วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม 2569

Login
Login

‘เค้ก AI 5 ชั้น’ กับโอกาสเศรษฐกิจ ‘บุรินทร์’แนะไทยเร่งวางบทบาทในซัพพลายเชนโลก  

มูลค่าเศรษฐกิจ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทั่วโลกมีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยในปีที่ผ่านมาภาคธุรกิจลงทุนใน AI สูงกว่า 2.52 แสนล้านดอลลาร์ในปีที่ผ่านมา และอุตสาหกรรม Generative AI สร้างยอดขายได้มากกว่า 1.1 แสนล้านดอลลาร์ โดยมีอัตราการขยายตัวอย่างรวดเร็วเพื่อรองรับการใช้งานเชิงพาณิชย์และโครงสร้างพื้นฐาน

การขับเคลื่อนมูลค่าเศรษฐกิจ AI สามารถแบ่งออกเป็นมิติที่สำคัญ ทั้งโครงสร้างพื้นฐานและการลงทุน (AI CAPEX & Infrastructure) โดยการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และ Data Center ทั่วโลกเป็นหนึ่งในการลงทุนที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ นำโดยบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ ขณะที่มูลค่าตลาด Generative AI มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่องและมีรายได้หมุนเวียน (Annualized revenue run rate) ทะลุ 1.75 แสนล้านดอลลาร์

ขณะที่ผลจากการลงทุน AI ต่อเศรษฐกิจไทยจากข้อมูลของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) ระบุว่ามูลค่าตลาด AI โดยรวมในประเทศไทยจะมีมูลค่าสูงถึง 114,000 ล้านบาทภายในปี 2030 ขณะที่ข้อมูลจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ระบุว่า อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ถือเป็นหนึ่งในธุรกิจเติบโตเร็วและเป็นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ระดับโลกที่เติบโตไปกับกระแสการลงทุน AI ซึ่งคาดกันว่าในปี 2030 มูลค่าตลาดทั่วโลกจะสูงถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์

รัฐบาลไทยมองเห็นโอกาสที่จะใช้สิ่งนี้เป็น “เครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่” เพื่อพาประเทศหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง อย่างไรก็ตามโอกาสทางเศรษฐกิจของไทยจากการเติบโตของอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจในสาขานี้ขึ้นอยู่กับการกำหนดยุทธศาสตร์และวางเป้าหมายของประเทศให้แข่งขันได้ และได้ประโยชน์จากการเข้าสู่การเป็นส่วนหนึ่งของซัพพลายเชนโลก

‘เค้ก AI 5 ชั้น’ กับโอกาสเศรษฐกิจ  ‘บุรินทร์’แนะไทยเร่งวางบทบาทในซัพพลายเชนโลก  

ในงาน "WINNING IN TRADE UNDER THE NEW WORLD ORDER: การค้าที่ต้องชนะ ในกติกาโลกใหม่" จัดโดยกรมการค้าต่างประเทศ (DFT) ร่วมกับ เนชั่น กรุ๊ป นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ให้ข้อมูลว่าในปัจจุบันดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) คือจุดสำคัญของพลังการประมวลผล Computing Power ที่เปรียบเสมือนสมองกล ซึ่งมีการใช้งาน 2 ด้านหลัก คือในส่วนของพลเรือน เช่น ระบบธนาคาร สาธารณสุข โรงพยาบาล และความบันเทิง (Netflix)

นอกจากนี้ยังมีการใช้งานเพื่อด้านการทหาร เพื่อใช้ในการคำนวณการล็อกเป้าหมาย (AI Targeting) โดยไม่ต้องใช้สัญญาณ และใช้สร้างกลยุทธ์การรบ (Intelligence) ด้วยเหตุนี้ Data Center จึงกลายเป็นเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญ และทำให้สมาชิก NATO ต้องปรับตัวโดยเพิ่มงบประมาณกลาโหมให้ถึงอย่างน้อย 3.5% - 5% ของ GDP เพราะบริบทความมั่นคงของโลกเปลี่ยนไปแล้ว

AI แข่งเป็นที่ 1 ในอุตสาหกรรม 

โดยอุตสาหกรรม AI ในปัจจุบันมีลักษณะ “Winner-takes-all” คือไม่มีที่ยืนสำหรับที่สอง คือ ใครที่เป็นที่ 1 ด้าน AI ในแต่ละด้าน มักจะไม่มีที่ให้ที่ 2 อยู่ ซึ่งแตกต่างจากสังคมเศรษฐกิจในอดีตที่อาจมีการแบ่งปันหรือแชร์ส่วนแบ่งการตลาดกัน แต่ในยุค AI ทุกคนต้องแย่งชิงเพื่อเป็นที่หนึ่งเท่านั้น โดยที่ผ่านมามีตัวอย่างผู้ชนะในอุตสาหกรรม เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ที่บริษัทอย่าง TSMC และ ASML กลายเป็นผู้เล่นที่ได้ส่วนแบ่งเกือบทั้งหมดในตลาดโดยเฉพาะ TSMC ที่มีมูลค่าและความสำคัญต่อเศรษฐกิจไต้หวันถึง 42%

ขณะที่หน่วยความจำ บริษัทอย่าง Samsung และ SK Hynix ในเกาหลีใต้ ครองตลาดส่วนใหญ่เกินครึ่งหนึ่งของประเทศ ขณะที่ในส่วนของโมเดล AI ในช่วงแรก ChatGPT ครองความเป็นที่หนึ่งอย่างเบ็ดเสร็จ แม้ปัจจุบันจะเริ่มมีคู่แข่งอย่าง Google ตามมาแต่ผู้เล่นในระดับนี้ก็ยังมีจำนวนน้อยมาก

โครงสร้างอุตฯ AI เค้ก 5 ชั้น โอกาสของไทย

ทั้งนี้ โครงสร้างของ AI เป็นเหมือนโรงงานผลิต (AI Factory) ซึ่งแบ่งเป็น 5 ชั้น ที่เปรียบเหมือน "โรงงานผลิตปัญญา" (AI Factory) หรือ เค้ก 5 ชั้น ซึ่งแต่ละชั้นมีความสำคัญและความท้าทายที่แตกต่างกัน

  1. พลังงาน (Energy) ซึ่งถือเป็นชั้นฐานรากที่สำคัญที่สุด เพราะ AI ต้องการพลังงานมหาศาลในการขับเคลื่อนและระบายความร้อน หากไม่มีพลังงานก็ไม่สามารถขับเคลื่อน AI ได้
  2. เซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductors) หรืออุตสาหกรรมชิป ซึ่งปัจจุบันมีผู้ชนะเพียงไม่กี่ราย เช่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ และอเมริกา
  3. โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) เช่น Data Center ซึ่งเป็นจุดที่ไทยมีศักยภาพสูงเนื่องจากมีความพร้อมด้านที่ดิน น้ำ และไฟฟ้า รวมทั้งสาธารณูปโภคอื่นๆ
  4. โมเดล (Models) การสร้าง AI Model ระดับโลกที่ต้องอาศัยนักวิทยาศาสตร์และวิศวกร AI จำนวนมาก ซึ่งการพัฒนาสู่การเป็นผู้นำต้องใช้บุคลากรที่มีความสามารถ และมีความรู้ในสาขานี้
  5. แอปพลิเคชัน (Applications) หรือการนำ AI ไปประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น การผลิต การศึกษา และการท่องเที่ยว

สำหรับโอกาสของประเทศไทย นายบุรินทร์ มองว่า ไทยควรโฟกัสไปที่ชั้นของโครงสร้างพื้นฐาน และ แอปพลิเคชัน โดยเฉพาะการดึงดูดการลงทุน Data Center ที่มีการยื่นการขอส่งเสริมการลงทุนมากขึ้น ซึ่งไทยต้องไม่เป็นเพียง ผู้ให้เช่าที่ดิน(Landlord) เพื่อแลกสิทธิประโยชน์ทางภาษีเท่านั้น แต่ต้องเป็น “Picky Landlord” หรือเจ้าบ้านที่เลือกได้ เพื่อคัดเลือกนักลงทุนที่สร้างประโยชน์จริง มีการจ้างงาน และสร้างห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ให้คนไทยได้ประโยชน์สูงสุดจากการลงทุนในอุตสาหกรรมนี้

แนะกลยุทธ์การค้ามุ่งสู่สินค้าที่อยู่เหนือราคา 

นายบุรินทร์กล่าวต่อว่าในมิติของการค้าระหว่างประเทศชี้ให้เห็นว่าโลกกำลังอยู่ในยุค Grab Resource หรือการแย่งชิงทรัพยากรเพื่อสร้างโรงงาน AI ส่งผลให้เกิดกลุ่มสินค้าที่ "ราคาไม่มีผลต่อการตัดสินใจ" (Price Insensitive) เช่น หน่วยความจำ DRAM ที่ราคาพุ่งสูงขึ้นถึง 5 เท่าแต่ความต้องการยังล้นตลาด

ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนเป้าหมายจากการเป็นเพียงผู้ผลิตวัตถุดิบหรือสินค้าพื้นฐาน (Basic Commodities) ที่มีการแข่งขันสูง มาเป็นการสร้างมูลค่า (Value) และบูรณาการตัวเองเข้ากับห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยี เช่นเดียวกับที่หุ้น Delta มีผลกระทบต่อดัชนีหุ้นไทยอย่างมีนัยสำคัญ หากไทยสามารถสร้างสินค้าหรือบริการที่มีความต้องการสูงในระดับสากลได้ จะช่วยยกระดับเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ความท้าทายและการปรับตัว จากบุคลากรสู่กฎระเบียบ

อย่างไรก็ตามไทยยังเผชิญกับความท้าทายด้าน บุคลากรที่มีทักษะ (Talent) และระบบการศึกษาที่ไม่ตอบโจทย์โลกสมัยใหม่ นายบุรินทร์เสนอว่าไทยควรใช้โอกาสจากโรงเรียนนานาชาติที่ดึงดูดชาวต่างชาติได้ดี พัฒนาไปสู่มหาวิทยาลัยนานาชาติและการปรับหลักสูตรให้แข่งขันได้ในระดับสากลเพื่อป้องกันภาวะสมองไหล

นอกจากนี้ การปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อดึงดูดเงินทุน (Capital) และการบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ไทยควรเร่งทำเพื่อแย่งชิงเม็ดเงินลงทุนที่กำลังหลั่งไหลในภูมิภาค

"การตั้งเป้าหมายไม่มีต้นทุน แต่สิ่งสำคัญคือเราต้องไม่หลอกตัวเอง ทุกองค์กรต้องประเมินจุดแข็งจุดอ่อนอย่างตรงไปตรงมา และเร่งปิดช่องว่าง (Gap) ของตนเองด้วยเทคโนโลยี AI เพื่อให้สามารถออกไปแข่งขันและชนะในเวทีโลกได้จริง พร้อมทั้งต้องเริ่มมองข้ามช็อตไปถึงอนาคตในอีก 5-10 ปีข้างหน้าที่สมรภูมิ AI ในส่วนดาต้าเซนเตอร์จะขยายไปสู่ อวกาศ (Space) และ ทะเลลึก (Deep Sea) ต่อไป" นายบุรินทร์กล่าว