วันนี้ (14 ก.ค.) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการทบทวนหลักเกณฑ์และขยายสิทธิ์โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี เพื่อยกระดับการดูแลประชาชนกลุ่มเปราะบางให้แม่นยำและครอบคลุมสภาพความเป็นจริงทางเศรษฐกิจมากขึ้น โดยมุ่งเน้นการเข้าถึงผู้เดือดร้อน และกลุ่มเปราะบางตัวจริง
ทั้งนี้รัฐบาลโดยคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ได้พิจารณาปรับเปลี่ยนเกณฑ์การคัดเลือก 2 ประเด็นหลัก เพื่อลดความกังวลและผลกระทบต่อประชาชน ตามข้อกังวลและรับฟังเสียงประชาชนที่นายกรัฐมนตรีได้รับ รวมทั้งข้อเสนอแนะของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้แก่
1. ยกเลิกเกณฑ์ที่ลูกใช้ชื่อบิดามารดา ไปลดหย่อนภาษี โดยจะไม่นำเกณฑ์นี้มาใช้ในการพิจารณาครั้งนี้
2. ยกเลิกเกณฑ์ที่กำหนดไม่ให้เกษตรกรมีสินเชื่อภาคเกษตร เกินกว่า 1 แสนบาท เนื่องจากสินเชื่อชดเชยภัยพิบัติหรือเครื่องมือทำกินของภาคเกษตร อาจสูงกว่า1แสนบาท ได้เนื่องจากสินเชื่อประเภทนี้มีลักษณะพิเศษเพื่อการฟื้นฟูอาชีพและมักมีมูลค่าสูง ซึ่งหากนำมารวมอาจทำให้เกษตรกรที่เดือดร้อนจริงหลุดจากระบบการช่วยเหลือ
นอกจากนี้ ครม.ยังเห็นชอบในจำนวนผู้ที่ได้รับสำรวจเข้าเกณฑ์คัดกรองเพื่อรับสิทธิ์บัตรสวัสดิการฯอีก 5.4 ล้านราย เนื่องจากรัฐบาลได้เปลี่ยนรูปแบบจากการรอให้ประชาชนมาลงทะเบียนฝ่ายเดียว เป็นการใช้ แนวทางเชิงรุกในการสำรวจเป็นครั้งแรก โดยความร่วมมือระหว่างกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เข้าหาผู้ป่วยติดเตียง คนชายขอบ และผู้ที่ไม่สามารถเข้าถึงสื่อดิจิทัลได้
ผลจากการลงพื้นที่พบประชาชนกลุ่มเปราะบางเพิ่มเติมอีกประมาณ 5.04 ล้านรายส่งผลให้จำนวนผู้เข้าสู่ระบบการพิจารณาสิทธิ์ในครั้งนี้มียอดรวมทั้งสิ้นประมาณ 18.8 ล้านราย
นายวินิจกล่าวต่อว่าหลังจากครม.เห็นชอบกระทรวงการคลังจะนำรายชื่อที่สำรวจ ทั้งหมดไปคัดเกณฑ์ตามเงื่อนไขที่ได้รับความเห็นชอบให้แล้วเสร็จ 16 ก.ค.และจะมีการแถลงข่าวจำนวนผูัที่ได้รับสิทธิ์ในช่วง 18.00 น. และในวันที่ 17 กรกฎาคม จะประกาศผลผู้ที่ได้รับสิทธิ์อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่เวลา 6.00 น.เป็นต้นไป
จากนั้นในวันที่ 17 - 31 กรกฎาคม จะเปิดให้อุทธรณ์ (ทบทวนสิทธิ์) สำหรับผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์ โดยสามารถตรวจสอบเหตุผลและยื่นหลักฐานเพิ่มเติมได้ เช่น ข้อมูลรายได้จากกรมสรรพากร
ส่วนผู้ได้รับสิทธิ์กลุ่มเดิมเริ่มใช้วงเงินได้วันที่ 1 สิงหาคม ส่วนกลุ่มรายใหม่จะเริ่มใช้สิทธิ์ได้ในวันที่ 1 ตุลาคมเป็นต้นไป
สำหรับช่องทางการตรวจสอบสิทธิ์มี 4 ช่องทางหลัก ได้แก่ เว็บไซต์ของโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แอปพลิเคชัน "เป๋าตัง" แอปพลิเคชัน "ทางรัฐ" และธนาคารรัฐ 5 แห่ง (ออมสิน, ธ.ก.ส., ธอส., ธนาคารอิสลาม และธนาคารกรุงไทย) โดยใช้บัตรประชาชนสอบถามที่สาขา
เมื่อถามถึงจำนวนผู้รับสิทธิ์อาจมากกว่าจำนวนคนที่ ครม.เห็นชอบไว้ในตอนแรกนายวินิจกล่าวว่าการตั้งงบประมาณไว้ก่อนหน้านี้เป็นเพียงการคาดการณ์ตามตัวเลขเฉลี่ย แต่ในทางปฏิบัติจะให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือประชาชนที่ผ่านเกณฑ์คัดเลือกทุกคนอย่างเท่าเทียม
แม้จำนวนผู้ได้รับสิทธิ์อาจจะมากกว่าที่คาดการณ์ไว้เดิมโดยรัฐบาลยืนยันว่าจะบริหารจัดการงบประมาณเพื่อดูแลกลุ่มที่ลำบากที่สุดให้ครบถ้วนตามวัตถุประสงค์ของโครงการนี้


