กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) กระทรวงพาณิชย์ รายงานภาพรวมการจัดธุรกิจใหม่ในช่วง 6 เดือนแรกปี 2569 (ม.ค.-มิ.ย.)ว่า มีการจัดตั้งนิติบุคคลใหม่ 44,773 ราย เพิ่มขึ้น 2.13% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ทุนจดทะเบียนกลับลดลง 25.44% เหลือ 111,201 ล้านบาท สะท้อนว่าผู้ประกอบการยังเชื่อมั่นในการเริ่มต้นธุรกิจ แม้เศรษฐกิจจะเผชิญความไม่แน่นอนทั้งในและต่างประเทศ แต่เลือกลงทุนอย่างระมัดระวังมากขึ้น
ตัวเลขดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า การเติบโตของจำนวนธุรกิจไม่ได้มาพร้อมกับเม็ดเงินลงทุนที่เพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เลือกใช้เงินลงทุนเริ่มต้นในระดับต่ำ ชะลอการขยายกิจการขนาดใหญ่ และบริหารสภาพคล่องอย่างรอบคอบ ท่ามกลางต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่ยังอยู่ในระดับสูง
เมื่อพิจารณารายสาขาธุรกิจ พบว่า ธุรกิจที่เติบโตโดดเด่นยังสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ โดยเฉพาะ ธุรกิจขายปลีกทางอินเทอร์เน็ต ที่มีการจัดตั้งใหม่เพิ่มขึ้น 56.90% รองลงมาคือ ธุรกิจภัตตาคารและร้านอาหาร เพิ่มขึ้น 15.67% และ ธุรกิจร้านขายปลีกเสื้อผ้า เพิ่มขึ้น 83.46%
โดยในไตรมาส 2 สัญญาณการเติบโตยิ่งชัดเจนขึ้น โดยธุรกิจขายส่งผักและผลไม้ขยายตัวกว่า 152% และธุรกิจขายปลีกออนไลน์เพิ่มขึ้นกว่า 78% สะท้อนว่าผู้ประกอบการยังเห็นโอกาสในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการบริโภค สินค้าจำเป็น และการค้าผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล
สัญญาณเตือน! ธุรกิจเลิกกิจการเพิ่มขึ้น
“พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์” อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวว่า แม้จำนวนธุรกิจใหม่จะเพิ่มขึ้น แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ การเลิกกิจการเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงกว่า โดยครึ่งปีแรกมีธุรกิจเลิกกิจการ 7,024 ราย เพิ่มขึ้น 12.49% ขณะที่ทุนจดทะเบียนของกิจการที่เลิกสูงถึง 98,857 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 223.66%
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า ไม่เพียงแต่ธุรกิจรายเล็กที่ทยอยปิดกิจการ แต่ยังมีนิติบุคคลที่มีเงินลงทุนสูงทยอยถอนตัวจากตลาดเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นสัญญาณว่าแรงกดดันทางเศรษฐกิจกระทบผู้ประกอบการในวงกว้าง
กลุ่มที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจติดตั้งไฟฟ้า และธุรกิจโฆษณา ซึ่งมีการเลิกกิจการเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนผลกระทบจากต้นทุนที่สูง กำลังซื้อชะลอตัว ภาระหนี้ และการแข่งขันที่รุนแรง
4 ปัจจัยกดดันธุรกิจครึ่งปีหลัง
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ประเมินว่า ภาคธุรกิจไทยยังต้องเผชิญปัจจัยเสี่ยงสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่
1. กำลังซื้อในประเทศยังเปราะบาง ต้นทุนพลังงาน วัตถุดิบ ค่าแรง ค่าเช่า และต้นทุนทางการเงินยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่กำลังซื้อของประชาชนฟื้นตัวไม่ทั่วถึง ส่งผลให้ธุรกิจค้าปลีก ร้านอาหาร บริการ และ SME ต้องบริหารต้นทุนและสภาพคล่องอย่างใกล้ชิด
2. ความไม่แน่นอนของการค้าโลก นโยบายการค้าของสหรัฐฯ รวมถึงมาตรการภาษีและข้อจำกัดทางการค้า อาจกระทบต่อภาคส่งออก การผลิต โลจิสติกส์ และอุตสาหกรรมที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทาน เช่น อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ ยางพารา และสินค้าเกษตรแปรรูป
3. โอกาสจากการลงทุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต แม้เศรษฐกิจโลกชะลอตัว แต่ไทยยังได้รับแรงหนุนจากการลงทุนใน Data Center, AI, Cloud Services พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมดิจิทัล ซึ่งเปิดโอกาสให้ธุรกิจไทยและ SMEs เข้าไปเป็นผู้รับเหมา ผู้ผลิตชิ้นส่วน และผู้ให้บริการในห่วงโซ่อุปทาน หากสามารถยกระดับมาตรฐานและศักยภาพการแข่งขันได้
4. การฟื้นตัวที่ไม่เท่ากัน ธุรกิจขนาดใหญ่และอุตสาหกรรมแห่งอนาคตมีแนวโน้มฟื้นตัวเร็วกว่าธุรกิจรายย่อย ขณะที่ SMEs ยังเผชิญข้อจำกัดด้านเงินทุน การเข้าถึงตลาด และการแข่งขันจากแพลตฟอร์มดิจิทัลและผู้ประกอบการต่างชาติ
ตัวเลขการจดทะเบียนธุรกิจครึ่งปีแรกปี 2569 สะท้อนภาพเศรษฐกิจไทยที่อยู่ในช่วง "ฟื้นตัวแบบระมัดระวัง" แม้จำนวนผู้ประกอบการรายใหม่ยังเพิ่มขึ้น แต่เม็ดเงินลงทุนกลับลดลง ขณะที่การเลิกกิจการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะธุรกิจที่ใช้เงินลงทุนสูง
ครึ่งปีหลังจึงเป็นช่วงทดสอบสำคัญของภาคธุรกิจไทย หากกำลังซื้อในประเทศยังฟื้นตัวช้าและความเสี่ยงจากสงครามการค้ายังยืดเยื้อ ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs จะต้องเร่งปรับตัว ลดต้นทุน ใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพ และมองหาโอกาสจากอุตสาหกรรมใหม่ที่กำลังเติบโต
ขณะที่ภาครัฐจำเป็นต้องมีมาตรการเสริมสภาพคล่อง ลดต้นทุน และสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อต่อการลงทุน เพื่อให้การฟื้นตัวของภาคธุรกิจเกิดขึ้นอย่างทั่วถึงและยั่งยืน


