หน่วยงานเศรษฐกิจเร่งปรับดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม ให้สอดคล้องสากล หลังกำลังการผลิตต่ำ ส่งออกสูง เสี่ยงเป็นประเทศทางผ่านสินค้า สศช.ชี้ปัญหาโรงงานใหม่ไม่ถูกคำนวณใน GDP สศอ.เพิ่มคำนวณสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ “คลัง” ชี้กลุ่มตัวอย่าง 2,000 โรงงานไม่สะท้อนข้อมูลจริง ขาดข้อมูลอุตสาหกรรมใหม่ เซมิคอนดักเตอร์ แบตเตอรี่ ชิ้นส่วน AI
KEY POINTS
- การปรับปรุงดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ที่จะเสร็จสิ้นภายในเดือน ก.ย. 2569 จะมุ่งเน้นไปที่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เป็นหลัก เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วและมีความสำคัญต่อการส่งออกและการลงทุน
- การปรับปรุงดัชนีจะเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ 3-4 รายการ และนำข้อมูลจากโรงงานที่จัดตั้งขึ้นใหม่เข้ามารวมในฐานข้อมูลการคำนวณ
- จะมีการพิจารณาปรับน้ำหนักของอุตสาหกรรมต่างๆ ที่ใช้ในการคำนวณ MPI ใหม่ เนื่องจากโครงสร้างน้ำหนักเดิมอาจไม่สอดคล้องกับโครงสร้างภาคการผลิตในปัจจุบัน เช่น น้ำหนักของอุตสาหกรรมยานยนต์
- สาเหตุของการรื้อดัชนีเกิดจากข้อมูลปัจจุบันไม่สะท้อนการผลิตจริง โดยมีโรงงานขนาดใหญ่ที่ผลิตเพื่อส่งออกในอุตสาหกรรมใหม่ๆ เช่น EV, แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB), เซมิคอนดักเตอร์ และชิ้นส่วน AI ไม่ถูกรวมอยู่ในกลุ่มตัวอย่าง
- นอกจากการเพิ่มข้อมูลอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์แล้ว จะมีการปรับปีฐานการคำนวณจากปี 2564 เป็นปี 2567 และเปลี่ยนไปใช้ระบบ Chain Volume Measures (CVM) เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล
ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ปัจจุบันไม่สอดคล้องการผลิตจริงทำให้สหรัฐใช้เป็นข้ออ้างในการไต่สวนไทยภายใต้มาตรา 301 กฎหมายการค้าปี 1974 โดยมุ่งเป้าที่การกระทำของไทยที่ก่อให้เกิดกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง (Structural Excess Capacity) ซึ่งพุ่งเป้า 3 กลุ่มอุตสาหกรรม คือ 1.ยานยนต์และชิ้นส่วน 2.เครื่องจักร 3.ผลิตภัณฑ์ยาง
รวมถึงภาคการผลิตไทยมีอัตราการใช้กำลังการผลิตต่ำกว่า 60% ติดต่อกัน 2 ปี และมีเพียง 1 ใน 3 ของอุตสาหกรรมที่ฟื้นตัวสู่ระดับก่อนการระบาดของโควิด-19 โดยสินค้าทั้ง 3 กลุ่มดังกล่าวถูกมองเป็นกลุ่มสินค้าที่เกินดุลการค้าในตลาดโลกอย่างมีนัยสำคัญ
ที่ผ่านมาสหรัฐใช้ MPI ของกระทรวงอุตสาหกรรม ถูกนำไปใช้ประกอบการพิจารณาประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกิน (Excess Capacity) โดยสหรัฐระบุถึง MPI เดิมไม่สะท้อนภาพการผลิตจริงของไทยเพราะเป็นข้อมูลเก่าและจัดเก็บจากกลุ่มตัวอย่างบางส่วน
รวมทั้งนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กำชับให้หน่วยงานเศรษฐกิจหารือและปรับปรุงข้อมูลให้ถูกต้อง
ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 5 หน่วยงาน ได้เห็นชอบปรับการจัดเก็บข้อมูลโรงงานจากเดิมที่เป็นความสมัครใจเป็นมาตรการบังคับ โดยหากโรงงานใดไม่รายงานข้อมูลอาจพิจารณายึดใบอนุญาตโรงงาน (รง.4) เพื่อให้ภาครัฐมีข้อมูลถูกต้องในการวิเคราะห์
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า ระยะสั้นจะปรับปีฐานการคำนวณ MPI จากปี 2564 เป็นปี 2567 โดยสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) จะเป็นหน่วยงานหลักชี้แจงดัชนี MPI ใหม่ให้ทราบการปรับเปลี่ยน ก่อนจะส่งข้อมูลให้ สศช.คำนวณ GDP
พร้อมทั้งเปลี่ยนมาใช้ระบบ Chain Volume Measures (CVM) หรือการวัดตามห่วงโซ่มูลค่า ซึ่งเป็นมาตรฐานที่หลายประเทศใช้ โดยมาเลเซียและสิงคโปร์ ปรับมาใช้การคำนวณรูปแบบนี้ เพื่อเพิ่มความครอบคลุมของข้อมูลให้สมบูรณ์และเป็นปัจจุบันขึ้น รวมถึงเป็นไปตามมาตรฐานสากลที่ประเทศส่วนใหญ่ใช้
โรงงานใหม่ไม่ถูกคำนวณใน GDP
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า โครงสร้างภาคอุตสาหกรรมไทย 4-5 ปีที่ผ่านมา เปลี่ยนแปลงมาก โดยเฉพาะการขยายการลงทุนอุตสาหกรรมใหม่ เช่น อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV)
ทั้งนี้ เริ่มเห็นความผิดปกติของข้อมูลเศรษฐกิจตั้งแต่ปี 2567 เนื่องจากมูลค่าการส่งออกเติบสูง แต่ดัชนี MPI และอัตราการใช้กำลังการผลิต (Capacity Utilization) ไม่สูงขึ้นตามที่ควรจะเป็น และทำให้ต่างชาติตั้งข้อสงสัยไทยเป็นทางผ่านสินค้า (Transshipments) โดยไม่ผลิตจริงในประเทศ และมีมูลค่าส่วนนี้สูงหลายแสนล้านบาท
นอกจากนี้ การตรวจสอบและจับคู่ฐานข้อมูลผู้ส่งออกของกรมศุลกากรกับฐานข้อมูลกรมโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งพบปัญหาหลักเกิดจากการโรงงานใหญ่จำนวนมากไม่ถูกนำมาเป็นกลุ่มตัวอย่างการคำนวณ MPI ของ สศอ.ส่งผลให้ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมไม่สะท้อนข้อเท็จจริง และเกิดปัญหารายงานสินค้าคงค้าง (Inventory) สูงผิดปกติเป็นเวลานาน
เพิ่มข้อมูลอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์
นายศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผย “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า การปรับปรุงดัชนี MPI รอบนี้จะเสร็จภายในเดือน ก.ย.2569 จะครอบคลุมอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เป็นหลัก เพราะมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสินค้าและเทคโนโลยีเร็ว รวมถึงสำคัญต่อการส่งออกและการลงทุน
ทั้งนี้ การปรับปรุจะส่งผลต่อทิศทางและดัชนี MPI โดยปรับปรุง 2 ส่วน ดังนี้
1.เพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ในการคำนวณดัชนี 3-4 รายการ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่เกิดขึ้นหลังการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ปัจจุบัน
2.นำข้อมูลโรงงานใหม่ที่ตั้งขึ้นเพิ่มเติมมารวมในฐานข้อมูลสำหรับการจัดทำดัชนี
รวมทั้งการปรับปรุงโครงสร้างดัชนียังไม่สรุปเป็นทางการได้ทันที เนื่องจากต้องผ่านการพิจารณาและได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง
สำหรับขั้นตอนจากนี้ สศอ.จะประชุมคณะทำงานที่เกี่ยวข้องสัปดาห์หน้า เพื่อพิจารณารายละเอียดการปรับปรุงโครงสร้างดัชนีเชิงลึก ก่อนเสนอคณะกรรมการดัชนี MPI เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ
ทั้งนี้ ดัชนี MPI เป็นเครื่องชี้วัดเศรษฐกิจสำคัญที่ สศอ.จัดทำและเผยแพร่ทุกเดือน เพื่อสะท้อนระดับการผลิตของไทยแต่ละหมวดสินค้า ซึ่งภาครัฐ ภาคเอกชน และนักวิเคราะห์เศรษฐกิจ นำไปใช้ประกอบการประเมินทิศทางเศรษฐกิจภาคการผลิต รวมถึงใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจด้านนโยบายและการลงทุน
สศอ.ปรับสูตรคำนวณรอบใหม่
รายงานข่าวจากกระทรวงอุตสาหกรรม ระบุว่า ก่อนหน้านี้ สศอ.เคยปรับโครงสร้างการคำนวณดัชนี MPI เมื่อปี 2560 โดยเพิ่มผลิตภัณฑ์ที่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ 13 รายการ ได้แก่
กะทิ กาแฟ เครื่องปรุงรสประจำโต๊ะอาหาร น้ำชา เครื่องใช้บนโต๊ะอาหารที่ทำจากเซรามิก กระป๋องโลหะ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ PCB สุราขาว สุราผสม มอเตอร์ไฟฟ้า ชุดถ่ายเลือดและให้น้ำเกลือ เข็มฉีดยา และอุปกรณ์เครื่องมือแพทย์
รวมทั้งการปรับปรุงเมื่อปี 2560 ได้ตัดผลิตภัณฑ์ชุดเก่าออก 4 รายการ ได้แก่ ไม้อบแห้ง ไม้ที่เลื่อย ไสและซอย โทรทัศน์ และดอกไม้ประดิษฐ์ เพื่อสะท้อนถึงสภาวะเศรษฐกิจอุตสาหกรรมในช่วงนั้น แต่ภาคการผลิตมีการเปลี่ยนแปลงต่อเนื่องจึงต้องปรับรูปแบบการคำนวณดัชนี MPI อีกครั้ง
กลุ่มตัวอย่างโรงงานไม่สะท้อนข้อมูลจริง
รายงานข่าวจากกระทรวงการคลังระบุว่า สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้ร่วมพิจารณาการปรับปรุงดัชนี MPI หลังจากพบข้อมูลภาคการผลิตที่มีกลุ่มตัวอย่างมาคำนวณ GDP จาก 2,000 บริษัท ไม่สะท้อนข้อมูลภาคการผลิตจริงช่วง 3 ปีที่ผ่านมา
ทั้งนี้ สศค.เห็นว่าข้อมูลที่ผ่านมาไม่รวมโรงงานที่ผลิตเพื่อส่งออกหลายอุตสาหกรรม เช่น โรงงาน EV โรงงานผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) เซมิคอนดักเตอร์ และการผลิตแบตเตอรี่ รวมทั้งการผลิตชิ้นส่วนสำคัญในซัพพลายเชน AI เช่น โรงงานผลิตอุปกรณ์รับ-ส่งข้อมูลด้วยแสง ซึ่งหลายโรงงานมีการผลิต และส่งออกเป็นมูลค่ากว่าแสนล้านบาทต่อปี
รวมทั้งควรมีการปรับน้ำหนักของอุตสาหกรรมที่ใช้คำนวณ MPI โดยที่ผ่านมาอุตสาหกรรมยานยนต์มีน้ำหนักในการคำนวณสูง แต่การผลิตรถยนต์ในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งอาจทำให้โครงสร้างน้ำหนักเดิมไม่สอดคล้องกับโครงสร้างภาคการผลิตในปัจจุบัน และทำให้ภาพรวมของ MPI ไม่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของภาคอุตสาหกรรม





