ส่องงบพาณิชย์ปี 2570 ได้ 7,271.4 ล้านบาท ลดลง จากปี 69 กรมส่งเสริมการค้าต่างประเทศได้รับจัดสรรสูงสุดกว่า 1.4 พันล้านบาท“ศุภจี”รับ บริหารงบประมาณปี 70 ภายใต้ข้อจำกัดบนความท้าทาย ตั้งเป้าทำงานแก้ปัญหาสินค้าเกษตร ผลักดัน SME เดินหน้าขยายตลาด เร่งเจรจา FTA ท่ามกลางสงครามการค้า
KEY POINTS
- กระทรวงพาณิชย์ได้รับการจัดสรรงบประมาณปี 2570 จำนวน 7,271.4 ล้านบาท ซึ่งลดลงจากปีก่อนหน้า สวนทางกับภารกิจที่เพิ่มขึ้นจากความท้าทายของเศรษฐกิจโลก
- นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ยอมรับว่าเป็นโจทย์ที่ท้าทายในการบริหารงานภายใต้งบประมาณที่จำกัด โดยเน้นการใช้งบให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
- นโยบายสำคัญภายใต้งบที่จำกัดจะมุ่งเน้นการดูแลค่าครองชีพ, แก้ปัญหาสินค้าเกษตรทั้งระบบ, ยกระดับผู้ประกอบการ SME และเดินหน้าเจรจาการค้าระหว่างประเทศ
ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วงเงินไว้ 3.78 ล้านล้านบาท ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฏร ในวาระแรกไปแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือ การพิจารณาในชั้นของคณะกรรมาธิการฯ ซึ่งก็ต้องลุ้นว่า กระทรวงใด กรมใด จะถูกปรับ ลด เพิ่ม เท่าไร
แต่หากโฟกัสไปยังกระทรวงเศรษฐกิจอย่างกระทรวงพาณิชย์ที่ต้องดูแลสินค้าเกษตร การค้าระหว่างประเทศ เบื้องต้นได้รับการจัดสรรงบประมาณ 7,271.4 ล้านบาท ซึ่งก็ประเมินไม่ได้ว่า ในชั้นกรรมาธิการจะถูกปรับลด เพิ่มหรือไม่
งบประมาณจำนวน 7,271.4 ล้านบาท กระจายไปยัง 11 หน่วยงาน โดย
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศได้รับวงเงินสูงสุด 1,477.8 ล้านบาท
รองลงมาคือ สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ 796.6 ล้านบาท
กรมการค้าภายใน 637.8 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนว่าภารกิจสำคัญยังคงอยู่ที่การผลักดันการค้าและดูแลเศรษฐกิจฐานราก
ขณะที่หน่วยงานอื่นที่เหลือประกอบด้วย
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า วงเงิน 245,586,900 บาท
กรมทรัพย์สินทางปัญญา วงเงิน 211,068,900 บาท
กรมเจรจาการค้าต่างประเทศ วงเงิน 241,188,800 บาท
สํานักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า วงเงิน 93,342,600 บาท
สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและพัฒนา ( องค์กรมหาชน) วงเงิน 54,635,900 บาท
สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณี และเครื่องประดับแห่งชาติ ( องค์กรมหาชน) วงเงิน 94,022,900บาท
สถาบันส่งเสริมศิลปะหัตถกรรมไทย วงเงิน 182,708,800 บาท
วงเงิน 7,271.4 ล้านบาท ลดลงจากปี 2569 ที่ได้รับ 7,584.2 ล้านบาท แต่ภารกิจงานภายใต้งานทั้งในและต่างประเทศ ที่มีปัญหาความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลกกลับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งสงครามการค้า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การแบ่งขั้วเศรษฐกิจ และการแข่งขันด้านเทคโนโลยี ส่งผลให้ภารกิจของกระทรวงไม่ได้ลดลงตามตัวเลขงบประมาณ
“ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ”รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ยอมรับต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ว่า ข้อจำกัดด้านงบประมาณเป็นผลจากภาระทางการคลังของประเทศที่สะสมมาเป็นเวลานาน ทำให้ทุกหน่วยงานต้องใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่าและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด
ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังต้องเผชิญความท้าทายจากเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว การดำเนินนโยบายการค้าจึงต้องรักษาสมดุลระหว่างมหาอำนาจ พร้อมเปิดตลาดใหม่และรักษาตลาดเดิมควบคู่กัน
โดยภายใต้งบประมาณที่จำกัด กระทรวงพาณิชย์จึงวางนโยบายสำคัญที่ดำเนินการในปีงบประมาณ 2570 ประกอบด้วยการดูแลค่าครองชีพของประชาชน โดยร่วมบูรณาการกับหลายหน่วยงานผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย” และ “ไทยช่วยไทยพลัส” เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพ เพิ่มกำลังซื้อของประชาชน และช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยและชุมชนทั่วประเทศ
เจาะลงไปในสินค้าเกษตร ก็พบว่า ทุกๆปี จะพบกับปัญหาซ้ำ ทั้งราคาสินค้า ผลผลิตล้นตลาด ซึ่งการแก้ปัญหาสินค้าเกษตรจึงไม่สามารถพิจารณาเฉพาะรายสินค้าได้ แต่ต้องปรับทั้งระบบตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยต้นน้ำต้องปรับการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด แก้ปัญหาผลผลิตล้นตลาด ยกระดับคุณภาพสินค้า ส่งเสริมการทำโซนนิ่ง การผลิตนำตลาด
การทำตลาดล่วงหน้า และการลดต้นทุนการผลิต กลางน้ำ ผลักดันการแปรรูปและการจัดตั้ง "ล้งชุมชน" เพื่อรวบรวมผลผลิต เพิ่มมูลค่า และเชื่อมโยงตลาด และปลายน้ำ ใช้การตลาดเชิงรุกและการขายล่วงหน้า อีกภารกิจสำคัญของกระทรวงพาณิชย์ คือการยกระดับผู้ประกอบการ SME ซึ่งคิดเป็นกว่า 99% ของนิติบุคคลทั้งประเทศ และมีผู้ส่งออกกว่า 22,000 ราย แต่สร้างมูลค่าการส่งออกเพียง 12%
กระทรวงตั้งเป้าเพิ่มบทบาทของ SME ให้สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจแตะ 40% ของ GDP ผ่านการพัฒนาทักษะ การเปิดตลาดออนไลน์และออฟไลน์ การส่งเสริมแฟรนไชส์ การใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลักประกันทางการเงิน (IP Finance) และเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน
ด้านการแก้ปัญหานอมินีและทุนสีเทา ซึ่งถือเป็นนโยบายของ รัฐบาล เริ่มตั้งแต่การป้องกันการจดทะเบียนบริษัท การตรวจสอบเส้นทางการเงิน การเชื่อมโยงฐานข้อมูลบัญชีม้า บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และฐานข้อมูลของหน่วยงานต่าง ๆ ทำให้สามารถลดจำนวนบริษัทที่มีความเสี่ยงเป็นนอมินีลงได้อย่างมีนัยสำคัญ
พร้อมลงพื้นที่ตรวจสอบเชิงลึกใน 35 พื้นที่ 11 จังหวัด และส่งข้อมูลให้กรมสรรพากรและกรมที่ดินตรวจสอบเพิ่มเติม เพื่อคุ้มครองผู้ประกอบการไทยจากการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม
สำหรับการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งถือว่า เป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ แม้งบประมาณลดลง แต่ภารกิจด้านการค้าระหว่างประเทศยังต้องเดินหน้าต่อ ทั้งการเจรจากับสหรัฐฯ ในประเด็นมาตรการภาษีตอบโต้ (ART) และมาตรา 301 การเปิดตลาดใหม่ในลาตินอเมริกาและแอฟริกา รวมถึงการเร่งเจรจา FTA ไทย–EU ซึ่งปัจจุบันปิดการเจรจาแล้ว 11 จาก 24 ข้อบท และตั้งเป้าปิดเพิ่มอีกอย่างน้อย 5 ข้อบทในรอบปัจจุบัน
พร้อมกันนี้ กระทรวงยังนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาใช้ทั้งการตรวจจับบริษัทนอมินี การแนะนำสิทธิประโยชน์ FTA การตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้า และการเชื่อมโยงฐานข้อมูลกับหลายหน่วยงาน เพื่อให้การใช้งบประมาณเกิดประสิทธิภาพสูงสุด
“ภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่มีความไม่แน่นอน รัฐบาลจะเดินหน้าแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ควบคู่กับการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว ภายใต้ข้อจำกัดด้านงบประมาณ จะเดินหน้าปรับปรุงนโยบายให้ตอบโจทย์ประชาชนและประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด”นางศุภจี กล่าว
การลดลงของงบประมาณ ของกระทรวงพาณิชย์ ย่อมส่งผลต่อการบริหารท่ามกลางโจทย์ใหญ่ที่รออยู่ โดยเฉพาะความท้าทายจากปัญหาเศรษฐกิจโลก แต่ไม่ใช่อุปสรรคสำคัญในการบริหารงานของกระทรวงพาณิชย์
หากสามารถบริหารทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ใช้ประโยชน์จากเม็ดเงินที่ได้รับให้ได้ประโยชน์สูงสุดโดยไม่ตกหล่นไปกับงานอีเว้นท์เพื่อขับเคลื่อนนโยบายการค้าและการลงทุน การเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร และการสร้างความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดโลก





