สนค.เปิดผลวิเคราะห์ตลาดธุรกิจเครื่องดื่มไทย พบปี 2568 มีมูลค่า 56,900 ล้านบาท เติบโต 5% และยังขยายตัวต่อในปี 2569 แม้เศรษฐกิจชะลอ รับแรงหนุนมาจากกระแสรักสุขภาพ ขณะที่ผู้ประกอบการรายเล็กต้องเร่งปรับตัวรับการแข่งขันจากแบรนด์ต่างชาติที่รุกตลาดหนัก
KEY POINTS
- สนค. คาดการณ์ว่าตลาดธุรกิจบริการเครื่องดื่มไทยปี 2568 จะมีมูลค่า 56,900 ล้านบาท เติบโต 5.0% และจะเติบโตต่อเนื่องอีก 2% ในปี 2569
- จำนวนผู้ประกอบการนิติบุคคลในปี 2568 มี 3,204 ราย เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 14.96% โดยธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ครองสัดส่วนมากที่สุด
- แม้ตลาดจะเติบโต แต่ยังเผชิญความท้าทายในปี 2569 จากการแข่งขันที่รุนแรง เศรษฐกิจชะลอตัว และการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ยังช้า
ท่ามกลางกระแสความนิยมบนโลกอินเทอร์เน็ต ทั้งการสร้างสรรค์คอนเทนต์ด้านอาหารและเครื่องดื่มตลอดจนการทำตลาดผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ
มีธุรกิจบริการหนึ่งที่ยังคงอยู่ในกระแสแทบทุกยุคสมัยคือ “ธุรกิจบริการเครื่องดื่ม” ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องและหลากหลาย ไม่ใช่แค่ร้านกาแฟหรือชานม แต่เป็นบริการที่อยู่ในทุกวันของผู้บริโภค ตั้งแต่ร้านในห้างสรรพสินค้า healthy drink มัทฉะ ไปจนถึงแผงลอยข้างทาง
สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยผลวิเคราะห์ธุรกิจบริการเครื่องดื่ม ว่า ข้อมูลภาพรวมตลาดธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มทั่วโลก โดย Euromonitor ระบุว่า ในปี 2568 ธุรกิจบริการร้านอาหารและเครื่องดื่มของโลกมีมูลค่า 3,357 พันล้านดอลลาร์
รวมทั้งคาดว่าในปี 2568–2573 ยอดขายจะขยายตัวเฉลี่ย 4% ต่อปี แม้ภาพรวมการเติบโตจะยังไม่สูงมาก
ธุรกิจบริการเครื่องดื่มก็มีแนวโน้มจะเป็นแรงขับเคลื่อนใหม่ ทั้งธุรกิจคาเฟ่และบาร์ที่มีมูลค่า 505 พันล้านดอลลาร์ คิดเป็น 15.04% ของธุรกิจบริการร้านอาหารทั้งหมดในปี 2568
ธุรกิจเครื่องดื่มชานมและกาแฟ ที่ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น โดยร้านเครื่องดื่มในจีน เช่น Luckin Chagee Mixue และ Good me มีสาขารวมกันมากกว่า 73,000 แห่งในจีน
รวมถึงธุรกิจน้ำผลไม้สกัดเย็นและน้ำผลไม้ปั่น ที่มียอดขายทั่วโลกเติบโต 7% เทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มที่เติบโตเร็วที่สุดของปี 2568
สำหรับตลาดธุรกิจบริการเครื่องดื่มไทยปี 68 มีมูลค่า 56,900 ล้านบาท เติบโต 5.0 %จากปีก่อนหน้า และในปี 2569 มูลค่าตลาดจะยังเติบโตที่ 2 %
ในปี 2568 ธุรกิจบริการเครื่องดื่ม มีจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ 3,204 ราย เติบโตจากปีก่อนหน้า 14.96 % และมีการขยายตัวเฉลี่ยในช่วงปี 2566 – 2568 ที่15.47 %
ธุรกิจที่มีสัดส่วนมากที่สุดในปี 2568 ได้แก่
1.ธุรกิจบริการด้านเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์เป็นหลักในร้าน มีสัดส่วน 70.32 %
2.ธุรกิจบริการเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เป็นหลักในร้าน มีสัดส่วน 28.68 %
3.ธุรกิจบริการด้านเครื่องดื่มโดยร้านเคลื่อนที่ มีสัดส่วน 0.59 %
4.ธุรกิจบริการด้านเครื่องดื่มบนแผงลอยและตลาด มีสัดส่วน 0.41 %
จากข้อมูลงบการเงินนิติบุคคลปี 2567 พบว่า ธุรกิจบริการเครื่องดื่มขนาดกลางและขนาดใหญ่มีกำไรสุทธิ 2.13 ล้านบาท และ 1,168.32 ล้านบาท ตามลำดับ
ในขณะที่ธุรกิจขนาดเล็กขาดทุนสุทธิ 82.68 ล้านบาท ซึ่งอาจเป็นผลจากการขาดทุนในกลุ่มธุรกิจเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ขนาดเล็ก (ขาดทุน 185.28 ล้านบาท)
เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น สอดคล้องกับข้อมูลจาก Time ที่ระบุว่าผู้บริโภคที่อายุต่ำกว่า 35 ปี ดื่มแอลกอฮอล์ลดลงถึง 10 % ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากไลฟ์สไตล์ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพมากกว่าคนรุ่นก่อน
“นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์” ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กล่าวว่า เห็นได้ชัดว่า ธุรกิจบริการเครื่องดื่มเติบโตทั้งในแง่ของมูลค่าทางการตลาด รายได้ และกำไรสุทธิ
อีกทั้งยังเติบโตในทุกประเภทธุรกิจ ซึ่งอาจเป็นผลมาจากปัจจัยต่างๆ อาทิ ราคาเครื่องดื่มที่เพิ่มขึ้น กระแสรักสุขภาพ บทบาทของสื่อออนไลน์ต่อพฤติกรรมผู้บริโภค การขยายสาขาเชิงรุกเพื่อกระจายความเสี่ยงด้านทำเลและกำลังซื้อ เป็นต้น
โดยแนวโน้มในอนาคตธุรกิจนี้ยังคงเติบโตต่อเนื่องและมีแนวโน้มขยายตัวพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคต จากจุดแข็งที่สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้ง่าย มีความหลากหลาย และสามารถลงทุนได้ตั้งแต่รายเล็กถึงรายใหญ่
อย่างไรก็ตามการเติบโตของธุรกิจบริการเครื่องดื่มยังคงมีข้อจำกัดและต้องเผชิญกับความท้าทาย โดยความท้าทายของตลาดธุรกิจบริการเครื่องดื่มไทยในปี 2569 ได้แก่ การแข่งขันที่รุนแรง เนื่องจากผู้ประกอบการต่างชาติเข้าสู่ตลาดมากขึ้น
โดยเฉพาะร้านเครื่องดื่มกลุ่มพรีเมียม ร้านเครื่องดื่มกลุ่ม Mass และร้านเครื่องดื่มในพื้นที่ท่องเที่ยว เทรนด์ที่เปลี่ยนอย่างรวดเร็ว และความจงรักภักดีต่อแบรนด์ที่ลดลง ซึ่งมีผลต่อการคาดการณ์ยอดขายในอนาคต เศรษฐกิจชะลอตัว
ส่งผลต่อกำลังซื้อและการตัดสินใจใช้จ่ายของผู้บริโภค และตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ฟื้นตัวช้า ส่งผลต่อร้านอาหารและเครื่องดื่มที่พึ่งพารายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ
ทั้งนี้ ผอ.สนค. มีข้อแนะนำสำหรับผู้ประกอบการว่า ต้องควรศึกษาและวางแผนการลงทุนอย่างรอบคอบ รวมถึงใช้กลยุทธ์ที่ทันสมัย ตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันภาครัฐควรสนับสนุนธุรกิจดังกล่าวให้สามารถเติบโตได้อย่างทั่วถึง
ครอบคลุมตั้งแต่กลุ่มธุรกิจต้นน้ำจนถึงกลุ่มธุรกิจปลายน้ำ ตั้งแต่ด้านวัตถุดิบ จนถึงด้านการสนับสนุนศักยภาพผู้ประกอบการโดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อยให้แข่งขันได้ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจไม่ใช่เป็นแค่ลูกค้า แต่เป็นเจ้าของแบรนด์ที่แข็งแกร่งในตลาดในอนาคต
การแข่งขันธุรกิจเครื่องดื่มจากนี้จึงไม่ใช่การแข่งขันด้านรสชาติหรือราคาเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการแข่งขันด้านแบรนด์ ประสบการณ์ผู้บริโภค และความสามารถในการตอบโจทย์เทรนด์





