เมื่อเร็วๆนี้ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ประชุมหารือร่วมกับบริษัท เมอส์ก ไลน์ (ไทยแลนด์) จำกัด (Maersk) เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และข้อคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาโครงการแลนด์บริดจ์ ตลอดจนรับฟังมุมมองจากภาคเอกชนด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ระดับสากล
โดยมีดร.จิรโรจน์ ศุกลรัตน์ ผู้อำนวยการ สนข. เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่และที่ปรึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ ประชุมหารือร่วมกับ Mr. Tom Cachet, Area Head of Customs Services - Mekong และ นางสาวสุรัตนา วังรัตนากร ผู้จัดการทั่วไปอาวุโส จากบริษัท เมอส์ก ไลน์ (ไทยแลนด์) จำกัด
ทั้งนี้ ที่ประชุมได้แลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับภาพรวมการพัฒนาโครงการแลนด์บริดจ์และโครงสร้างพื้นฐานสนับสนุนการเชื่อมโยงการขนส่ง ตลอดจนแนวโน้มความต้องการของบริการการขนส่งสินค้าในอนาคต
รวมทั้งหารือประเด็นด้านระบบนิเวศและกรอบการพัฒนาอย่างยั่งยืน ความพร้อมด้านสิ่งแวดล้อมและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง ความคืบหน้าการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (Southern Economic Corridor: SEC) แนวทางความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับภาคเอกชน ตลอดจนการประเมินความเสี่ยงและความท้าทายที่อาจเกิดขึ้นจากปัจจัยภายนอก
“การหารือครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการสร้างความเข้าใจร่วมกับภาคเอกชนระดับนานาชาติ และเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาโครงการแลนด์บริดจ์ให้มีประสิทธิภาพ สามารถตอบสนองความต้องการของภาคการขนส่งและโลจิสติกส์ได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว”
อัปเดตตลาดขนส่งทางทะเล
ข้อมูลจาก Maersk Asia Pacific Monthly Market Update – July 2026 ระบุว่า ตลาดขนส่งสินค้าทางทะเลในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกยังคงดำเนินงานในสภาพแวดล้อมที่ได้รับอิทธิพลจากสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ นโยบายการค้าที่เปลี่ยนแปลง และกลยุทธ์ห่วงโซ่อุปทานที่เปลี่ยนไป “ในขณะที่ความไม่แน่นอนยังคงมีอยู่ทั่วไปในเส้นทางการค้าทั่วโลกหลายเส้นทาง การไหลเวียนของสินค้ายังคงปรับตัวมาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากธุรกิจต่างๆ ต้องปรับการจัดหา การจัดการสินค้าคงคลัง และการวางแผนโลจิสติกส์เพื่อจัดการความเสี่ยงและรักษาความต่อเนื่องไม่ให้สะดุด” อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงมีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยมีการหยุดชะงักบริการขนส่งทางทะเล ทางบก และทางอากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าที่ต้องขนส่งผ่านภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย
ภูมิรัฐศาสตร์ยังคงส่งผลต่อการค้าโลก
สถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ล่าสุดได้ตอกย้ำความสำคัญของความยืดหยุ่นและความคล่องตัวในห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก สภาวะการค้าโลกยังคงอ่อนไหวต่อสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ความเสี่ยงด้านความมั่นคงส่งผลกระทบต่อเส้นทางเดินเรือและพลังงานที่สำคัญ
“การอัปเดตการดำเนินงานล่าสุดของ Maersk ในตะวันออกกลางยังคงเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการวางแผนฉุกเฉิน โดยบริการที่ได้รับผลกระทบยังคงต้องการการติดตามอย่างใกล้ชิดพร้อมปรับเครือข่ายการขนส่งตามผลการวิเคราะห์ล่าสุด”
บทวิเคราะห์ยังชี้ให้เห็นว่าการค้าที่ต้องใช้ตู้คอนเทนเนอร์ทั่วโลกยังคงปรับตัวได้แม้จะมีความท้าทายเกิดขึ้นอยู่อย่างในปัจจุบันนี้ ด้วยการเน้นไปที่ขีดความสามารถของห่วงโซ่อุปทานที่ต้องปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์
ด้วยเหตุนี้ ธุรกิจจำนวนมากจึงใช้แนวทางระยะยาวโดยการกระจายแหล่งที่มา ( a longer-term approach by diversifying sourcing locations) พร้อมทั้ง ทบทวนกลยุทธ์สินค้าคงคลัง และสร้างความยืดหยุ่นมากขึ้นในเครือข่ายการขนส่ง
สัญญาณบ่งชี้ Peak Seasonมาเร็วก่อนกาล
จากปัจจัยต่างๆ กำลังชี้ว่า ตลาดขนส่งปีนี้จะมีความคึกคักสูงสุดเร็วกว่าปีที่ผ่านๆ(Early Peak Season) โดยมี จีนที่คงบทบาทสำคัญ
ทั้งนี้ทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กลยุทธ์การผลิตและการจัดหาวัตถุดิบยังคงมีความหลากหลายมากขึ้น ส่งผลให้เครือข่ายห่วงโซ่อุปทานมีความซับซ้อนมากขึ้นทั่วทั้งภูมิภาค
เมื่อฐานการผลิตขยายตัวไปยังหลายตลาด ธุรกิจต่างๆ จึงพึ่งพาบริการโดยตรง ศูนย์กลางการขนถ่ายสินค้า และการเชื่อมต่อระดับภูมิภาคที่หลากหลายมากขึ้น เพื่อสนับสนุนการเคลื่อนย้ายสินค้า
“ในส่วนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ อาเซียนยังคงพบการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องในการจัดหาวัตถุดิบไปยังตลาดกลุ่มแม่น้ำโขง เช่น เวียดนาม กัมพูชา และไทย ซึ่งส่งผลต่อรูปแบบการค้าในภูมิภาค ที่สนับสนุนการเชื่อมต่อภายเพิ่มขึ้น รวมถึงการไหลเวียนของวัตถุดิบและสินค้ากึ่งสำเร็จรูปภายในภูมิภาค ควบคู่ไปกับการส่งออกไปยังตลาดสำคัญ เช่น สหรัฐและยุโรป”
แนวโน้มนี้ตอกย้ำความสำคัญของการวางแผนโลจิสติกส์แบบบูรณาการทั่วทั้งเครือข่ายทางทะเล ทางบก และการกระจายสินค้า การมองเห็นและการประสานงานที่มากขึ้นในฟังก์ชันต่างๆ ของห่วงโซ่อุปทานจะช่วยให้ผู้ใช้บริการทางเรือสามารถตอบสนองต่อสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงและรูปแบบความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น


