วันที่ 20 ก.ค.2569 เมื่อเวลา 11.00 น. รัฐบาลได้แถลงความคืบหน้าการอุทธรณ์สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ หลังจากได้รับข้อร้องเรียนจำนวนมากว่า หลักเกณฑ์คัดกรองบางข้อไม่สะท้อนสถานะความยากจนที่แท้จริง ส่งผลให้ประชาชนกลุ่มเปราะบางหลายรายต้องเสียสิทธิ
จากข้อมูลสรุปล่าสุด ณ วันที่ 19 ก.ค.2569 มีผู้ลงทะเบียนที่ไม่ผ่านคุณสมบัติสูงถึง 9.31 ล้านราย โดยสาเหตุอันดับหนึ่งที่ทำให้ตกเกณฑ์คือ การมีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์เกินกว่าที่กำหนด ซึ่งมีถึง 1.45 ล้านราย หรือคิดเป็น 41% ของคนที่ไม่ผ่านทั้งหมด รองลงมาคือ การมีภาระหนี้สินรวมเกิน 100,000 บาท 19% ทั้งนี้ มีประชาชนยื่นขอทบทวนสิทธิเข้ามาแล้ว 2.9 ล้านราย
จ่อชง ครม. ปลดล็อกรถเก่า-แก้ปมโอนลอย
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า กระทรวงฯ เตรียมทำหนังสือถึงกระทรวงการคลังเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ขอปรับปรุงเกณฑ์การถือครองยานพาหนะให้ยืดหยุ่นขึ้น โดยมีข้อเสนอสำคัญคือ
- ไม่นับรวมรถเก่า โดยยกเว้นรถยนต์ที่มีอายุการใช้งานเกิน 20 ปี และรถจักรยานยนต์อายุเกิน 15 ปี
- ผ่อนปรนภาระหนี้ อนุญาตให้ถือครองรถจักรยานยนต์ (ไม่เกิน 300 ซีซี) ได้ 2 คัน กรณีที่ยังผ่อนชำระไม่หมด
นอกจากนี้ รัฐบาลพร้อมให้ผู้ที่ติดปัญหาข้อมูลต่อไปนี้ อาทิ ขายโอนลอย คือ ขายรถไปแล้วแต่ยังไม่ได้เปลี่ยนชื่อตามกฎหมาย ปัญหารถเก่าพัง หมดสภาพแต่ไม่ได้แจ้งยกเลิกทะเบียน รวมถึงเหยื่อที่ถูกมิจฉาชีพนำชื่อไปสวมสิทธิซื้อรถ สามารถแจ้งข้อมูลที่สำนักงานขนส่งจังหวัดให้บันทึกยืนยันข้อเท็จจริง
นายสิริพงศ์ กล่าวว่า อีกประเด็นที่จะมีการเสนอคือ การปรับหลักเกณฑ์ให้กลุ่มนักศึกษานอกระบบ จะไม่ถูกตัดสิทธิทันทีเพียงเพราะมีสถานะเป็นนักศึกษา แต่จะพิจารณาจากฐานะความยากจนด้านอื่นประกอบด้วย
มหาดไทยขอยืดอุทธรณ์ถึง 20 ก.ย.69
เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชน นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า เตรียมเปิดจุดบริการเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) ที่ว่าการอำเภอทุกแห่ง พร้อมส่งเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน ลงพื้นที่เชิงรุกช่วยรับเรื่องทบทวนสิทธิให้ชาวบ้านถึงหน้าประตูเรือน
รวมทั้ง เตรียมขออนุมัติ ครม. เพื่อขยายระยะเวลาการยื่นอุทธรณ์ จากเดิมที่จะหมดเขตในเดือนก.ค. เลื่อนออกไปจนถึงวันที่ 20 ก.ย.2569 เพื่อให้ประชาชนมีเวลาเตรียมเอกสารหลักฐานได้อย่างครบถ้วน
คลังแจงปมรายได้แฝง
นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ชี้แจงถึงกรณีที่บางคนตกเกณฑ์เพราะถูกตรวจสอบพบรายได้จากระบบข้อมูลที่อัปเดตแบบเรียลไทม์ว่า ส่วนหนึ่งเกิดจากการถูกนายจ้างทุจริต นำชื่อไปแอบอ้างเป็นลูกจ้างปลอมเพื่อเลี่ยงภาษี ทำให้ระบบประเมินว่ามีรายได้เกินเกณฑ์ ซึ่งทางรัฐบาลพร้อมรับเรื่องอุทธรณ์เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและคืนสิทธิให้โดยเร็ว
ผู้อำนวยการ สศค. ระบุว่า ในวันที่ 21 ก.ค.2569 กระทรวงการคลังจะเสนอ ครม. ขอสลับวงเงินงบประมาณ ไปใช้สนับสนุนโครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส 60/40" เพื่อจ่ายเงินบรรเทาภาระค่าครองชีพในช่วงเดือนส.ค. - ก.ย.2569 ให้แก่กลุ่มผู้ถือบัตรรายเดิมราว 6 ล้านคน ที่หลุดเกณฑ์รอบใหม่หรือไม่ได้มาลงทะเบียน
ทั้งนี้ รัฐบาลตั้งเป้าเร่งรัดกระบวนการอุทธรณ์ทั้งหมด เพื่อให้ผู้ที่ผ่านการทบทวนสิทธิ สามารถเริ่มรับสวัสดิการแห่งรัฐได้ทันกำหนดในวันที่ 1 ต.ค.2569
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์


