"เอกนัฏ" เผยแนวโน้มราคาน้ำมันจ่อลดลงต่อเนื่อง รัฐไม่ต้องกู้เงินเพิ่ม สั่งเคลียร์ตัวเลขการขาดทุนกองทุนน้ำมันให้สะท้อนความจริง และยังอายัดเงินคืนให้แก่ผู้ค้าบางกลุ่มกว่า 3 หมื่นล้าน โชว์ตัวเลขดึงกำไรส่วนเกินจากค่าการกลั่นมาลดราคาน้ำมันได้แล้วกว่า 8.3 พันล้านบาท เล็งรื้อโครงสร้างราคาน้ำมันถาวรรองรับวิกฤติในอนาคต
KEY POINTS
- รมว.พลังงานชี้ ราคาน้ำมันในตลาดโลกมีแนวโน้มปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ส่งผลให้ราคาดีเซลในประเทศทยอยลดลงเช่นกัน
- สถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงดีขึ้น โดยยอดติดลบลดลงเหลือประมาณ 5.7 หมื่นล้านบาท ทำให้รัฐบาลไม่จำเป็นต้องกู้เงินเพิ่มเติม
- กระทรวงพลังงานได้ใช้เงินจากกำไรส่วนเกินของค่าการกลั่นกว่า 8,300 ล้านบาท มาช่วยลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชน
- มีการเตรียมวางกลไกถาวรเพื่อกำกับดูแลราคาหน้าโรงกลั่น และค่าการกลั่น เพื่อป้องกันไม่ให้ราคาสูงเกินไปในอนาคต
วันนี้ (16 มิ.ย.69) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงสถานการณ์ราคาน้ำมันว่า ปัจจุบันราคาน้ำมันตลาดโลกเริ่มปรับตัวลดลงหลังจากที่มีการตกลงเจรจาสันติภาพกันระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน
โดยที่ผ่านมากระทรวงพลังงาน ได้ใช้กลไกการบริหารจัดการราคาหน้าโรงกลั่นเพื่อลดภาระประชาชน โดยสามารถดึงเงินกำไรส่วนเกินจากค่าการกลั่นมาช่วยลดราคาหน้าปั๊มได้กว่า 8,300 ล้านบาท และส่งผลให้ราคาน้ำมันดีเซลทยอยปรับลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา และมีแนวโน้มจะกลับเข้าสู่สถานการณ์ปกติหากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางคลี่คลาย
สำหรับสถานะของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในปัจจุบันนายเอกนัฏ ระบุว่าได้สั่งการให้ทบทวนตัวเลขใหม่โดยใช้ตัวเลขจริงแทนการคาดการณ์ พบว่ายอดการติดลบของกองทุนลดลงจากเดิมที่คาดไว้จากเดิมติดลบกว่า 60,000 ล้านบาท เหลือเพียงประมาณ 57,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ยังมีการอายัดเงินคืนให้แก่ผู้ค้าบางกลุ่มที่อยู่ระหว่างการสอบสวนเรื่องการกักตุนกำไรไว้อีกประมาณ 30,000 ล้านบาท ทำให้ในขณะนี้รัฐบาลไม่มีความจำเป็นต้องออกพระราชกฤษฎีกาเพื่อให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้เพิ่มเติม โดยจะบริหารจัดการภายในวงเงินกู้ที่ดำเนินการอยู่เดิมเพื่อไม่ให้เป็นภาระหนี้สาธารณะของประเทศ
ทั้งนี้กระทรวงพลังงานกำลังวางกลไกถาวรในการกำกับดูแลราคาหน้าโรงกลั่น และค่าการกลั่น โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดวิกฤตการณ์โลก เพื่อไม่ให้ค่าการกลั่นพุ่งสูงเกินไป โดยจะมีการพิจารณาแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อให้อำนาจแก่คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ในการกำกับดูแลได้อย่างเต็มที่ในอนาคต
"เราเอาบทเรียนที่ผ่านมา เพื่อที่จะมาวางกลไกสำหรับการจัดการราคาหน้าโรงกลั่น ถามตกลงเนี่ย ที่ไปอิงสิงคโปร์ ควรจะอิงแบบที่ไปบวกพรีเมียม ควรจะบวกหรือไม่ควรบวก กลไกในการกำหนด ค่าการกลั่น สำหรับโรงกลั่น ในสภาวะเกิดเหตุการณ์ขึ้นแบบตะวันออกกลางแล้วค่าการพุ่งสูงปรี๊ด ก็ต้องมีกลไกในการจำกัดไม่ให้ค่าการเพิ่มสูงมากเกินไปแบบนี้เป็นต้น" นายเอกนัฏ กล่าว
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





