กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เร่งเดินหน้าแก้ไขวิกฤตปัญหาสินค้าค้างสต็อกและภาวะขาดทุนสะสมของ อ.ส.ค. อย่างเร่งด่วน หลังพบปัญหานมกล่องล้นตลาดกระทบสภาพคล่องทางการเงินหนัก โดยให้บริหารจัดการระบายสินค้าล่วงหน้า พร้อมมอบหมายกรมปศุสัตว์หารือวิจัยนำนมหมดอายุไปแปรรูปเป็นโปรตีนเลี้ยงสัตว์และสารรักษาโรคใบร่วงในยางพารา มุ่งปรับโครงสร้างทางการตลาดและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการต้นทุนเพื่อสร้างโอกาสการแข่งขันในตลาดเสรี
นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากการติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์ของ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) อย่างลงลึกและใกล้ชิด เพื่อวางมาตรการแก้ไขปัญหาสินค้าค้างสต็อก นมล้นตลาด และแก้ปัญหาขาดทุนสะสมอย่างยั่งยืน โดยได้มอบนโยบายในการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน คือ การเร่งระบายสินค้าก่อนหมดอายุ “ด้วยตัวเองอย่างเต็มประสิทธิภาพ” จากแคมเปญทางการตลาด โดยต้องดำเนินการล่วงหน้าแต่เนิ่น ไม่ปล่อยให้นมหมดอายุ ก่อนสินค้าอีกจำนวนหนึ่งจะสิ้นสภาพในเดือนตุลาคมที่ถึงนี้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก่อนที่ อ.ส.ค. จะพิจารณาของบประมาณจากภาครัฐมาสนับสนุน ต้องวางมาตรการในภาพรวม พร้อมจัดหาเงินกู้เพื่อรักษาสภาพคล่องและการพลิกฟื้นธุรกิจอย่างยั่งยืนต่อไป
ในส่วนของนมกล่องหมดอายุนั้น ได้มอบหมายให้กรมปศุสัตว์ หารือร่วมกับนักวิจัย หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และการยางแห่งประเทศไทย เพื่อหาแนวทางในการนำน้ำนมที่หมดอายุไปใช้เป็นการเร่งโปรตีนในอาหารสัตว์ และรักษาโรคใบร่วงในต้นยางพาราโดยด่วน
“ส่วนตัวไม่เข้าใจว่าทำไมจึงมีการปล่อยจนสินค้าสิ้นสภาพเป็นจำนวนมากขนาดนี้ ซึ่งการบริหารงานให้มีประสิทธิภาพ เป็นหน้าที่โดยตรงของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ
นายวัชระพล กล่าวว่า อ.ส.ค. เป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ที่ต้องแข่งขันในตลาดที่มีแรงกดดันสูง และมีสินค้าทดแทนจำนวนมากในตลาด จึงต้องพัฒนาให้ อ.ส.ค. แข่งขันได้ในตลาดเสรีปัจจุบัน โดยอาจจะต้องมองที่ประสิทธิภาพในการบริหาร โดยเฉพาะต้นทุนและการตลาด พร้อมยกตัวอย่าง “มิลค์แลนด์” (Milk Land) แฟรนไชส์ไอศกรีมนม ที่จะช่วยสร้างรายได้ และระบายนมดิบได้ดี ปัจจุบันธุรกิจนี้ี้หยุดไป เป็นต้น
"อ.ส.ค. เป็นรัฐวิสาหกิจที่มีศักยภาพมาก เคยได้รับรางวัลรัฐวิสาหกิจต้นแบบหลายปีซ้อนจากกระทรวงการคลัง และเคยมีรายได้สูงถึงปีละเกือบหมื่นล้านบาท ดังนั้น จึงต้องมาวิเคราะห์กันว่า เหตุใดในช่วง 6 - 7 ปีที่ผ่านมา จึงมีรายได้ไม่เท่าเดิมและขาดทุนสะสม ซึ่งหากเน้นที่การขยายช่องทางการตลาด และการขายอย่างมียุทธศาสตร์มากขึ้น ก็น่าจะเป็นทางรอดของทั้ง อ.ส.ค. และพี่น้องเกษตรกรไทยต่อไป"


