ธอส. ประกาศกรอบวงเงิน 32,000 ล้านบาท หนุนสินเชื่อสีเขียวและติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคา พร้อมเสนออัตราดอกเบี้ยต่ำสุดในตลาดเพียง 1% ใน 3 ปีแรก มุ่งเป้าลดภาระค่าไฟและส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดในภาคครัวเรือนอย่างยั่งยืน
KEY POINTS
- ธอส. จัดสรรวงเงิน 32,000 ล้านบาท เพื่อขับเคลื่อนนโยบายการเงินสีเขียว (Green Finance) สนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด
- ออกผลิตภัณฑ์สินเชื่อเพื่อส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปสำหรับลูกค้ารายย่อยทั้งเก่าและใหม่
- เสนออัตราดอกเบี้ยพิเศษสำหรับสินเชื่อโซลาร์รูฟท็อปที่ 1% ต่อปี ในช่วง 3 ปีแรก ซึ่งต่ำที่สุดในตลาด
- นโยบายดังกล่าวยังครอบคลุมสินเชื่อบ้านประหยัดพลังงาน (Eco-home) เพื่อช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าในระยะยาว
นายมหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ธนาคารได้ให้ความสำคัญอย่างจริงจังกับการขับเคลื่อนนโยบาย Green Finance เพื่อสนับสนุนแนวทางของรัฐบาลในการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานสะอาดและลดการพึ่งพาพลังงานแบบดั้งเดิม โดยธนาคารได้ติดตามสถานการณ์ความท้าทายของเศรษฐกิจโลกอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาพลังงานโลกปรับตัวสูงขึ้น
โดย ธอส. ได้วางโครงสร้างผลิตภัณฑ์ด้าน Green Finance ให้ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่เงินฝาก การระดมทุนดำเนินการผ่านการออกพันธบัตรยั่งยืน (ESG Bond) ซึ่งคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล
ขณะที่ฝั่งผลิตภัณฑ์สินเชื่อ ธอส.ได้จัดสรรวงเงิน 32,000 ล้านบาท ครอบคลุมตั้งแต่สินเชื่อบ้านประหยัดพลังงาน (Eco-home) สำหรับบ้านที่ได้รับการรับรองจากการไฟฟ้า รวมถึงโครงการที่อยู่อาศัยที่ผ่านมาตรฐานประหยัดพลังงาน สามารถขอสินเชื่อในอัตราดอกเบี้ยต่ำได้
นอกจากนี้ ยังมีสินเชื่อเพื่อส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ทั้งลูกค้าเดิมและลูกค้าใหม่ของธนาคารสามารถขอสินเชื่อเพื่อติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาได้ในอัตราดอกเบี้ยเพียง 1% ต่อปีตลอด 3 ปีแรก ซึ่งถือเป็นอัตราที่ต่ำที่สุดในตลาดขณะนี้
“หากมีความต้องการสินเชื่อสีเขียวเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานเข้ามามาก ธอส.ก็พร้อมที่จะพิจารณาขยายกรอบวงเงินเพิ่มเติม“
นายมหัทธนะ กล่าวว่า การผลักดันสินเชื่อสีเขียวอย่างเต็มรูปแบบครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของ ธอส. ในการดูแลเศรษฐกิจและสังคมไทยอย่างยั่งยืน เนื่องจากนอกจากจะช่วยให้ประชาชนเข้าถึงที่อยู่อาศัยประหยัดพลังงานได้ง่ายขึ้นแล้ว ยังช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าในระยะยาว และยกระดับคุณภาพชีวิตให้คนไทยมีบ้านเป็นของตนเองได้อย่างมั่นคงอีกด้วย





