโปรตีนคุณภาพสูงจากน้ำนมเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเห็นผลงานผลิตภัณฑ์สกัดจากนมระลอกแรกภายในเดือนสิงหาคมนี้
นมสำหรับสัตว์เลี้ยงปราศจากแลกโตส (Lactose-Free Pet Milk): ความร่วมมือระหว่าง อ.ส.ค. กับ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในการวิจัยและผลิตนมสำหรับสัตว์เลี้ยง เช่น สุนัขและแมว ซึ่งกำลังเป็นตลาดที่มีอัตราการเติบโตสูงมาก (Pet Humanization Trend) การตัดโมเลกุลแลกโตสจะช่วยให้สัตว์เลี้ยงสามารถย่อยนมได้ปลอดภัย ถือเป็นนวัตกรรมที่จะช่วยดูดซับน้ำนมส่วนต่างในระบบได้มหาศาลและสร้างรายได้มาร์จินสูงให้แก่ อ.ส.ค.
- ทบทวนโมเดล “Milk Land” ปรับทัพธุรกิจพาณิชย์
ในส่วนของธุรกิจร้านกาแฟและเครื่องดื่ม “Milk Land” (มิลค์แลนด์) ซึ่งเป็นแบรนด์คาเฟ่ภายใต้ตราสินค้าไทย-เดนมาร์ค (นมวัวแดง) ที่เคยเปิดตัวเพื่อสร้างช่องทางขายตรงสู่ผู้บริโภค รมช.เกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการรอสรุปข้อมูลเชิงลึกจากคณะทำงานที่จะเข้าไปตรวจสอบโครงสร้างการดำเนินงานและผลประกอบการเบื้องต้น
การทบทวนโมเดลธุรกิจ Milk Land จะช่วยให้ อ.ส.ค. เห็นจุดแข็งและข้อจำกัดในการแข่งขันกับตลาดคาเฟ่ยุคใหม่ เพื่อปรับแผนการบริหารจัดการและการขยายสาขาให้มีความคุ้มค่าทางการเงิน และสามารถเป็นหัวหอกในการสร้างการรับรู้แบรนด์ “นมวัวแดง” ในกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
- ก้าวใหม่ของ อ.ส.ค. และอุตสาหกรรมนมไทย
วิกฤตการณ์นมค้างสต็อก 1.9 ล้านหีบของ อ.ส.ค. ในครั้งนี้ ถือเป็นบทเรียนครั้งสำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่า การพึ่งพาเพียงการขายผลิตภัณฑ์นมรูปแบบเดิมไม่เพียงพออีกต่อไปสำหรับโลกการค้ายุคใหม่
การเดินหน้าปฏิรูปโครงสร้างระบบนมทั้งระบบของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายใต้การนำของ นายวัชระพล ขาวขำ ไม่เพียงแต่มุ่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการระบายสต็อกผ่านโครงการนมโรงเรียนและหน่วยงานพันธมิตรเท่านั้น แต่ยังเป็นการวางรากฐานใหม่ให้กับ อ.ส.ค. ด้วยการใช้นวัตกรรมแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Creation) ซึ่งจะเปลี่ยนจากภาวะ “นมล้นตลาด” ให้กลายเป็น “โอกาสทางธุรกิจใหม่” ที่จะสร้างความมั่นคงและยั่งยืนให้กับเกษตรกรโคนมไทยไปพร้อมกัน





