วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

งบพาณิชย์ปี 70 ลด‘ศุภจี’ รับโจทย์หิน บริหารภายใต้ข้อจำกัด

ส่องงบพาณิชย์ปี 2570 ได้ 7,271.4 ล้านบาท ลดลง จากปี 69  กรมส่งเสริมการค้าต่างประเทศได้รับจัดสรรสูงสุดกว่า 1.4  พันล้านบาท“ศุภจี”รับ บริหารงบประมาณปี 70 ภายใต้ข้อจำกัดบนความท้าทาย  ตั้งเป้าทำงานแก้ปัญหาสินค้าเกษตร ผลักดัน SME เดินหน้าขยายตลาด เร่งเจรจา FTA  ท่ามกลางสงครามการค้า

KEY POINTS

  • กระทรวงพาณิชย์ได้รับการจัดสรรงบประมาณปี 2570 จำนวน 7,271.4 ล้านบาท ซึ่งลดลงจากปีก่อนหน้า สวนทางกับภารกิจที่เพิ่มขึ้นจากความท้าทายของเศรษฐกิจโลก
  • นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ยอมรับว่าเป็นโจทย์ที่ท้าทายในการบริหารงานภายใต้งบประมาณที่จำกัด โดยเน้นการใช้งบให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
  • นโยบายสำคัญภายใต้งบที่จำกัดจะมุ่งเน้นการดูแลค่าครองชีพ, แก้ปัญหาสินค้าเกษตรทั้งระบบ, ยกระดับผู้ประกอบการ SME และเดินหน้าเจรจาการค้าระหว่างประเทศ

ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วงเงินไว้ 3.78 ล้านล้านบาท  ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฏร ในวาระแรกไปแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือ การพิจารณาในชั้นของคณะกรรมาธิการฯ ซึ่งก็ต้องลุ้นว่า กระทรวงใด กรมใด จะถูกปรับ ลด เพิ่ม เท่าไร

แต่หากโฟกัสไปยังกระทรวงเศรษฐกิจอย่างกระทรวงพาณิชย์ที่ต้องดูแลสินค้าเกษตร การค้าระหว่างประเทศ  เบื้องต้นได้รับการจัดสรรงบประมาณ 7,271.4 ล้านบาท ซึ่งก็ประเมินไม่ได้ว่า ในชั้นกรรมาธิการจะถูกปรับลด เพิ่มหรือไม่

งบประมาณจำนวน 7,271.4 ล้านบาท กระจายไปยัง 11 หน่วยงาน โดย

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศได้รับวงเงินสูงสุด 1,477.8 ล้านบาท

รองลงมาคือ สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ 796.6 ล้านบาท

กรมการค้าภายใน 637.8 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนว่าภารกิจสำคัญยังคงอยู่ที่การผลักดันการค้าและดูแลเศรษฐกิจฐานราก

ขณะที่หน่วยงานอื่นที่เหลือประกอบด้วย

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า วงเงิน 245,586,900 บาท  

กรมทรัพย์สินทางปัญญา วงเงิน 211,068,900 บาท

กรมเจรจาการค้าต่างประเทศ วงเงิน 241,188,800 บาท 

สํานักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า วงเงิน 93,342,600 บาท

สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและพัฒนา ( องค์กรมหาชน) วงเงิน 54,635,900 บาท

สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณี และเครื่องประดับแห่งชาติ ( องค์กรมหาชน) วงเงิน 94,022,900บาท

สถาบันส่งเสริมศิลปะหัตถกรรมไทย วงเงิน 182,708,800 บาท

วงเงิน 7,271.4 ล้านบาท  ลดลงจากปี 2569 ที่ได้รับ 7,584.2 ล้านบาท  แต่ภารกิจงานภายใต้งานทั้งในและต่างประเทศ  ที่มีปัญหาความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลกกลับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งสงครามการค้า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การแบ่งขั้วเศรษฐกิจ และการแข่งขันด้านเทคโนโลยี ส่งผลให้ภารกิจของกระทรวงไม่ได้ลดลงตามตัวเลขงบประมาณ

งบพาณิชย์ปี 70 ลด‘ศุภจี’ รับโจทย์หิน บริหารภายใต้ข้อจำกัด

“ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ”รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ยอมรับต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ว่า ข้อจำกัดด้านงบประมาณเป็นผลจากภาระทางการคลังของประเทศที่สะสมมาเป็นเวลานาน ทำให้ทุกหน่วยงานต้องใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่าและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังต้องเผชิญความท้าทายจากเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว การดำเนินนโยบายการค้าจึงต้องรักษาสมดุลระหว่างมหาอำนาจ พร้อมเปิดตลาดใหม่และรักษาตลาดเดิมควบคู่กัน

โดยภายใต้งบประมาณที่จำกัด กระทรวงพาณิชย์จึงวางนโยบายสำคัญที่ดำเนินการในปีงบประมาณ 2570 ประกอบด้วยการดูแลค่าครองชีพของประชาชน โดยร่วมบูรณาการกับหลายหน่วยงานผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย” และ “ไทยช่วยไทยพลัส” เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพ เพิ่มกำลังซื้อของประชาชน และช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยและชุมชนทั่วประเทศ

เจาะลงไปในสินค้าเกษตร ก็พบว่า ทุกๆปี จะพบกับปัญหาซ้ำ ทั้งราคาสินค้า ผลผลิตล้นตลาด  ซึ่งการแก้ปัญหาสินค้าเกษตรจึงไม่สามารถพิจารณาเฉพาะรายสินค้าได้ แต่ต้องปรับทั้งระบบตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยต้นน้ำต้องปรับการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด แก้ปัญหาผลผลิตล้นตลาด ยกระดับคุณภาพสินค้า ส่งเสริมการทำโซนนิ่ง การผลิตนำตลาด

การทำตลาดล่วงหน้า และการลดต้นทุนการผลิต  กลางน้ำ ผลักดันการแปรรูปและการจัดตั้ง "ล้งชุมชน" เพื่อรวบรวมผลผลิต เพิ่มมูลค่า และเชื่อมโยงตลาด และปลายน้ำ ใช้การตลาดเชิงรุกและการขายล่วงหน้า อีกภารกิจสำคัญของกระทรวงพาณิชย์ คือการยกระดับผู้ประกอบการ SME ซึ่งคิดเป็นกว่า 99% ของนิติบุคคลทั้งประเทศ และมีผู้ส่งออกกว่า 22,000 ราย แต่สร้างมูลค่าการส่งออกเพียง 12%

 

กระทรวงตั้งเป้าเพิ่มบทบาทของ SME ให้สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจแตะ 40% ของ GDP ผ่านการพัฒนาทักษะ การเปิดตลาดออนไลน์และออฟไลน์ การส่งเสริมแฟรนไชส์ การใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลักประกันทางการเงิน (IP Finance) และเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน

ด้านการแก้ปัญหานอมินีและทุนสีเทา ซึ่งถือเป็นนโยบายของ รัฐบาล เริ่มตั้งแต่การป้องกันการจดทะเบียนบริษัท การตรวจสอบเส้นทางการเงิน การเชื่อมโยงฐานข้อมูลบัญชีม้า บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และฐานข้อมูลของหน่วยงานต่าง ๆ ทำให้สามารถลดจำนวนบริษัทที่มีความเสี่ยงเป็นนอมินีลงได้อย่างมีนัยสำคัญ

พร้อมลงพื้นที่ตรวจสอบเชิงลึกใน 35 พื้นที่ 11 จังหวัด และส่งข้อมูลให้กรมสรรพากรและกรมที่ดินตรวจสอบเพิ่มเติม เพื่อคุ้มครองผู้ประกอบการไทยจากการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม

สำหรับการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งถือว่า เป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ  แม้งบประมาณลดลง แต่ภารกิจด้านการค้าระหว่างประเทศยังต้องเดินหน้าต่อ ทั้งการเจรจากับสหรัฐฯ ในประเด็นมาตรการภาษีตอบโต้ (ART) และมาตรา 301 การเปิดตลาดใหม่ในลาตินอเมริกาและแอฟริกา รวมถึงการเร่งเจรจา FTA ไทย–EU ซึ่งปัจจุบันปิดการเจรจาแล้ว 11 จาก 24 ข้อบท และตั้งเป้าปิดเพิ่มอีกอย่างน้อย 5 ข้อบทในรอบปัจจุบัน

พร้อมกันนี้ กระทรวงยังนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาใช้ทั้งการตรวจจับบริษัทนอมินี การแนะนำสิทธิประโยชน์ FTA การตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้า และการเชื่อมโยงฐานข้อมูลกับหลายหน่วยงาน เพื่อให้การใช้งบประมาณเกิดประสิทธิภาพสูงสุด

“ภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่มีความไม่แน่นอน รัฐบาลจะเดินหน้าแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ควบคู่กับการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว ภายใต้ข้อจำกัดด้านงบประมาณ จะเดินหน้าปรับปรุงนโยบายให้ตอบโจทย์ประชาชนและประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด”นางศุภจี กล่าว

การลดลงของงบประมาณ ของกระทรวงพาณิชย์ ย่อมส่งผลต่อการบริหารท่ามกลางโจทย์ใหญ่ที่รออยู่ โดยเฉพาะความท้าทายจากปัญหาเศรษฐกิจโลก แต่ไม่ใช่อุปสรรคสำคัญในการบริหารงานของกระทรวงพาณิชย์

หากสามารถบริหารทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ใช้ประโยชน์จากเม็ดเงินที่ได้รับให้ได้ประโยชน์สูงสุดโดยไม่ตกหล่นไปกับงานอีเว้นท์เพื่อขับเคลื่อนนโยบายการค้าและการลงทุน การเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร และการสร้างความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดโลก