วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม 2569

Login
Login

‘เครือ SCG - PTTGC ’จับมือใหญ่  โบรกคาดดีลสยายปีก ผงาด‘ท็อป10โลก’ 

‘เครือ SCG - PTTGC ’จับมือใหญ่   โบรกคาดดีลสยายปีก ผงาด‘ท็อป10โลก’ 

กลายเป็นดีล “ทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์” ที่ทำเอาตลาดหุ้นไทย “คึกคัก” ขึ้นมาทันที เมื่อสองยักษ์ใหญ่ปิโตรเคมี อย่าง บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC (ในเครือบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC) และ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC ประกาศลงนามบันทึกข้อตกลง (MoU) เพื่อศึกษาศึกษาความเป็นไปได้ใน “การตั้งบริษัทร่วมทุน” (Joint Venture) ร่วมกันในธุรกิจโอเลฟินส์และโพลีโอเลฟินส์ในประเทศไทย เพื่อ “ผนึกกำลัง” สร้างความแข็งแกร่งในระดับโลก ความชัดเจนในไตรมาส 3 ปี 2569 

‘เครือ SCG - PTTGC ’จับมือใหญ่   โบรกคาดดีลสยายปีก ผงาด‘ท็อป10โลก’ 

“พิริยพล คงวาณิช” นักกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บัวหลวง เปิดเผยว่า ดีลดังกล่าวค่อนข้าง “สร้างความเซอร์ไพรส์” ให้ตลาด และมีมุมมองใน “เชิงบวก” หัวใจสำคัญของดีลผนึกจุดแข็งธุรกิจต้นน้ำชนปลายน้ำ PTTGC จะนำความเชี่ยวชาญใน “ธุรกิจต้นน้ำ” และความมั่นคงด้านวัตถุดิบเข้ามาเป็นรากฐาน SCGC จะเข้ามาเติมเต็มด้วย “จุดแข็งด้านปลายน้ำ” การตลาดและเครือข่ายการจัดจำหน่ายที่ทรงพลัง

“ทั้งสองบริษัทจะได้ประโยชน์จากการลดความซ้ำซ้อนในการลงทุนเพิ่มอำนาจการต่อรองในการจัดหาวัตถุดิบ และการบริหารจัดการคลังสินค้าและโลจิสติกส์ร่วมกัน”

แน่นอน Strategic partnership ดังกล่าวจะส่งผลให้กลายเป็นผู้ผลิต Polyolefins รายใหญ่ระดับ Top 10 ของโลก ทำให้ไทยมี “ผู้เล่นรายใหญ่” ที่มีขีดความสามารถการแข่งขันในระดับภูมิภาคและโลก ท่ามกลางตลาดปิโตรเคมีที่มีการแข่งขันสูงจากจีนและสหรัฐ

แต่ตลาดยังคงระมัดระวังในแง่ของสัดส่วนการถือหุ้นและการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ที่จะนำมาเข้า JV ซึ่งต้องรอผลการศึกษาความคุ้มค่า รายละเอียดต่าง ๆ ของดีล คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในไตรมาส 3 ปี 2569 

ทั้งนี้ เบื้องต้นมีมุมมอง “เชิงบวก” ต่อแนวคิดดังกล่าวเป็นปัจจัยหนุน “ราคาหุ้น” และ “Sentiment” ตลาดทันที ราคาหุ้นของทั้ง PTTGC และ SCC ปรับตัวขึ้นรับข่าวอย่างแข็งแกร่ง (พุ่งแรงกว่า 5-6% ในช่วงประกาศ)

พร้อมกันนี้ ในช่วงก่อนที่ดีจะมีความชัดเจนของผลการศึกษา ทั้งสองบริษัทยังมีแนวโน้มการฟื้นตัวของกำไรปี 2569 ทั้งไตรมาส 1 และไตรมาส 2 ยังช่วยหนุน โดยส่วนต่างราคาปิโตรเคมีที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากจากผลกระทบของสงครามยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” ต่อ SCC และ PTTGC

“วราภรณ์ วิบูลคณารักษ์” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย บล.กรุงไทย เอ็กซ์สปริง กล่าวว่า ขอบเขตของโครงการร่วมทุนจะครอบคลุมธุรกิจ Olefins & Polyolefins ในไทย มุ่งสู่การเป็นผู้นำปิโตรเคมีภูมิภาค 

ขณะที่ การเตรียมรวมธุรกิจ Olefins & Polyolefins ของ PTTGC และ SCGC ในประเทศไทย ครอบคลุมโรงงาน olefins/PE/PP ซึ่งถือเป็นสินทรัพย์หลักของทั้งสองบริษัท การรวมครั้งนี้จะช่วยขยายกรอบการปรับโครงสร้างและเพิ่มประสิทธิภาพของ MTP-based assets โดยมีเป้าหมายชัดเจนในการลดต้นทุนและเพิ่มความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทาน

เราคาดว่ามี synergy benefits และเป็น win-win situation ของทั้ง 2 บริษัท ซึ่งการประเมินผลบวก รวมทั้ง Valuation และสัดส่วนการถือหุ้นต้องผ่านการทำ due diligence ซึ่งผลศึกษาคาดจะมีความชัดเจนในไตรมาส 3 นี้ โครงการร่วมทุนดังกล่าวเป็นคนละส่วนกับแผน Genesis ของ PTT เพื่อหาพันธมิตรธุรกิจเสริมแกร่งธุรกิจปิโตรเคมี-โรงกลั่นในกลุ่ม

“จักรพงศ์ เชวงศรี” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.กสิกรไทย กล่าวว่า SCC และ PTTGC ประกาศลงนามในบันทึกความเข้าใจแบบไม่มีผลผูกพันตามกฎหมายในการทำการศึกษาการตั้งบริษัทร่วมทุน (JV) ในธุรกิจโอเลฟินส์และโพลีโอเลฟินส์ ซึ่งประกอบด้วยโรงงาน cracker, PE, PP และบริษัทร่วมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยผลการศึกษาจะแล้วเสร็จในสิ้นไตรมาส 3 ปี 2569

โดยมอง “เชิงบวก” ต่อการร่วมธุรกิจเนื่องจากจะเพิ่มขนาด และความสามารถทนทานต่อ “วัฏจักรขาลง” ในรอบหน้าได้ดีขึ้น อีกทั้ง อาจมี synergy เพิ่มเติมจากการรวมธุรกิจ เนื่องจากมีความเสี่ยงในการจัดหาวัตถุดิบลดลง มี portfolio และ technology ของผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายมากขึ้น

หากมีการนำ JV เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จะทำให้ทั้ง 2 บริษัทได้รับการ rerate เชิงมูลค่า เนื่องจาก JV จะมีความเป็นบริษัทปิโตรเคมีขนาดใหญ่อันต้น ๆ ของเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งทำให้ได้รับความสนใจจากนักลงทุนขนาดใหญ่

แต่ขณะนี้ ยังไม่มีรายละเอียดและรูปแบบการรวมธุรกิจ เราจึงยังไม่สามารถประเมินผลและมูลค่าเพิ่มจากการรวมธุรกิจดังกล่าวได้