วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม 2569

Login
Login

นักธุรกิจยุโรปถกอนุทินหนุนเอฟทีเอไทย รองรับฐานผลิตแห่งภูมิภาค-ลงทุนอุตฯมูลค่าสูง

สหภาพยุโรปและประเทศไทยเริ่มเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีครั้งแรกในปี 2556 แต่การเจรจาถูกระงับในปี 2557 หลังจากการรัฐประหารของกองทัพในประเทศ จากนั้นในปี 2560 และ 2562 ด้วยความก้าวหน้าของประเทศไทยในกระบวนการสร้างประชาธิปไตย

   สหภาพยุโรปจึงมีมติเสนอแนวทางการกลับมามีส่วนร่วมอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งนำไปสู่การลงนามในข้อตกลงความร่วมมือและหุ้นส่วนในเดือนธ.ค. 2565 ก่อนเริ่มเจรจาอีกครั้ง เมื่อ มี.ค. 2566 

ในโอกาสที่ คณะผู้บริหารและสมาชิกสภาธุรกิจสหภาพยุโรป-อาเซียน (EU-ASEAN Business Council: EU-ABC) และสมาคมการค้ายูโรเปียนเพื่อธุรกิจและการพาณิชย์ (EABC) ซึ่งมีผู้แทนบริษัทชั้นนำของยุโรปกว่า 40 บริษัท จาก 9 กลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญ ได้แก่ อุตสาหกรรมยา เวชภัณฑ์ และสุขภาพ การเงิน ธนาคาร และประกันภัย ยานยนต์และอุตสาหกรรม พลังงาน เกษตรและอาหาร เทคโนโลยีและดิจิทัล โรงแรมและการท่องเที่ยว และสินค้าอุปโภคบริโภค อาทิ บริษัท Bayer, Boehringer Ingelheim, Sanofi, Siemens Healthineers, Prudential, Standard Chartered, Robert Bosch, Michelin, Siemens Energy, Danone, SAP และ Kenvue เข้าพบนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า  การหารือเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และแนวทางยกระดับความร่วมมือระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป สรุปสาระสำคัญ ดังนี้

ไทยย้ำเพิ่มขีดแข่งขันประเทศต่อเนื่อง 

        ทั้งนี้ ยุโรปเป็นหนึ่งในหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย และการที่บริษัทชั้นนำของยุโรปยังคงลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง สะท้อนความเชื่อมั่นต่อศักยภาพของประเทศ รัฐบาลจึงเดินหน้าเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของไทย เพื่อให้เกิดการลงทุนใหม่ การสร้างงาน และรายได้ที่เพิ่มขึ้นแก่ประชาชน

รัฐบาลกำลังเร่งดำเนินการใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคตทั้งระบบดิจิทัล AI พลังงานสะอาด และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เพื่อรองรับอุตสาหกรรมใหม่, ยกระดับระบบคมนาคมและโลจิสติกส์ทั้งถนน รถไฟ ท่าเรือ สนามบิน รวมถึงเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก( EEC) และ Southern Economic Corridor (SEC)เพื่อให้การขนส่งสะดวก ต้นทุนลดลง และดึงดูดการลงทุนมากขึ้น, ปรับปรุงกฎระเบียบให้เอื้อต่อการลงทุนผ่านโครงการ Thailand FastPass และการผลักดันไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD เพื่อยกระดับมาตรฐานภาครัฐ เพิ่มความโปร่งใส และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั่วโลก

เปิดแผนเร่งเครื่องรับการลงทุนใหม่

     นายอนุทิน กล่าวย้ำว่า ไทยต้องการก้าวขึ้นเป็นฐานการผลิตและนวัตกรรมสำคัญของภูมิภาค โดยเฉพาะในอุตสาหกรรม

เซมิคอนดักเตอร์ พลังงานสะอาด เทคโนโลยีดิจิทัล AI วิทยาศาสตร์ชีวภาพ เกษตรสมัยใหม่ และอุตสาหกรรมอาหาร พร้อมเดินหน้าผลักดันการเจรจา ความตกลงการค้าเสรีไทย–สหภาพยุโรป (Thailand–EU FTA) ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อเปิดโอกาสให้สินค้าไทยเข้าถึงตลาดยุโรปได้มากขึ้น และสร้างโอกาสใหม่ให้ผู้ประกอบการไทย

ทั้งนี้ รัฐบาลไทยมุ่งสร้างเศรษฐกิจที่เติบโตควบคู่กับความยั่งยืน โดยเร่งเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน ควบคู่กับการปฏิรูปกฎหมายภายใต้แนวคิด Regulatory Guillotine เพื่อลดขั้นตอนและอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ พร้อมปรับปรุงกฎหมายที่ไม่จำเป็นกว่า 7,000 ฉบับ ให้ทันสมัยและเอื้อต่อการลงทุนมากขึ้น

“เมื่อประเทศไทยมีสภาพแวดล้อมการลงทุนที่ดีขึ้น จะช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุน เทคโนโลยี และนวัตกรรมจากต่างประเทศ เกิดการจ้างงาน เพิ่มรายได้ให้แรงงานไทย ยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ และสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม”

ด้านผู้แทนภาคธุรกิจยุโรปยืนยันว่า ประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายการลงทุนที่สำคัญของยุโรป ด้วยศักยภาพด้านทำเลที่ตั้ง ฐานการผลิต และแรงงานที่มีคุณภาพ พร้อมชื่นชมรัฐบาลที่เดินหน้าพัฒนาอุตสาหกรรมมูลค่าสูง ส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล พลังงานสะอาด และการพัฒนาที่ยั่งยืน รวมทั้งสนับสนุนการผลักดัน Thailand–EU FTA และการเข้าเป็นสมาชิก องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา(OECD) ของไทย

ยุโรปสนเพิ่มความร่วมมือรวม5ด้าน

ผู้แทนภาคธุรกิจยุโรปยังได้เสนอความร่วมมือใน 5 ด้านสำคัญ ได้แก่ การผลิตและห่วงโซ่อุปทาน การแพทย์และวิทยาศาสตร์ชีวภาพ อาหารและสินค้าอุปโภคบริโภค การเงินและการลงทุน รวมถึงเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI ซึ่งล้วนเป็นอุตสาหกรรมที่จะช่วยสร้างงาน พัฒนาทักษะแรงงานไทย และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ข้อมูลจาก คณะกรรมาธิการยุโรป (EC)  ระบุว่า  สำหรับการเจรจารอบที่ 10 มีกำหนดจัดขึ้นในสัปดาห์ของวันที่ 28 ก.ย. 2569 ณ ประเทศไทย โดยมีรายละเอียดประเด็นการเจรจาได้แก่ การค้าสินค้า กลุ่มเจรจาบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับภาคผนวกเรื่องภาษีส่งออกและเรื่องการผูกขาดการนำเข้าและส่งออก ซึ่งขณะนี้ได้ปิดลงชั่วคราวแล้ว

ในส่วนของการเข้าถึงตลาด การหารือทางเทคนิคเชิงลึกยังคงมุ่งเน้นไปที่การสำรวจความเป็นไปได้ในการปรับปรุงข้อเสนอภาษีเบื้องต้นที่ได้แลกเปลี่ยนกันในรอบที่ 5 ทั้งสองฝ่ายยืนยันเจตนารมณ์ที่จะบรรลุผลลัพธ์ที่คำนึงถึงความอ่อนไหวของแต่ละฝ่ายด้วย

ประเด็นตกค้างเจรจาเอฟทีเอไทย-ยุโรป

กฎแหล่งกำเนิดสินค้า กลุ่มผู้เจรจามีความคืบหน้าในบทนี้เป็นอย่างดี โดยสามารถสรุปองค์ประกอบสำคัญส่วนใหญ่ได้ของข้อความซึ่งขณะนี้ได้รับการเห็นชอบเป็นส่วนใหญ่โดยเหลือเพียงไม่กี่ประเด็นที่ยังอยู่ระหว่างการสนทนา

      นอกจากนี้ ยังหารือประเด็นที่ค้างอยู่ พิธีสารจึงอยู่ในสถานะปิดชั่วคราว ประเด็นบริการและการลงทุน กลุ่มเจรจายังคงหารือเกี่ยวกับข้อความต่อไปและก้าวไปสู่การปิดบัญชีที่เหลือ ช่องว่าง บทส่วนใหญ่มีการตกลงกันไว้ชั่วคราว (เช่น หัวข้อเกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายเงินทุน;บริการทางการเงิน การค้าบริการข้ามพรมแดน การเข้ามาและการอยู่ชั่วคราวของบุคคลธรรมดาบทบัญญัติของการประยุกต์ทั่วไป กฎระเบียบภายในประเทศ โทรคมนาคม; บริการจัดส่ง; และบริการขนส่งสินค้าทางทะเลระหว่างประเทศ) 

    “ปัญหาหลักที่ค้างอยู่เกี่ยวข้องกับบทบัญญัติเกี่ยวกับข้อกำหนดด้านประสิทธิภาพ ทั้งสองฝ่ายยังมีส่วนร่วมในการอภิปรายรายละเอียดเกี่ยวกับข้อเสนอการเข้าถึงตลาดและข้อเสนอและจัดทำคำร้องขอเปิดเสรีเพิ่มเติม” 

สำหรับทรัพย์สินทางปัญญา (IP) กลุ่มเจรจาได้ดำเนินการหารืออย่างสร้างสรรค์ต่อไปในประเด็นที่เหลืออยู่ในบทว่าด้วยทรัพย์สินทางปัญญาโดยได้บรรลุข้อตกลงในส่วนย่อยเกี่ยวกับเครื่องหมายการค้า และในส่วนบทบัญญัติทั่วไปและขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลที่ไม่เปิดเผย ตลอดจนบทบัญญัติเกี่ยวกับการบังคับใช้ทางแพ่งและทางปกครอง

นอกจากนี้ ยังมีความคืบหน้าอย่างมากในส่วนบทบัญญัติทั่วไปและลิขสิทธิ์และสิทธิที่เกี่ยวข้อง การทำงานจะดำเนินต่อไปในช่วงระหว่างสมัยประชุม

นักธุรกิจยุโรปถกอนุทินหนุนเอฟทีเอไทย    รองรับฐานผลิตแห่งภูมิภาค-ลงทุนอุตฯมูลค่าสูง